โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินมั่นคง ธุรกิจกงสี "ดุษฎีสุรพจน์" 71 ปีอยู่คู่คนไทย พลาดท่าพิษโควิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ค. 2565 เวลา 00.58 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

“สินมั่นคงประกันภัย” ธุรกิจกงสี ตระกูล “ดุษฎีสุรพจน์” กว่า 71 ปีอยู่คู่คนไทย จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก พลาดท่าพิษวิกฤตโควิด เคลมท่วม 4.1 หมื่นล้าน ต้องยื่นแผนขอฟื้นฟูกิจการ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2565 กรณีประกันโควิด-19 แบบ “เจอจ่ายจบ” ที่กลายเป็นระเบิดทำให้บริษัทประกันที่ขายกรมธรรม์แบบ “เจอจ่ายจบ” ประสบปัญหาวิกฤตสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการไปแล้ว 4 บริษัท คือ บริษัท เอเชียประกันภัย, เดอะวัน ประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย และไทยประกันภัย

และที่กำลังเป็นประเด็นร้อนขณะนี้ก็คือกรณีของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK ที่ล่าสุดออกมาชี้แจงว่าบริษัทมีภาระจ่ายเคลมประกันโควิด-19 รวมทั้งสิ้นกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการจ่ายสินไหมไปแล้ว 11,875 ล้านบาท โดยนำเงินจากกำไรสะสมทั้งหมดมาจ่าย และยอดคงค้างที่มีผู้ยื่นเคลมประกันอีกประมาณ 350,000 รายการ คิดเป็นค่าสินไหมประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ เคลมให้กับผู้เอาประกันได้ จนต้องยื่นขอเข้าแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง

“ประชาชาติธุรกิจ” จะพาไปทำความรู้จัก บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หนึ่งบริษัทประกันภัยที่ก่อตั้งและอยู่คู่คนไทยมาร่วม 71 ปี โดยดำเนินธุรกิจด้านการบริการรับประกันวินาศภัยเป็นหลัก รับประกันวินาศภัย 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง และประกันภัยเบ็ดเตล็ด

มีศูนย์บริการ 4 แห่ง สาขาหลัก 63 แห่ง และสาขาย่อยอีก 102 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันรถยนต์เป็นหลัก และเป็นบริษัทแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2534 ปัจจุบันจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกของบริษัทที่มีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด

เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2494 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้วนฮงเซ้งประกันภัย จำกัด และต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น สินมั่นคงประกันภัย โดยได้เพิ่มทุนอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 200 ล้านบาท

ปัจจุบัน นายเรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์ นั่งเก้าอี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ “สินมั่นคงประกันภัย” ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 เป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจที่มีความสามารถและประสบการณ์จากหลายองค์กร อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 เดือนก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง

ในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของสินมั่นคงประกันภัย (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์) ปรากฏชื่อ คือ บริษัท ดุษฎีสุรพจน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจใหญ่ของตระกูล “ดุษฎีสุรพจน์” โดยถือหุ้นจำนวน 50,037,760 หุ้น สัดส่วน 25.02% ส่วนนายเรืองวิทย์ ถือหุ้นลำดับที่ 5 จำนวน 14,885,810 คิดเป็น 7.44%

ด้านแหล่งข่าววงการประกันวินาศภัย กล่าวว่า สินมั่นคงเป็นธุรกิจกงสีของคนจีน ตระกูล “ดุษฎีสุรพจน์” ที่ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ซึ่งเริ่มทำธุรกิจประกันภัยมาตั้งแต่ต้น และเป็นมรดกตกทอด สู่รุ่นที่ 3 หลังจากพ่อเสีย มาถึงยุครุ่นลูก “เรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์” ก็ขึ้นเป็นประธานบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ซึ่ง “เรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์” เเป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรหลายแห่ง เช่น เคยเป็นประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)

แต่เมื่อเจอวิกฤตโควิด บริหารผิดพลาดจนต้องควักกำไรสะสมที่มีมาจ่ายสินไหมไปแล้วกว่า 11,875 ล้านบาท และเคลมในระบบอีกกว่า 30,000 ล้านบาท จนมีปัญหาสภาพคล่องไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ เคลมให้กับผู้เอาประกันได้ จนต้องยื่นขอเข้าแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เหมือนกรณีบริษัทอาคเนย์ประกันภัยและไทยประกันภัยของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แต่เคสนั้นจะไม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจมาจากศูนย์ เป็นการเทกโอเวอร์ธุรกิจของต่างชาติมา

โดยตอนนี้สินมั่นคงยังมีผู้ถือหุ้นต่างชาติคือ MINDO ASIA INVESTMENTS LIMITED และ EUROCLEAR NOMINEES LIMITED ซึ่งจะเป็นการมาถือหุ้นเฉยๆ ไม่ได้เข้ามาบริหารธุรกิจ ซื้อเก็บไว้เพื่อเป็นการลงทุน เพราะในอดีตสินมั่นคงค่อนข้างจ่ายปันผลสูง ราคาหุ้นก็แข็งมาก

และเมื่อก่อนก็จะมี royal & sun ธุรกิจประกันของอังกฤษ ถือหุ้นอยู่และอยากจะซื้อหุ้น 100% แต่ตอนนั้น ตระกูล “ดุษฎีสุรพจน์” ไม่ได้ขาย จนกระทั่งช่วงหนึ่งเกือบ 20 ปีที่แล้ว royal & sun ได้ขายหุ้นออกไปหมด

ฉะนั้นจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีผู้สนใจเพิ่มทุนหรือไม่ เพราะต้องอัดเงินเข้าไป 30,000 ล้านบาท เพื่อเคลียร์หนี้เคลม และยังต้องอัดฉีดอีกประมาณ 4-5 พันล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทต่อไป ส่งผลให้ต้นทุนยิ่งสูงไปอีก

ซึ่งการลงทุนลักษณะนี้สูงเกินไปที่จะคุ้ม เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะคืนทุน ปกติธุรกิจประกันภัย จะมี return period ไม่เกิน 7-8 ปี ยังรับได้ แต่ถ้าเกิน 8-10 ปี ไม่น่าจะไหวแล้ว สู้เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อธุรกิจอื่นยังจะดีกว่า เพราะน่าจะได้คืนทุนเร็วกว่า

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...