RISE ผนึก Harvard เปิดแพลตฟอร์ม HBR Spark แหล่งเรียนรู้เอไอ - ภาวะผู้นำ สำหรับองค์กรไทย
วันที่เศรษฐกิจไทยยังคงสะดุด ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศโตแค่ 2.8% ขณะที่สิงคโปร์พุ่งไป 4.3% และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไม่เคยหยุดเดินหน้า
บริษัทที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม RISE ประกาศก้าวใหม่ที่บอกว่าไม่ใช่แค่การเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ แต่คือ การพยายามตอบคำถามที่หนักกว่านั้นว่า “ทำไมผู้บริหารไทยยังตามโลกไม่ทัน และจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง?”
คำตอบที่ RISE เลือกคือการจับมือกับ Harvard Business Impact หน่วยงานภายใต้ Harvard Business Publishing เปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ชื่อ “HBR Spark” ในประเทศไทยแบบผูกขาดเป็นครั้งแรก
RISE เดินทางเข้าสู่ปีที่ 9 และยังคงไล่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง นั่นคือ การผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยและภูมิภาคให้เพิ่มขึ้น 1% ภายในปี 2570
ปีที่ 9 ของ RISE
RISE ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 โดย นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ด้วยวิสัยทัศน์คือ การผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เพิ่มขึ้น 1% ผ่านการสร้างนวัตกรรมในองค์กรขนาดใหญ่ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่าน กับองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นได้จริง
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา RISE ทำงานร่วมกับองค์กรกว่า 500 แห่งทั่วเอเชีย มีผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมโปรแกรมมากกว่า 25,000 คน และสร้างเครือข่ายนวัตกรรมกว่า 50,000 ราย รวมถึงสตาร์ตอัปในเครือข่ายอีกกว่า 20,000 ราย
ช่องว่างที่ RISE พบ ผู้บริหารไทยขาดมุมมองระดับโลก
สุมนา ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ RISE อธิบายว่า เมื่อเข้าไปทำงานกับองค์กรต่างๆ จะพบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่รู้ดีว่าต้องเปลี่ยนผ่านองค์กรด้านดิจิทัล และต้องสร้างธุรกิจใหม่เพื่อรองรับอนาคต แต่สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความตั้งใจ หากแต่เป็นการขาด “ระบบ” ที่จะดึงมุมมองระดับโลกเข้ามาอัปเดตความคิดอย่างต่อเนื่อง
“ผู้บริหารหลายคนบอกว่าบินไปดูงานต่างประเทศสามปีครั้ง ซึ่งมันไม่ทันกิน” สุมนา ระบุในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อ พร้อมอธิบายว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าการดูงานเป็นครั้งคราวจะตามได้ โดยเฉพาะในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมพร้อมกัน
ภาพที่ RISE เห็นจากการสำรวจตลาดชัดเจนขึ้นเมื่อดูตัวเลขจากรายงานระดับโลก ที่ระบุว่าเกือบ 40% ของทักษะที่ผู้บริหารต้องการในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปภายในปี 2573 ทักษะที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ได้แก่ ความสามารถในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ความคล่องตัวในการปรับตัว การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างชาญฉลาด และการพัฒนาบุคลากร
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้องค์กรส่วนใหญ่หันมาเน้นลดต้นทุนมากกว่าสร้างรายได้ใหม่ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้กระบวนการภายในกระชับขึ้น แต่ไม่ค่อยมีเวลาหรือเครื่องมือที่จะมองหาธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยมุมมองกว้างกว่าการจ้องแต่ตลาดในประเทศ
สุมนา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า อุตสาหกรรมการผลิตคือ อุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญแรงกดดันนี้ชัดที่สุด เพราะพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก และกำลังมองหาวิธีนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยให้พนักงานคนเดิมทำงานได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อลดคนออก แต่เพื่อให้งานที่เคยใช้ 8 ชั่วโมง เหลือแค่ 5 ชั่วโมง แล้วนำเวลาที่เหลือไปสร้างคุณค่าในจุดอื่น
