กระรอกไทยกินอะไรดี? เรียนรู้เมนูปลอดภัยให้เจ้าหางฟู ผ่านกิจกรรมสร้างโต๊ะให้กระรอกจากมูลนิธิรักสัตว์ป่า
“นั่นตัวอะไรน่ะที่วิ่งฉิวอยู่บนรั้วบ้าน?!”
“ไหน ๆ อ๋อ นั่น ‘กระรอก’ อย่างไรล่ะ”
ภาพของเจ้า “กระรอก” ที่วิ่งอยู่บนสิ่งก่อสร้างมากมาย เพื่อมุ่งสู่จุดหมายคือต้นไม้ใหญ่ คือสิ่งที่เห็นได้อย่างชินตาในป่าคอนกรีตที่ค่อนข้างขาดแคลนสีเขียว กระรอกนับเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “urban wildlife” หรือสัตว์ป่าในเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ตามสวนสาธารณะ หรือทุกที่ที่มีต้นไม้อันเป็นแหล่งอาหารได้อย่างไม่ต้องรบกวนการดูแลของผู้ใด หากแต่ความน่ารัก ตัวเล็ก ที่มาพร้อมกับหางที่นุ่มฟูและสีสันที่หลากหลาย ก็มักจะกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้มนุษย์หลายคนอดที่จะเอ็นดูไม่ได้ และไม่วายที่จะอยากนั่งสังเกต เข้าหา กระทั่งเอื้อเฟื้ออาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ด้วยความอาทร
แต่! รู้หรือไม่ว่าการกระทำหลายอย่างที่เกิดจากความเอ็นดู อาจทำร้ายเจ้าสัตว์ป่าในเมืองตัวจ้อยนี้อย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งนับรวมไปถึงการให้อาหารที่กระทำกันอย่างแพร่หลายด้วย! ในช่วงเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิรักสัตว์ป่า นำทีมโดย “คุณแจ่ม - ศุภสิริ มุตตามระ” และ “คุณกานต์ - กฤติธี สิตะยัง” จึงได้จัดเวิร์กช็อปเล็ก ๆ แสนอบอุ่น ณ ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (FREC Bangkok) เพื่อเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ เชื่อมโยงผู้คนทั่วไปให้เข้าใจถึงการอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าอย่างถูกวิธี ผ่านกิจกรรมการทำ “โต๊ะอาหารจิ๋วสำหรับเจ้ากระรอก” จากอุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างไม้ไอศกรีม ปืนกาว และกาวแท่ง ที่สามารถนำไปติดตั้งไว้บนต้นไม้ใหญ่ ๆ รอบชุมชน
ให้อาหารสัตว์ป่าผิดวิธี ไม่เป็นผลดีกับใคร
แท้จริงแล้ว กระรอกรวมถึงสัตว์อื่น ๆ ที่จัดอยู่ในประเภทของ “สัตว์ป่าในเมือง” มีความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของชุมชนเมือง และเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง ตราบใดที่ยังมีแหล่งอาหารให้พวกมันได้หากิน การเข้าไปให้อาหารสัตว์ป่าเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นนัก ซ้ำร้ายยังอาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรสักเท่าไร เมื่อไล่เรียงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งคนและสัตว์
ยกตัวอย่างเช่น ภาพจำของสโนว์ไวท์ที่ใกล้ชิดกับสัตว์นานา อาจจะทำให้หลายคนคิดว่า การยื่นอาหารให้สัตว์กินอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้สัมผัสกับสัตว์น้อยแสนน่ารัก ทว่าในความเป็นจริง สัตว์ป่ามักจะมีสัญชาตญาณของความดุร้าย ทั้งยังไม่ได้รับการดูแลหรือฉีดวัคซีน ทำให้มีโอกาสเป็นพาหะของโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า และหากเราเข้าใกล้พวกเขาเกินควร ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายหรือติดโรคได้
