โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตเงียบของไทยเมื่อสื่อหลักอ่อนแอ เงินโฆษณาไหลออกนอก-ตปท.คุมข้อมูล

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ผู้จัดการรายวัน 360 – วิกฤตเงียบของประเทศไทย เมื่อสื่อหลักกำลังอ่อนแอ สื่อทีวีดิจิทัลอนาคตยังมืดมน เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ และอนาคตข้อมูลข่าวสารและค่านิยมของคนไทยกำลังถูกกำหนดจากภายนอก ประเทศไทยกำลังสูญเสียอะไรมากกว่าส่วนแบ่งตลาดสื่อ

MI GROUP สรุปภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาและอุตสาหกรรมสื่อ 5 เดือนแรกของปีนี้ และแนวโน้มตลอดทั้งปีนี้ที่อาจติดลบน้อย แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP ข้อมูลจาก MI GROUP พบว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว -4.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่ารวมที่ 32,866 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ

โดยตลอด 5 เดือนมานี้ พบว่า 3 สื่อ ที่มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ 1.สื่อดิจิทัล 13,394 ล้านบาท โต 1% (เป็นสื่อเดียวที่เติบโต) 2.สื่อทีวี 11,924 ล้านบาท ลดลง 9% 3.สื่อ OHM 5,586 ล้านบาท ลดลง 6%

ขณะที่ 5 กลุ่มบริษัทที่ใช้งบโฆษณามากสุด คือ 1.Nestle 1,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%, 2.Unilever 1,293 ล้านบาท ลดลง 9%, 3.เทพไทย/OK Herbal 858 ล้านบาท ลดลง 16%, 4.P&G 564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และ 5.Colgate-Palmolive 528 ล้านบาท ลดลง 8%

ปัจจัยกดดันไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการปรับลดกำลังคนในหลายอุตสาหกรรมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการมาแทนที่ของ AI

MI GROUP ยังคงมองว่าครึ่งปีหลังอาจเห็นสัญญาณบวกมากขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่อาจทยอยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2569 จะหดตัวเพียง -1.3% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 83,869 ล้านบาท ซึ่งแม้ยังติดลบ แต่ถือว่าดีกว่าทิศทางที่ปรากฏในช่วงต้นปี

โดยกลุ่มอุตสาหกรรม/สินค้าและบริการที่คาดว่าน่าจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ (ไม่ได้ดูมูลค่ารวม แต่ดูอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) ได้แก่

1. Retail / E-Commerce (อันดับ 1 ต่อเนื่อง)

2. Websites & Apps (โตแรงที่สุด)

3. Non-Alcohol Beverages (FMCGs แข่งขันสูง)

4. Government Announcement (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว)

5. Skincare (FMCG แข่งขันสูง)

6. Motor Vehicles (EV จากจีน)

7. Dairy Products (นม Plant-based)

8. Leisure/Concert/Exhibition

9. Pharmaceuticals/ Vitamin Supplement

10. Communications/Telco (เน้นการ Bundle กับ Streaming ในเครือ)

*** สื่อทีวีเดิมจาก 7. 7 หมื่นล. เหลือ 2.9 หมื่นล.

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 (2013) เม็ดเงินโฆษณาในสื่อโทรทัศน์มีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท แต่ในปีนี้ MI GROUP คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของระดับสูงสุดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2555 (2012) [*อาจมีข้อจำกัดในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลในขณะนั้น] คาดว่าตัวเลขในปีนี้จะสูงถึง 32,145 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 10 เท่า (ข้อมูลโดย DAAT)

แม้ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จะสะท้อนภาพที่น่ากังวลมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่า อาจไม่ใช่การชะลอตัวระยะสั้น หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นกับทั้งอุตสาหกรรมสื่อ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมอาจกำลังบดบังความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทย โทรทัศน์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน

ในอดีต สื่อโทรทัศน์เคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี รองรับจำนวนช่อง Free TV เพียง 6 ช่องและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้อย่างทั่วถึง

แต่ในยุคทีวีดิจิทัล แม้จำนวนช่องจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง กลับมีเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายช่องไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเหลือผู้เล่นเพียง 14 ช่อง และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และผู้ชม ขณะที่ยังไม่เห็นทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและดึงผู้ชมกลับคืนมา

นายภวัต กล่าวว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโทรทัศน์จะอยู่รอดหรือไม่ แต่คืออุตสาหกรรมจะปรับตัวอย่างไรให้ยังคงบทบาทเป็นสื่อหลักที่คนไทยเป็นเจ้าของ จะยังคงมีคุณค่าและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต่อไป

"สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง 1-2% แต่คือความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่กำลังถูกท้าทายในยุคที่คู่แข่งจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายกว่าที่เคย"

การลดลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของสื่อโทรทัศน์เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สื่อไทย ผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิง แต่ต้องการความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต

ผลลัพธ์คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ได้เติบโตจาก Social Media สู่ Super Platform ที่รวมการสื่อสาร ความบันเทิง การค้นหาข้อมูล การซื้อขายสินค้า และการชำระเงินไว้ในระบบเดียวกัน และในหลายกรณียังทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการดิจิทัล เจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการทางการเงิน และผู้กำหนดกติกาของตลาดในเวลาเดียวกัน

เม็ดเงินโฆษณาจึงไม่ได้เพียงย้ายจากสื่อเดิมไปสู่สื่อใหม่ แต่กำลังไหลเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อม Media, Commerce และ Data เข้าด้วยกัน ทำให้แพลตฟอร์มสามารถครอบครองทั้งความสนใจของผู้บริโภค ข้อมูล และธุรกรรมทางเศรษฐกิจในวงจรเดียว

“เม็ดเงินไหลไปต่างประเทศ 8594; Data ไหลไปต่างประเทศ 8594; AI เรียนรู้จากข้อมูลคนไทย 8594; Algorithm ถูกกำหนดจากต่างประเทศ”

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อไทยไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ยังหมายถึงการย้าย "มูลค่า" ออกนอกประเทศในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งกำไร ข้อมูล และองค์ความรู้ที่เกิดจากข้อมูลเหล่านั้น

เมื่อผู้บริโภคใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกมากขึ้น กำไรจากธุรกิจโฆษณาส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ และธุรกรรมของผู้บริโภคไทยก็ถูกสะสมอยู่บนระบบที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ และถูกนำไปใช้พัฒนา AI และอัลกอริทึมที่มีบทบาทต่อการมองเห็นข้อมูล ข่าวสาร สินค้า และบริการของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

"สิ่งที่กำลังไหลออกจากประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่เม็ดเงินโฆษณา แต่คือกำไร ข้อมูล ความรู้ของ AI และอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ" นายภวัต กล่าว

*** E-Commerce ไทยเติบโตเร็ว แต่การแข่งขันรุนแรงกว่าเดิม

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลและอัตราการเติบโตของ E-Commerce สูงที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นอับดับ 2 ของ ASEAN โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมจาก Offline สู่ Omni Channel อย่างถาวร (Offline – Online - On ground เชื่อมโยงกันทุกช่องทาง)

โดยไทยมีนักช้อปออนไลน์มากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนกว่า 76% ของคนไทยช้อปออนไลน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง การเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเช่นกัน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลลดข้อจำกัดด้านพรมแดนทางการค้า คู่แข่งจากทั่วโลกจึงสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความท้าทายที่แท้จริงของไทย อาจไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการเตรียมความพร้อม

ในมุมมองของ MI GROUP ความท้าทายสำคัญที่สุดของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่การเปิดเสรีทางการค้าหรือการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยากจะหลีกเลี่ยง แต่คือการที่ประเทศไทยยังขาดการวางแผนระยะยาวและการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เสรีภาพทางสื่อและการแข่งขันอย่างเสรีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน ทุกประเทศก็จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับโอกาสใหม่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายความมั่งคั่งสู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมสื่อหรือการค้าปลีก แต่จะลุกลามไปสู่ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

วิกฤตเงียบของประเทศไทย เมื่อสื่อหลักกำลังอ่อนแอ เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ และอนาคตข้อมูลข่าวสารและค่านิยมของคนไทยกำลังถูกกำหนดจากภายนอก ประเทศไทยกำลังสูญเสียอะไรมากกว่าส่วนแบ่งตลาดสื่อ?

นายภวัต ในฐานะ CEO ของ Media Agency “MI GROUP” และ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) มองว่า ประเด็นเรื่องการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 ไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่ออนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทยและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพและปลอดภัย สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ความชัดเจนของการจะต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยมีแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อแห่งชาติอย่างไร”

จากวันนี้และมองย้อนกลับไป เราเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนในอุตสาหกรรมและในนิเวศนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนหลักแสนหลักล้านราย

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โฆษณาและเวลาการรับชมของผู้บริโภค เคลื่อนย้ายจากสื่อหลักไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักด้านรายได้และความยั่งยืน

MI GROUP ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผู้วางกลยุทธ์สื่อ และบริหารเม็ดเงินโฆษณาให้กับแบรนด์ชั้นนำ มีโอกาสทำงานกับสื่อทุกประเภท จึงเห็นภาพนี้ชัดเจนและลึกในหลากหลายแง่มุม แม้ธุรกิจของ MI GROUP ยังคงเติบโตได้ดี แต่การเติบโตหลักมาจากสื่อดิจิทัลที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เราก็มองเห็นผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบนิเวศสื่อไทยทั้งระบบอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

*** นี่ไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “ทีวี” กับ “ออนไลน์”

แต่คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยจะรักษาสมดุลของระบบสื่ออย่างไร ในวันที่สื่อที่คนไทยเป็นเจ้าของกำลังอ่อนแรงลง ขณะที่อำนาจในการกำหนดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนไทยกำลังเคลื่อนย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างต่อเนื่อง?”

หากวันหนึ่งสื่อหลักของประเทศอ่อนแอลงจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงธุรกิจสื่อ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ในตัวกำหนดและมีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อน การพัฒนา และความมั่นคงของประเทศและประชาชนในระยะยาว

ฟรีทีวีในวันนี้ยังคงเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างที่สุด น่าเชื่อถือที่สุด โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านความมั่นคง ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ยังคงพึ่งพาสื่อหลักเป็นช่องทางสำคัญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

การผลักให้ทุกคนย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์โดยไม่มีแผนรองรับ อาจสร้างความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสารครั้งใหม่ของประเทศ

แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่ความจริงคือประชาชนไม่ได้เข้าถึงโลกดิจิทัลด้วยต้นทุนที่เท่าเทียมกัน ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพสัญญาณ ความเร็วอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุด ความรู้เท่าทันและทักษะการใช้งานเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน คุณภาพของข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ

ปัญหาข่าวปลอม การหลอกลวงทางออนไลน์ เนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล หรือสร้างการแบ่งขั้วทางความคิด (Echo Chamber) การสร้างความเกลียดชัง เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงอิทธิพลของอัลกอริทึมที่ให้ความสำคัญกับ Engagement มากกว่าประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางจัดการที่ชัดเจนเพียงพอ

สิ่งที่น่ากังวลคือ เรายังไม่เห็นแพลตฟอร์มเหล่านี้มีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ชัดเจนและเข้มข้นด้านสาธารณะเช่นเดียวกับสื่อมวลชน และหลายครั้งก็อยู่นอกขอบเขตการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพของประเทศ ประเทศไทยจึงไม่ควรฝากอนาคตด้านข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วัฒนธรรม และการเรียนรู้ของคนไทยไว้กับอัลกอริทึม ของแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงไม่กี่ราย เพราะข้อมูลข่าวสารไม่ได้เป็นเพียงสินค้าหรือความบันเทิง แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดวิธีคิด ค่านิยม ความเข้าใจต่อสังคม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศ

ในอีกมิติหนึ่ง การอ่อนแอลงของสื่อหลักกำลังส่งผลต่อผู้คนจำนวนมหาศาลในระบบนิเวศสื่อไทย

ไม่ใช่เพียงสถานีโทรทัศน์หรือผู้ประกอบการสื่อเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัทโปรดักชั่น ผู้ผลิตคอนเทนต์ สำนักข่าว บริษัทวิจัย ผู้ผลิตรายการ นักสร้างสรรค์ นักข่าว บุคลากรด้านเทคนิค คนทำงานด้านสื่อโฆษณา ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพอิสระและ อินฟูลเอนเซอร์ อีกจำนวนมาก แน่นอนว่ามีหลากหลายคน หลากหลายอาชีพ เข้าถึงโอกาสและแจ้งเกิดจากการเติบโตของแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลของระบบสื่อไทยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา

นี่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยนับแสนถึงนับล้านคน หากปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นโดยปราศจากแผนระดับชาติ และการบังคับใช้กฏข้อบังคับอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงธุรกิจสื่อของคนไทยเองแต่กำลังสูญเสียศักยภาพในการกำหนดอนาคต ด้านข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศด้วยตัวเอง

MI GROUP มองว่าประเทศไทยต้องเร่งให้มีแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อและข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล

เพราะในศตวรรษที่ 21 สื่อและข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (National Media & Information Infrastructure) ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน ความเข้มแข็งของสังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต

*** แผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) ประกอบด้วย

1. National Media Strategy

กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสื่อไทยระยะ 10-15 ปี

2. Information Sovereignty Framework

รักษาความสามารถของประเทศในการเข้าถึงและกำกับดูแลข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสาธารณะ และไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติจนเกินสมควร

3. Fair & Competitive Media Ecosystem

สร้างโอกาส และยกระดับขีดความสามารถโดยติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการสื่อไทยในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก

4. Media Security & Universal Access to Trusted Information

มีการ “กำกับและดูแล ไม่ใช่ปิดกั้นหรือกีดกัน” การกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคม กับเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่การปิดกั้นหรือกีดกันการสื่อสาร

โจทย์สำคัญไม่ใช่ว่าจะรักษาทีวีดิจิทัลไว้ในรูปแบบเดิมหรือไม่ แต่คือการออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ที่ประกอบด้วย Free TV, Radio, OTT, Streaming, Social Media, Digital Platform และ Out-of-Home Media ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของทีวี ไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการ และไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมสื่อเพียงอย่างเดียว

แต่คือเรื่องของสิทธิของประชาชน คุณภาพของสังคมไทย และความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสาร และอนาคตของประเทศในระยะยาว

MI GROUP แชร์วิสัยทัศน์ 6 ยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty), ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ (Economic Competitiveness) และอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Cultural Influence) ของประเทศไทย

แนวคิดใหม่: From Media Industry 8594; National Attention Infrastructure

"โครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย"

1. Thai Content Power “สื่อไทยจะสู้ได้ด้วย Content เท่านั้น” สร้าง Content ที่สะท้อนภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้

2. Thailand Media Alliance “รวมพลังสื่อไทย” รวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน

3. Thailand Data Exchange “ให้ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมข้อมูลกันภายใต้กติกาที่ปลอดภัย”

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย

4. Thai AI Ecosystem “สร้างนิเวศ AI ของไทยเอง” ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทย

5. From Media to Platform “คิดแบบ Ecosystem” ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขาย Reach และ Impression สู่การสร้าง Content 8594; Audience 8594; Community 8594; Commerce 8594; Data

6. Digital & AI Literacy สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมและ AI ที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...