ทำไมต้อง Harvard และทำไม Harvard ถึงเลือก RISE
สุมนา เล่าว่า Harvard คุยกับหลายองค์กรในไทยก่อนที่จะตัดสินใจเลือก RISE และ RISE รับรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เป็นตัวเลือกเดียวในสนาม โดย Harvard เปิดเผยกับ RISE ว่ามีการพูดคุยกับองค์กรไทยถึง 3-4 แห่งในกระบวนการคัดเลือก
สิ่งที่ Harvard มองหาคือ พาร์ตเนอร์ที่ไม่ใช่แค่นำแพลตฟอร์มไปขาย แต่สามารถเชื่อมความรู้ระดับโลกเข้ากับบริบทของแต่ละองค์กรในไทยและอาเซียนได้จริง
นพ.ศุภชัย อธิบายว่า นี่คือจุดแข็งที่แท้จริงของ RISE ซึ่งไม่ใช่ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคหรือการเขียนโปรแกรม แต่คือความสามารถในการเป็นตัวกลางที่พาองค์กรไปถึงผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดในโลก และช่วยให้ความรู้นั้นถูกนำไปใช้ได้จริงในบริบทไทย
“เราไม่ได้เก่งเรื่องการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์แข่งกับใคร แต่เราพาคุณเข้าไปหาคนที่เก่งที่สุดในโลกเรื่องนั้นได้” นพ.ศุภชัยระบุ
พอร์ดีพ กุมาร์ (Perdeep Kumar) ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคฝ่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Harvard Business Publishing กล่าวว่า RISE คือพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมที่สุดในการนำ HBR Spark เข้าสู่ตลาดไทย เพราะมีทั้งความเข้าใจบริบทองค์กรไทย และประวัติที่พิสูจน์แล้วในการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง พร้อมระบุว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาผู้นำในไทย
ความร่วมมือนี้มีระยะเวลา 3 ปี และ RISE ได้รับสิทธิ์ผูกขาดในการดำเนินงาน HBR Spark ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ Harvard Business Impact ในตลาดไทย ปัจจุบัน Harvard มีพาร์ตเนอร์ลักษณะนี้แล้วในอินเดียและอินโดนีเซีย และกำลังมุ่งขยายฐานในอาเซียนเป็นลำดับถัดไป
HBR Spark คืออะไร และต่างจากคอร์สออนไลน์ทั่วไปอย่างไร
HBR Spark เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากฐานข้อมูลของ Harvard Business Review ซึ่งสะสมมานับทศวรรษ ประกอบด้วยบทความกว่า 21,000 ชิ้นที่อัปเดตต่อเนื่องทุกวัน พอดแคสต์กว่า 1,750 รายการ วิดีโอ 1,600 ชิ้น และกรณีศึกษาแบบย่อยง่ายอีก 70 ชิ้น รวมแล้วมีเนื้อหามากกว่า 26,000 รายการ
โดยผู้เขียนไม่ได้จำกัดเฉพาะอาจารย์ของ Harvard เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัทและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำทั่วโลกที่ Harvard คัดกรองแล้วว่ามีคุณภาพเพียงพอ
จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์คัดกรองเนื้อหาให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน เมื่อสมัครเข้าใช้ ระบบจะถามถึงตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม และความสนใจ แล้วสร้างเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
พร้อมกับ “โปรไฟล์ผู้นำ” ที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารคนนั้นมีจุดแข็งและช่องว่างด้านใดบ้าง ยิ่งใช้งานมากขึ้น ระบบยิ่งเรียนรู้และคัดเนื้อหาให้ตรงมากขึ้น โดยเนื้อหาหลักครอบคลุม 4 หมวดใหญ่ ได้แก่ ภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ กลยุทธ์ และเทคโนโลยี
เนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ระบบรองรับการใช้งานเป็นภาษาไทย หมายความว่าผู้ใช้สามารถพิมพ์คำถามหรืออธิบายตัวเองเป็นภาษาไทยได้ และระบบปัญญาประดิษฐ์จะประมวลผลและนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสม แม้การแปลเนื้อหาทั้ง 26,000 รายการเป็นภาษาไทยจะยังต้องใช้เวลา เนื่องจาก Harvard ดำเนินงานในระดับโลกและต้องการรักษาความถูกต้องของเนื้อหาในทุกภาษา
สิ่งที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้แตกต่างจากคอร์สออนไลน์ทั่วไปที่ต้องนั่งดูวิดีโอเป็นชั่วโมง คือเนื้อหาทุกชิ้นถูกออกแบบให้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที อ่านจบในระหว่างรอประชุม ดูวิดีโอสั้นในรถ หรือฟังพอดแคสต์ระหว่างออกกำลังกาย โดยระบบจะส่งเนื้อหาที่คัดมาเฉพาะสำหรับแต่ละคนต่อเนื่องทุกวัน ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเอง
โมเดลธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจในโมเดลธุรกิจของความร่วมมือนี้คือ HBR Spark ในไทยจะไม่ถูกขายแบบสมาชิกรายบุคคลให้ผู้บริหารทั่วไปซื้อตรงจากแพลตฟอร์มเหมือนบริการออนไลน์ทั่วไป
RISE จะรวมแพลตฟอร์มนี้เข้าไปกับโปรแกรมที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรพัฒนาผู้บริหาร ค่ายนวัตกรรม หรือโปรแกรมผู้นำเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ หมายความว่าองค์กรที่ต้องการให้ผู้บริหารเข้าถึง HBR Spark จะต้องเป็นลูกค้าของ RISE ก่อน ไม่ใช่ซื้อแพลตฟอร์มแยกต่างหาก
สุมนา ระบุว่า ในระยะแรกจะเน้นฐานลูกค้าองค์กรที่มีอยู่แล้ว 500 แห่ง เป้าหมายปีแรกคือ 10% ของกลุ่มนี้ โดยเน้นที่ผู้บริหารระดับสูงลำดับแรกๆ ของแต่ละองค์กร เช่น กลุ่ม 10-20 คนแรกที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กร ซึ่งเป็นกลุ่มที่เนื้อหาระดับนี้ออกแบบมาสำหรับโดยตรง
โมเดลนี้ไม่ได้เพิ่มราคาให้ลูกค้าที่มีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนผ่านองค์กรอื่นๆ ในตลาด เพราะลูกค้าของ RISE จะได้รับทั้งองค์ความรู้ระดับโลกจาก Harvard และการสนับสนุนจาก RISE ในการนำความรู้นั้นมาปรับใช้จริงกับบริบทขององค์กรตัวเอง ซึ่งนพ.ศุภชัย มองว่า คือความแตกต่างที่แท้จริง เพราะการอ่านเคสจาก Harvard แล้วคัดลอกวิธีคิดโดยตรงย่อมใช้ไม่ได้กับทุกบริบท
ไม่หยุดแค่แพลตฟอร์ม
นพ.ศุภชัย อธิบายว่า HBR Spark คือบันไดขั้นแรกเท่านั้น ในระยะถัดไปภายใต้กรอบ 3 ปีของความร่วมมือ RISE วางแผนจะนำอาจารย์และศิษย์เก่าจาก Harvard บินตรงเข้ามาทำการประชุมเชิงปฏิบัติการและการอภิปรายวงกลมกับผู้บริหารไทยได้โดยตรง โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สะสมจากการใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีแผนนำงานวิจัยล้ำหน้าของ Harvard ที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ในไทยมาก่อน มาปรับใช้กับโจทย์จริงขององค์กรไทย ซึ่งในแง่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากที่เคยเป็นเพียงผู้รับความรู้ ไปสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความรู้ใหม่
ที่ใหญ่กว่านั้น RISE ตั้งเป้าว่าหากโมเดลนี้ได้ผลในไทย ก็มีโอกาสขยายออกไปยังองค์กรในมาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีที่อยู่ในเครือข่ายลูกค้าปัจจุบันด้วย และนพ.ศุภชัย เอ่ยถึงความฝันว่า คือการที่กรณีศึกษาของบริษัทไทยได้ขึ้นไปอยู่ใน Harvard Business Review เพื่อให้โลกเรียนรู้จากไทย ไม่ใช่แค่ไทยเรียนรู้จากโลก
สุขภาพคือคำตอบของ GDP
นอกจากความร่วมมือกับ Harvard ในวันเดียวกันนั้นเอง นพ.ศุภชัย ยังเปิดเผยทิศทางใหม่ที่ RISE กำลังสร้างให้ตัวเองด้วย นั่นคือการขยายเข้าสู่ธุรกิจด้านสุขภาพ โดยจะมีงาน Southeast Asia Health Summit ที่โรงแรมดุสิตในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
นพ.ศุภชัย อธิบายว่า เมื่อสแกนดูทุกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ การท่องเที่ยวที่แม้ปีที่แล้วจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 30 ล้านคน ก็ยังไม่ใช่คำตอบ เพราะการก้าวกระโดดจาก 30 ล้านไปถึง 60 ล้านคนแทบเป็นไปไม่ได้ในเวลาอันสั้น ขณะที่ภาคการผลิตและอาหารก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
สุขภาพกลับเป็นคำตอบที่น่าสนใจที่สุด เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว มีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต แต่ยังขาดการปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่ง RISE เชื่อว่านั่นคือโอกาสของตัวเอง
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพรวมชัดขึ้นว่า RISE ไม่ได้แค่นำแพลตฟอร์มต่างชาติมาขายในไทย แต่กำลังสร้างสิ่งที่เรียกตัวเองว่าแพลตฟอร์มนวัตกรรมเปิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ Harvard เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ และพนันว่าถ้าผู้บริหารไทยมีมุมมองโลกที่กว้างขึ้น ผสมกับการลงมือทำที่มีระบบรองรับ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ไล่ตามมา 9 ปีก็อาจไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป