DSI ลุยปราบ Forex เถื่อน ยึดทรัพย์ 65 ล้าน พบหลักฐานแทรกแซงระบบซื้อขาย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยผลตรวจค้นเครือข่าย Forex ผิดกฎหมาย พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงบัญชี สส."ภาวุธ" พฤติกรรมควบคุมราคา หน่วงเวลา และล็อกคำสั่งซื้อขายเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน พร้อมตรวจยึดรถหรู เงินสด ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท
วันที่ 19 มิ.ย.2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดผลปฏิบัติการ Shutdown the laundering ซื้อขาย Forex เถื่อน พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้รับการโอนเงินผ่านบริษัทเพย์เมนท์ในเครือข่ายนี้ต่อมาเป็นทอด ๆ หลายครั้งรวม 28 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังพบบุคคลอีกหลากหลายวงการ นอกจากนักการเมืองแล้วยังมีอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ชื่อดัง และดารานักแสดงชื่อดัง ที่พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับจ้าง รับเงินในธุรกิจเทรด และให้คำปรึกษาด้านการลงทุน
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กล่าวว่า กรณีของนายภาวุธ ขณะนี้ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากการรับโอนเงินสู่บัญชีบุคคลบุคคลยังต้องพิสูจน์ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจนก่อน และนายภาวุธยังมีเอกสิทธิ สส.คุ้มครอง โดยเมื่อปิดสมัยประชุมจะมีการออกหนังสือเชิญเข้ามาให้ข้อมูลต่อไป พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นประเด็นการเมือง และไม่มีการเมืองเข้ามากดดัน แต่เป็นการดำเนินการตรวจสอบและขยายผลมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว
สำหรับปฏิบัติการครั้งใหญ่ในการกวาดล้างเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) เถื่อนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุด และอายัดทรัพย์สินหรูมูลค่ารวมกว่า 65 ล้านบาท หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่า 500 ราย บางรายเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ด้วยการชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยไม่มีผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อย่างถูกต้อง
เครือข่ายนี้มีกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Broker: IB) และบริษัทที่ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัท เรนนี่ คอร์ปอเรชัน จำกัด และ บริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ทำหน้าที่รับ-ส่งเงิน โดยกลุ่ม IB จะใช้กลอุบายสร้างความน่าเชื่อถือผ่านทางเซลส์หรือตัวแทน (Sales / Agent) คอยให้คำแนะนำดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โฆษณาชวนเชื่อผ่านภาพลักษณ์ความมั่งคั่ง รถยนต์หรู และวิถีชีวิตกินหรูอยู่สบาย เพื่อจูงใจให้เหยื่อฝากเงินเข้ามาเทรด
ในช่วงแรก กลุ่มผู้เสียหายจะสามารถถอนเงินได้จริงเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ต่อมาจะเริ่มอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น บังคับขายคอร์ส ฝากเทรดเพิ่ม หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนในที่สุดไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยโบรกเกอร์ที่มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียน ได้แก่ QRS Global, HFM, GOFX, Eterwealth รวมถึงกลุ่ม IB เช่น อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่
นอกจากนี้ กลุ่มโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนในต่างประเทศในลักษณะ Offshore (กลุ่มประเทศนอกชายฝั่ง เช่น เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, หมู่เกาะเคย์แมน, โดมินิกา) เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศไทย ทำให้เกิดข้อพิพาทและเกิดความยากลำบากในการดำเนินคดีและการเรียกร้องสิทธิของผู้เสียหาย
พลตำรวจตรี ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้รับการแจ้งความผ่านระบบออนไลน์เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการหลอกลงทุนผ่านบริษัทผู้รับชำระเงิน (เพย์เมนท์) 2 รายดังกล่าว เบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความแล้ว 65 เคส พบกลุ่มบัญชีม้ากว่า 1 พันบัญชี ความเสียหายเบื้องต้นราว 100 ล้านบาท ซึ่งจะต้องไปตรวจสอบเชิงลึกและขยายผลไปยังผู้เสียหายรายอื่น ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ต่อไป
สำหรับปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ได้ตรวจค้นเป้าหมายรวม 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ตรวจค้นบริษัท 15 แห่ง และบ้านของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 9 แห่ง ตรวจยึดทรัพย์สินและเงินสดรวมมูลค่ากว่า 65,270,000 บาท ดังนี้
- รถยนต์หรูจำนวน 5 คัน และรถยนต์ทั่วไป 15 คัน
- รถจักรยานยนต์ 4 คัน
- เงินสดจำนวน 65,270,000 บาท
- วัตถุคล้ายทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมประมาณ 50 บาท
- เครื่องประดับทองคำและเครื่องประดับเพชรจำนวนหนึ่ง
- กระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่า 40 ใบ
- นาฬิกาหรู 113 เรือน
- เงินแท่งน้ำหนักรวม 12 กิโลกรัม
- เงินสกุลต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 600,000 บาท
- อาวุธปืนจำนวน 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน
- อุปกรณ์ไอที: คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง, แท็บเล็ต 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง, Hardware Wallet สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล 2 เครื่อง
- สินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และสกุล USDT จำนวน 4 ชิ้น
- เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่าย
ทั้งนี้ DSI ตรวจพบหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการแทรกแซงระบบซื้อขาย เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา และการล็อกคำสั่งซื้อขาย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาทุจริตและการฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527, พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์