โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตือน! ภาษีสหรัฐฯมาตรา 301 เสี่ยงกระทบส่งออกอย่างหนัก-จี้รัฐบาลเร่งอุดจุดอ่อน

เดลินิวส์

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“พชร” เตือน! ภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 เสี่ยงกระทบส่งออกไทยอย่างหนัก จี้รัฐบาลเร่งอุดจุดอ่อน แนะเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยชี้ว่าแม้การส่งออกจะโตถึง 23.1% ในเดือนเม.ย.69 ก่อนจะชะลอตัวลงเหลือ 10.6% ในเดือนพ.ค.69 จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผล แต่ภาพในประเทศกลับตรงกันข้าม การเติบโตขับเคลื่อนโดยส่งออกและการลงทุน ไม่ใช่การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลหนักถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน และภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันหลายอย่างของประเทศที่ยังมีอีกมาก และมี 3 สิ่งตอนนี้ที่ตนเห็นว่ารัฐบาลต้องเข้ามาตรวจสอบจัดการ ทำให้ชัดเจนต่อคนในประเทศและนักลงทุน คือการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น เพราะไม่เพียงแต่จะลดทอนความเชื่อใจในรัฐของประชาชนภายใน ยังลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์การคอร์รัปชันในประเทศ

รัฐบาลต้องเร่งแก้เรื่องการสื่อสาร ความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในรัฐ การพบความผิดและการเร่งจัดการเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าถูกปล่อยไป แต่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสำคัญ และตอนนี้ทุกคำอธิบายกลายเป็นเรื่องลบไปหมด

อีกประเด็นที่ตนติดตามและขอตั้งข้อสังเกต คือ การขยายตัวของ Data center ในประเทศไทยเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามาลงทุน พบว่า หลายแห่งถูกวิจารณ์ว่าใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายโดยจดทะเบียนอาคาร เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายตัวของพื้นที่ที่สนับสนุนยังสร้างความกังวลเรื่องทรัพยากรน้ำในพื้นที่และการขาดผลประโยชน์ที่จะตกสู่คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายพชรย้ำว่าเราเดินทางมาถูกแล้ว เหลือแค่การประคองกำกับทิศทางให้เข้ารูปเข้ารอย หน้าที่ของรัฐตอนนี้คือต้องเข้ามาตรวจสอบ แก้ไข จุดบกพร่อง ตลอดจนให้ข้อเท็จจริงกับสังคมในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่ดีในภาคนี้ต่อไป

ส่วนแรงกดดันที่ 3 ที่จะมีผลอย่างมากต่อแรงส่งในไตรมาสที่ 3 และ GDP ของปีนี้ ว่าแม้หลายฝ่ายคาดว่าจะได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่ยังมีหลายปัจจัยภายในที่ยังค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกับตัวเลขการส่งออกที่สวนทางกัน เรื่องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากมาตรา 122 ไปสู่มาตรา 301

มาตรา 301 คือเครื่องมือบังคับใช้มาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมาย Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ดำเนินการตอบโต้ได้หลายรูปแบบ สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดก่อนอื่นคือตอนนี้ไทยอยู่ภายใต้มาตรา 122 ที่โดนเรียกเก็บภาษี 10% เท่ากันกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ทุกประเทศ และกำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค.นี้ หลังจากนั้นจะบังคับใช้ภาษีที่เสนอภายใต้มาตรา 301 โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีที่ 12.5% ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ยังอยู่ที่ 10%

เหตุผลที่ไทยถูกเสนออัตราที่สูงกว่า เพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้จริงในการกีดกันสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

โดยมาตรา 301 ต่างจากมาตรา 122 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้า ซึ่งมีอายุ 150 วันและหมดอายุโดยอัตโนมัติ ตามตัวบทกฎหมาย มาตรา 301 จะยุติหลังครบ 4 ปี เว้นแต่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้รับคำขอให้ต่อและทบทวนแล้วเห็นควรให้ต่ออายุ แต่ในทางปฏิบัติมาตรการสามารถอยู่ต่อได้หลายปี และในบางกรณียังสามารถนำมาตรการที่เคยยุติไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้อีก และหากประเทศคู่ค้าไม่ทำตามข้อตกลงที่ทำไว้ การไม่ปฏิบัติตามนั้นอาจถูกถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและนำไปสู่มาตรการภาคบังคับอีกครั้ง

