โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อนาคตทุเรียนไทยอีก 5 ปี ส่งออกพุ่ง 90% จีนอาจซื้อแพงถึง 400 บาท/กก.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 มิ.ย. 2565 เวลา 08.53 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 06.53 น.

ส่องอนาคตทุเรียนไทย 5 ปี ข้างหน้า ปังหรือพัง? นักวิชาการมองหากจีนนำเข้าเพิ่ม 15% ช่วยดันราคาทุเรียนพุ่ง สูงถึงราคาเฉลี่ย 400 บาท/กก. ส่งออกพุ่ง 90%

วันที่ 7 มิถุนายน 2565 นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย บทวิเคราะห์ ดัชนีความเสี่ยงทุเรียนไทยและทุเรียนไทย “ปังหรือพัง” ใน 5 ปีข้างหน้า ว่า จากการศึกษาดัชนีความเสี่ยงทุเรียนไทย (Durian Risk Index: DURI) เป็นดัชนีที่จัดทำขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ทุเรียนไทย

ซึ่งใช้เกณฑ์การพิจารณา ประกอบด้วย Zero covid การขนส่ง ผลผลิตไทย ความสัมพันธ์ไทย-จีน คุณภาพทุเรียนผลผลิตเพื่อนบ้าน การผูกขาดของพ่อค้าคนกลาง แรงงาน การสวมสิทธิทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพภูมิอากาศ พบว่าสถานการณ์ทุเรียนปี 2562-2563 มีความเสี่ยงน้อย แต่อีก 5 ปี ข้างหน้า 2565-2569 ยังมีโอกาสความเสี่ยงสูง

โดยจากข้อมูลชี้ว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่เพาะปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าทุกภาคในประเทศไทย โดยในปี 2564 เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 6 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2554 เนื่องจากปลูกทุเรียนแทนพืชอื่น เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนปี 2565-2569 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 337,648 ตันต่อปี เพิ่มขึ้น 5 เท่าจากช่วงปี 2554-2564

ขณะที่ ราคาทุเรียน 5 ปี ( 2565-2569) เฉลี่ยในปี 2565-2569 ประมาณ 136 บาท/กก. แต่หากจีนนำเข้าทุเรียนไทยน้อยกว่า 10% ราคาขายส่งทุเรียนหมอนทองไทย ณ ตลาดเจียงหนาน ปี 2569 ประมาณ 312 บาท/กก.

ซึ่งเฉลี่ยราคาในปี 2565-2569 ประมาณ 271 บาท/กก. ในทางกลับกับหากจีนนำเข้าทุเรียนไทยเพิ่ม 10-15% ราคาขายส่งทุเรียนหมอนทองไทย ณ ตลาดเจียงหนาน ปี 2569 ประมาณ 362-417 บาท/กก. เฉลี่ยราคาในปี 2565-2569 ประมาณ 313-361 บาท/กก.

ส่วนแนวโน้มทุเรียนโลกในช่วง5ปี (2565-2569) ผลผลิตทุเรียนโลก เพิ่ม 1.8 เท่า ส่งออกทุเรียนโลกเพิ่ม 2.2 เท่า บริโภคในประเทศเพิ่ม 1.7 เท่า (เทียบปี 2564) โดยผลผลิตเพิ่มเฉลี่ย 612,276 ตันต่อปี การส่งออกเพิ่มเฉลี่ย 273,937 ตันต่อปี และปี 2569 ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกหลัก โดยส่งออกทุเรียนเพิ่มขึ้น 90.43% จากปี 2565 ขณะที่เวียดนามส่งออกเพิ่มขึ้น 156.06%

ตามผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 7 แสนตันในปี 2569 ส่วนทุเรียนอาเซียน ผลผลิตทุเรียนไทย 5 ปีข้างหน้าเพิ่ม 2.4 เท่า (2,904,697 ตัน ในปี 2569) ส่งออกเพิ่มขึ้น 2.1 เท่า (1,905,584 ตัน ในปี 2569) บริโภคในประเทศเพิ่ม 3.3 เท่า (999,114 ตัน ในปี 2569) จากปี 2564 โดยปี 2565 จะมีสัดส่วนการบริโภคในประเทศ 24.6% ส่งออก 75.4% และในปี 2569 จะมีสัดส่วนการบริโภคในประเทศ 34.4% ส่งออก 65.6%

ขณะที่ทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ทุเรียนมาเลเซีย เพิ่ม 44.9% อินโดนีเซีย เพิ่ม 28.9% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 44% เวียดนาม เพิ่ม 93.9% และอาเซียนอื่นๆ เพิ่ม 82.5% ส่วนในกลุ่ม CLMV ปี 2565 มีผลผลิต 701,542 ตัน และปี 2569 จะมีผลผลิต 1,115,351 ตัน เพิ่มขึ้น 59% จากปี 2565 โดยคาดว่าในปี 2569 เวียดนามจะมีผลผลิตมากที่สุด (700,643 ตัน) รองลงมาคือ กัมพูชา (212,747 ตัน) ลาว (136,534 ตัน) และเมียนมา (65,427 ตัน)

ทั้งนี้ ปริมาณเงินสะพัดในตลาดทุเรียนไทยปี 2565 ทำเงินสะพัด 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 เท่ากับ 6 หมื่นล้านบาท (ปี 2564 เท่ากับ 6.4 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยภาคตะวันออกมีเงินสะพัดมากที่สุด รองลงมาคือภาคใต้ และภาคเหนือ ตามลำดับ

“ทุเรียนไทย 5 ปี ความท้าทายจะมาในรูปแบบ มี 3 ปัง 10 พัง โดย 3 ปัง ที่ว่านี้คือ 1.ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับจีน 2.ผู้บริโภคจีนมีความต้องการสูง 3.คุณภาพทุเรียนดี ไม่มีทุเรียนอ่อน และ 10 พัง ได้แก่ 1.ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีปัญหา 2.คุณภาพของทุเรียนอ่อน/แก่เกินไป 3.ทุเรียนจากจีนและประเทศเพื่อนบ้าน 4. สวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน 5. การขนส่งมีปัญหา 6.ตลาดถูกควบคุมโดยล้ง

7.สภาพภูมิอากาศ 8.ขาดแคลนแรงงาน 9.โรคระบาด 10.ผลผลิตไทยเพิ่มมากขึ้น ท้ายสุด อนาคต 5 ปีส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง แม้ไม่มากแต่จะเสียส่วนแบ่งให้ มาเลเซีย ที่มีสายพันธุ์ทุเรียนมูซานคงส์ และเวียดนาม ตลาด CLMV เริ่มแข่งขันสูง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของตลาด ต้องรักษาความสัมพันธ์ของประเทศไทย-จีน ต้องสำคัญมาก ต้องมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยคุณภาพทุเรียนดี มีมาตรฐาน ทุเรียนไม่อ่อน จะอยู่ได้นานและยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน รูปแบบการค้าทุเรียนไทย ประกอบด้วย 5 รูปแบบ ได้แก่ เกษตรกรขายให้พ่อค้าคนกลาง (ในประเทศไทย) (15%) เกษตรกรขายให้ล้งเพื่อส่งออกไปตลาดค้าส่งในประเทศจีน (50%) เกษตรกรขายปลีกเองที่สวน ขายออนไลน์ และเปิดสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร (ขายในประเทศ) (5%) เกษตรกรขายให้ล้งเพื่อส่งออกไปร้านค้าปลีกผลไม้พรีเมียมในจีน (10%) และเกษตรกรเป็นผู้ส่งค้าและเป็นผู้ส่งออกเอง (ไปจีน) (20%)

ขณะที่หากเปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งทุเรียนไปจีนก่อนโควิด (ปี 2562) และปัจจุบัน (2565)
โดยก่อนโควิดนิยมขนส่งทางบก 50% ทางเรือ 49% และทางอากาศ 1% แต่ปัจจุบันนิยมขนส่งทางเรือ 70% ทางบก 25% และทางอากาศ 5% ซึ่งการขนส่งทางบกก่อนโควิดต้นทุน 2.5 แสนบาท/ตู้ (เส้นทางที่นิยมคือ R12 เนื่องจากระยะทางสั้น ประหยัดค่าขนส่ง)

แต่ปัจจุบันต้นทุน 8 แสนบาท/ตู้ เปลี่ยนมาใช้เส้นทาง R3A เนื่องจากหลีกเลี่ยงมาตรการตรวจเข้มของจีน ขณะที่ การขนส่งทางเรือก่อนโควิดต้นทุนค่าระวาง 35,000 บาท/ตู้ แต่ปัจจุบันต้นทุนค่าระวาง 60,000 บาท/ตู้ ส่วนการขนส่งทางอากาศก่อนโควิดต้นทุน 1 ล้านบาท/ตู้ แต่ปัจจุบันต้นทุน 1.8 ล้านบาท/ตู้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...