เปิดโผ 10 หุ้นเด็ด mai โชว์รายได้ Q1 สุดท็อป
#mai #ทันหุ้น – 10 หุ้น mai โชว์รายได้ไตรมาสแรกสุดร้อนแรง “PSGC” ยืนหนึ่งกวาดรายได้ 2.47 พันล้านบาท ตามด้วย SPVI-TAKUNI-CAZ ตบเท้าเข้าท็อปโฟร์ ขณะที่ TNP ติดโผอันดับ 6 ด้วยรายได้ 774 ล้านบาท ฟากโบรกส่องพื้นฐานน่าสนใจ รายได้รวมโต 7% แนะนำ “ซื้อ” เป้า 3.60 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากตลาดหลักทรัพย์ พบ10 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีรายได้รวมสูงสุดในไตรมาส 1/2569 โดยพบว่า อันดับ 1 ได้แก่ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ในกลุ่ม PROPCON มีรายได้รวมสูงสุด2,472 ล้านบาท ครองตำแหน่งแชมป์รายได้ของตลาด mai ในไตรมาสแรกของปี
@โชว์ผลงาน
อันดับ 2 คือ บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI กลุ่ม TECH มีรายได้รวม 2,030 ล้านบาท
อันดับ 3 บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TAKUNI กลุ่ม RESOURC มีรายได้รวม 1,118 ล้านบาท
ขณะที่อันดับ 4 บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CAZ กลุ่ม PROPCON มีรายได้รวม999 ล้านบาท
อันดับ 5 บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM กลุ่ม INDUS มีรายได้รวม 783 ล้านบาท
อันดับ 6 บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP กลุ่มSERVICE มีรายได้รวม 774 ล้านบาท
อันดับ 7 บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ YUASA กลุ่ม INDUS มีรายได้รวม 743 ล้านบาท
อันดับ 8 บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT กลุ่ม INDUS มีรายได้รวม 739 ล้านบาท
ขณะที่อันดับ 9 บริษัท โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIS กลุ่ม TECH มีรายได้รวม 735 ล้านบาท
ปิดท้ายอันดับ 10 บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA กลุ่ม SERVICE มีรายได้รวม 703 ล้านบาท
(ข้อมูล ณ วันที่ 20 พ.ค. 2569 จาก SETSMART)
ทั้งนี้ จากการจัดอันดับพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรม (INDUS) มีบริษัทติดอันดับมากที่สุดจำนวน 3 บริษัท ได้แก่UKEM, YUASA และ TRT ขณะที่กลุ่ม PROPCON, TECH และ SERVICE ต่างมีบริษัทติดอันดับกลุ่มละ 2 บริษัท สะท้อนถึงความหลากหลายของธุรกิจในตลาด mai ที่สามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุถึง บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่48 ล้านบาท ลดลง4% YoY และลดลง 24% QoQ ใกล้เคียงคาด โดยกำไรลดลง YoY จาก SSSG ที่ -3.2% YoY ตามกำลังซื้อที่อ่อนตัว รวมถึงชะลอตัวจากช่วงไตรมาส 4/2568 ซึ่งได้รับประโยชน์จากมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มวงเงินคนละ 850 บาทต่อเดือน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวถูกชดเชยบางส่วนจากการเปิดสาขาใหม่ 7 แห่งในช่วงไตรมาส 2/2568-ไตรมาส 1/2569 โดยในไตรมาส 1/2569 เปิดเพิ่ม 2 แห่ง ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 7% YoY
ด้านอัตรากำไรลดลง โดย Gross Margin อยู่ที่ 18.2% จาก18.6% ใน ไตรมาส 1/2568 เนื่องจากสัดส่วนยอดขายสินค้ากลุ่มมาร์จิ้นต่ำ เช่น เครื่องดื่ม สินค้าจำเป็น และสินค้าตัวแทนจำหน่าย ขายได้ดีกว่า จากทั้งสภาพอากาศร้อน และในช่วงเดือนมีนาคมที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ส่งผลให้ยอดขายสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น
ขณะที่ SG&A/Sales อยู่ที่ 10.8% เพิ่มขึ้นจาก 10.3% ในไตรมาส 1/2568 จากผลของสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และ SSSG ที่ติดลบ
@เป้า TNP 3.6 บ.
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหุ้นน่าสนใจเชิง Valuation ซื้อขายที่ PER26F 11.1 เท่า (-2SD) และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง เป็น Net Cash ขณะที่ระยะสั้นมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการรัฐ แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 3.60 บาท อิง PER 14 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่ม