มาตรา 301 จึงไม่ใช่มาตรการที่จะหมดไปเองตามเวลา คนที่จะรอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่ปรับตัวอาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป นอกจากนี้ยังมีภาษีมาตรา 232 ในกลุ่มสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมเพิ่มเติม ที่เหลือต้องรอติดตามการเจรจาของคณะไทยที่กำลังดำเนินอยู่ว่าจะมีท่าทีและการปรับตัวอื่นที่จะตามมาอย่างไร แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลข 12.5% คือมาตรา 301 ที่สินค้ากลุ่ม Negative list ส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าหลักที่เราส่งออก กำลังกดทับจุดอ่อนที่มีอยู่แล้วทุกจุดพร้อมกัน

โดยเฉพาะภาคส่งออกซึ่งเป็นขาหลักที่กำลังแบกทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ในขณะนี้

ในมุมของตลาดทุน นายพชร กล่าวว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีชุดนี้จะกระทบการขอการลงทุน ด้านการผลิต และ performance ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

โดยจุดอ่อนที่น่ากังวลของแรงกดดันนี้ จุดแรกคือแรงส่งออกที่กำลังจะหมด สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยช่วงม.ค.-พ.ค.69 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 23.5% ของการส่งออกทั้งหมด และเพิ่มขึ้นถึง 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้มาจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า เมื่อผลของการเร่งล่วงหน้าหมดไปในไตรมาส 2 และมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้เต็มที่ คาดว่าการส่งออกจะอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

จุดที่ 2 คือกำลังการผลิตที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบ ไทยยังอยู่ในการไต่สวนอีกประเด็นหนึ่งที่อาจรุนแรงกว่า นั่นคือเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยกเรื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำต่อเนื่อง 2 ปี มาเป็นข้อประกอบการไต่สวน ตัวเลขดังกล่าวคือตัวเลขเดียวกับที่เราพูดถึงตลอดว่าเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

จุดที่ 3 คือสินค้าส่งผ่านที่กำลังถูกจับตา สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำคือการเปลี่ยนเกณฑ์การเข้าถึงตลาดจากการดูว่าสินค้าส่งมาจากประเทศไหน ไปสู่การตรวจว่าใครเป็นเจ้าของโรงงาน ใช้ชิ้นส่วนจากที่ใด ผลิตจริงมากน้อยแค่ไหน และมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงหรือไม่ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นว่าส่งออกโต แต่ผลิตในประเทศน้อย และการลงทุนภาคเอกชนที่โตดีก็เป็นการลงทุนในลักษณะพึ่งพาการนำเข้าสูงที่มูลค่าเพิ่มยังตกอยู่กับต่างประเทศ

สถานการณ์ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอนนี้คือ make or break หากต่อรองไม่ดี เสียสภาพปัจจัยบวกทางการแข่งขัน เราจะกลายไปอยู่หางแถวทันที เพราะมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียรุกหนัก และพยายามปิดจุดอ่อนของตัวเองอยู่ เรื่องนี้สำคัญอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจและแรงงานในประเทศ หากผลออกมาเป็นลบจะยิ่งดึงกำลังซื้อภาคเอกชนต่อไปอีกเรื่อย ๆ

ถึงตอนนั้น แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเงินกระตุ้นเพิ่ม ก็อาจไม่บรรเทามากนัก เพราะภาระหนี้ที่สะสมในภาคเอกชนและครัวเรือนจะดูดซับผลกระตุ้นออกไปก่อน แทนที่จะหมุนในระบบเศรษฐกิจอย่างที่รัฐตั้งใจ ทำให้มาตรการกระตุ้นส่งผลได้จำกัดกว่าที่ควรจะเป็น คำถามไม่ใช่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร แต่คือจะทำให้เงินที่กระตุ้นไปนั้นสร้างผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร ถ้าไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้พร้อมกัน เงินจะละลายแม่น้ำอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...