สังคมอัดอั้นชวนเครียด รู้จักเกิดภาวะ ‘Catharsis’ คนเสพติดความสะใจในซีรีส์ล้างแค้น
ช่วงนี้หน้าฟีดสตรีมมิ่งซีรีส์แนวการล้างแค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกำลังมาแรง โดยเฉพาะซีรีส์เกาหลีใต้ที่มีพล็อตเรื่องออกมาคล้ายกัน แล้วก็ได้รับความนิยมทุกครั้ง จนถึงเรื่องล่าสุดที่ตอนนี้กลายเป็นกระแสรีวิวเต็มโซเชียลอย่าง “Teach You A Lesson”
ปรากฎการณ์นี้มีคำอธิบายทางจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า‘Catharsis’ หรือการได้ปลดปล่อยอารมณ์เชิงลบที่อัดอั้นออกมาโดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ ซึ่งเป็นคำเรียกสำหรับภาวะที่ช่วยให้คนดูรู้สึกโล่งและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์หรือภาพยนตร์แนวนี้ถึงมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน
เอาจริงคำว่า Catharsis ถูกนำมาใช้กับความรู้สึกทางละคร ตั้งแต่ที่นักปราชญ์คนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘Aristotle’ได้หยิบมาใช้บรรยายความรู้สึกของคนดูละครเวทีแนวโศกนาฏกรรม (Tragedy)
นอกจากนี้ มีบทวิเคราะห์ของ Palo Alto University (PAU) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พูดถึงทฤษฎี Catharsis พฤติกรรมที่ในชีวิตจริงอาจทำไม่ได้ แต่การปลดปล่อยอารมณ์ โดยผ่านตัวละคร/คาแรกเตอร์ในซีรีส์สามารถบรรเทาความขัดแย้งในจิตใต้สำนึกได้ หรือลบปมในใจของใครบางคนได้
The Business Research เผยว่าคอนเทนต์แนวล้างแค้น (Revenge) กำลังมีบทบาทและครอบครองพื้นที่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดระดับภูมิภาคเอเชีย ที่ซึ่งผู้ชมมองหาการปลดปล่อยทางอารมณ์ (Catharsis) เพื่อตอบโต้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ยิ่งกว่านั้น มูลค่าของตลาดความบันเทิงออนไลน์ในปัจจุบันยังพุ่งสูงถึง 509,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17-18 ล้านล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการเสพเรื่องราวที่มีความดราม่าเข้มข้นขึ้น สะท้อนปัญหาสังคมแบบเรียลมากขึ้น
พร้อมคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดนี้จะเติบโตไปถึง 879,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 14.6% นั่นหมายความว่า ความโหยหานี้ของคนดูเท่ากับเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมนี้ด้วย
[ ความเครียด การถูกเอาเปรียบในสังคม เป็นตัวกระตุ้นอย่างดี ]
การรู้สึกเชื่อมโยงและเห็นอกเห็นใจผ่านตัวละครเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก ทำให้คนดูรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง รู้สึกว่าในช่วงชีวิตหนึ่งพวกเขามีความรู้สึกเติมเต็มกับบางอย่าง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ทางจิตวิทยามันคือ ‘ความโล่งใจ’
ดูได้จากช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสตอบรับของภาพยนตร์/ซีรีส์ที่เป็นแนวแก้แค้น ทวงความยุติธรรม หรือแนวเรื่องที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ลบๆ ออกไปเพิ่มขึ้นในตลาด โดยเฉพาะ‘K-Revenge’ ซีรีส์จากเกาหลีใต้
ตัวอย่างที่เห็นว่าเนื้อหาแนวนี้กำลังเติบโตอย่างมากบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เช่น
- The Glory (2022-2023)ซีรีส์ที่มียอดรับชมสูงเป็นอันดับต้นๆ บน Netflix (ประเภทคอนเทนต์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ) ในช่วงนั้นโดยมียอดผู้ชมรวม 123.59 ล้านชั่วโมง ทำให้เป็นซีรีส์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์แรกที่ฉาย
- Marry My Husband (2024)โดยเรตติ้งในเกาหลีใต้พุ่งแรงจาก 5% ไปจบที่ 12% และเป็นซีรีส์เกาหลีใต้เรื่องแรกที่ขึ้นอันดับ 1 ทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Amazon Prime Video
- Reborn Rich (2022)เรื่องนี้กวาดเรตติ้งในเกาหลีใต้สูงถึง 26.9% ขึ้นแท่นซีรีส์ช่องเคเบิลที่เรตติ้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ทีวีเกาหลีใต้ที่ผ่านมา
- Vincenzo (2021)ทำเรตติ้งตอนจบสูงถึง 14.6% และเป็นหนึ่งในคอนเทนต์แนวล้างแค้นที่มียอดชมสูงสุดติดอันดับ Top 10 ของ Netflix ทั่วโลกในปีนั้น
จนกระทั่งซีรีส์เรื่องล่าสุด Teach You A Lesson ที่เพิ่งลงสตรีมมิ่งบน Netflix เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กระแสในโซเชียลแทบทุกที่พูดถึงตลอดเวลา และยังติดอันดับ Top 10 ในไทยตลอดทั้งสัปดาห์อีกด้วย
โดยเรื่องนี้ทำยอดวิวบน Netflix ได้ 6.4 ล้านครั้งช่วงวันที่ 1-7 มิถุนายน ขึ้นอันดับหนึ่งในตารางจัดอันดับซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของ Netflix ทั่วโลกในสัปดาห์แรกของเดือน
นักวิจารณ์หนังหลายคนพูดว่า เกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในประเทศที่ขับเคลื่อนคอนเทนต์แนวนี้จนกลายเป็นกระแสระดับโลก (Global Phenomenon) โดยสร้างคาแรกเตอร์แนว Dark Hero ค่อนข้างเก่ง และทำให้ผู้ชมในหลายประเทศ รวมถึงคนไทยติดงอมแงม
คอนเทนต์แนว Catharsis/Revenge จึงไม่มีวันตาย ตราบใดที่โลกความจริงยังมีความเหลื่อมล้ำและมีความน่าอึดอัดใจในสังคม ซ้ำยังทำให้อุตสาหกรรมภาพยนต์เติบโตขึ้น หรือแม้แต่แพลตฟอร์มละครแนวตั้งหลายแอปฯ ก็เติบโตมาจากแนวเรื่องการแก้แค้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การจะทำคอนเทนต์แนวนี้ให้ชนะในยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องพระเอกเก่งแล้วไปไล่ตีคนชั่ว แต่อาจต้องเจาะไปที่‘ปมปัญหาที่คนดูเจอในชีวิตจริง’ เพื่อเข้าใจและครองใจคนดูได้มากขึ้น