ขณะที่ในมุมของสัตว์ป่าเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกกับกระเพาะน้อย ๆ ของพวกเขาเช่นกัน อาหารบางอย่างเป็นอาหารที่สัตว์ไม่ควรกิน รวมถึงเศษอาหารที่บางคนเลือกเอาไปให้สัตว์เหล่านี้ บางทีก็มีปนเปื้อนสารเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งส่งผลเสียต่อตัวสัตว์ได้ นอกจากนี้คุณแจ่มยังได้ยกกรณีศึกษาของต่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องการให้อาหารนกชนิดหนึ่งในฤดูหนาว ซึ่งส่งผลให้นกกลุ่มนั้นไม่อพยพไปหาอาหารในพื้นที่อื่นในช่วงที่ต้องอพยพ จนกระทบถึงสัตว์อื่น ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตบนพื้นที่นั้นเป็นทอดต่อไป แสดงถึงผลกระทบแบบลูกโซ่ที่มีต่อระบบนิเวศ เนื่องด้วยการกระทำเล็ก ๆ ที่เราเคยคิดว่า “คงไม่เป็นไร”
อย่างไรก็ตาม การให้อาหารกระรอกสำหรับชาวเมืองกรุงอาจไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นนั้น เนื่องด้วยพวกมันเป็นสัตว์ประจำถิ่นอยู่แล้ว และด้วยเนเจอร์ความเอื้ออาทรของคนไทย การจะให้หักดิบเลิกให้อาหารสัตว์ตัวจิ๋วก็อาจจะเป็นอะไรที่ทำให้ใจเจ็บพอดู ดังนี้เจ้าโต๊ะอาหารจิ๋วสำหรับกระรอก พร้อมด้วยความรู้เรื่องการให้อาหารที่ถูกต้อง จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย ทั้งใจคนให้และเจ้ากระรอกน้อยที่จะได้รับ
Caleb Martin / Unsplash
ถึงเวลารีเซ็ตข้อมูลใหม่ เมื่อ “กระรอกไทยไม่กินถั่ว”
“เราเห็นตามหนังว่ากระรอกกินถั่ว กินลูกนัท แต่กระรอกพวกนั้นคือกระรอกต่างประเทศ” นี่คือคำตอบแรกที่คุณแจ่มให้ เมื่อพูดถึงอาหารที่ไม่เหมาะกับกระรอกไทย ซึ่งสร้างความตกใจและฉงนจนต้องขมวดคิ้ว เพราะตลอดมา กระรอกกับลูกนัทหรือถั่วแทบจะเป็นของคู่กันในภาพจำของทุกคนก็ว่าได้ แต่คุณแจ่มอธิบายต่อว่า “กระรอกพวกนี้เขากินเอคอร์นหรือถั่ว เพื่อต้องการไขมันสะสมไว้ใช้ตอนหน้าหนาว ส่วนกระรอกไทยเป็นกระรอกเขตร้อน กินเข้าไปก็ท้องอืด หรือไม่ก็คอเลสเตอรอลสูง เป็นกระรอกอ้วนไขมัน เพราะเขาไม่ต้องการไขมันหรือพลังงานเยอะขนาดนั้น”
ถัดมาคุณกานต์ได้เสริมถึงอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรให้กระรอกกินนั่นคือ “เนยถั่ว” ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่ากระรอกไทยสามารถกินได้ เนื่องด้วยอิทธิพลของสื่อในทำนองเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วไม่เหมาะเลย เพราะเนยถั่วทั้งทำมาจากถั่ว และส่วนใหญ่ยังประกอบไปด้วยโซเดียมในปริมาณที่มากเกินกว่าที่กระรอกต้องการด้วย เหตุที่ว่านี้ ขยายไปสู่อาหารอีกรูปแบบที่ไม่ควรหยิบยื่นให้กระรอก นั่นคืออาหารที่ผ่านการปรุงสุกหรือปรุงแต่งออกมาในรูปแบบอาหารที่คนกิน อย่างเช่น แมลงทอด ถั่วปรุงรส หรือถั่วอบเกลือ เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่ “ผลไม้” ที่หลายคนมองว่าเป็นอาหารปลอดภัยของกระรอก ก็ใช่ว่าจะถูกกับกระเพาะจิ๋ว ๆ ได้ทุกชนิด ผลไม้อย่างสับปะรดที่คนมักให้กระรอกเสมอ มีความเป็นกรดสูงเกินกว่าที่กระเพาะของกระรอกจะรับไหว ถ้ากินเข้าไปเยอะ ๆ ก็อาจจะทำให้พวกมันปวดท้องได้ ขณะที่ผลไม้จากต่างประเทศที่กระรอกไทยไม่คุ้นชินอย่าง สตรอว์เบอร์รี่ และแอปเปิล หรือผลไม้ที่มีแคลอรี่สูง ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพของกระรอกได้เช่นเดียวกัน
แล้วกระรอกไทยกินอะไรได้บ้าง?
ตามปกติแล้ว เจ้ากระรอกในเมืองจะหากินอยู่บนต้นไม้ที่เป็นผลไม้ท้องถิ่น เช่น กล้วย มะม่วง มะละกอ กระบก มะเฟือง แตงโม ลูกไทร การให้ผลไม้เหล่านี้จึงนับได้ว่าปลอดภัย นอกจากนี้ กระรอกยังกินแมลง เปลือกไม้ รวมถึงผักใบเขียว ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งในรูปแบบของอาหารมนุษย์ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น
“ความเข้าใจ” “ไม่รบกวน” สองคีย์เวิร์ดสำคัญเพื่อการอยู่ร่วมกันที่เป็นสุข
เช่นเดียวกับคน ที่ไม่ได้ต้องการให้ใครหรืออะไรมายุ่มย่ามกับชีวิตมากเกินไป สัตว์แต่ละตัวล้วนมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเองที่ดำเนินไปเป็นปกติ “เมื่อพาเด็กไปดูสัตว์หรือสำรวจธรรมชาติ ก็คือปล่อยให้ธรรมชาติอยู่ของเขาแบบนั้น สังเกตเขา ชื่นชมเขา สังเกตพฤติกรรม ดูว่าเขามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวเขาแบบไหน” คุณแจ่มแนะนำ ซึ่งการสังเกตเหล่านี้ล้วนนำไปสู่คำถามที่ว่า “เราจะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเขาได้อย่างไร” และกลายเป็นหนทางสู่คำตอบที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในตัวธรรมชาติที่เราเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง
ในกรณีของกระรอกเอง เราก็อาจใช้แนวคิด “โต๊ะให้อาหารกระรอก” นี้พัฒนามาเป็นจุดให้อาหารที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ง่ายขึ้นของพวกเขาได้ ผ่านการวางผลหมากรากไม้ที่เหมาะกับเจ้าตัวไว้บนโต๊ะหรือในภาชนะที่อยู่สูง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้หมาแมวปีนขึ้นมากัดกระรอกได้ง่าย ๆ และในหน้าแล้ง ก็อาจจะมีถ้วยน้ำวางคู่กันให้เจ้ากระรอกได้ดับกระหายอย่างปลอดภัย ไม่ต้องลงมาเสี่ยงอันตรายข้างล่าง รวมไปถึงวิธีการอื่น ๆ เช่น การปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ผล ให้กระรอกได้พักพิงและหากินด้วยตัวเอง เพื่อสนับสนุนแหล่งอาหารให้กับพวกเขาอีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ คุณแจ่มยังชี้ว่า กระรอกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายไทย การกระทำหลาย ๆ อย่าง เช่น การล่าเอาหางมาทำเครื่องประดับ การยิงเล่น หรือการจับกระรอกจากรังมาเลี้ยง จึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและไม่สมควร โดยเฉพาะการเอามาเลี้ยง ที่ถึงแม้อาจจะมีเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างจุดจบที่น่าเศร้า เพราะกระรอกที่อยู่ในรังส่วนใหญ่ คือกระรอกที่ยังไม่หย่านม และการเลี้ยงที่ผิดวิธี หรือการป้อนแป้งแทนนมแม่ ก็มักจะทำให้เจ้าตัวน้อยต้องจากโลกนี้ไปก่อนเวลาอันควร
สำหรับคุณแจ่มแล้ว นอกจากกระรอกจะทำหน้าที่เป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์จากสิ่งที่พวกเขากิน อีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเป็นผู้สานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่สร้างความจรรโลงใจให้ผู้พบเห็น “เขาสีสวย เขาเห็นได้ง่าย เขาน่ารัก เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นตัวที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพราะบางทีเราอยู่ในเมืองมากเกินไป เราก็ลืมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนกัน… เมื่อมันไต่ต้นไม้ให้เราเห็น เราก็ยังรู้สึกว่า เอ้ย! มันยังมีสัตว์น่ารัก ๆ นะ ที่มันอยู่ในระบบนิเวศเดียวกับเรา’”
เวิร์กช็อปที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์แนวคิดเทศกาลฯ Bangkok Design Week 2024 ที่มีเจตนารมย์ว่า “คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี” ได้ในอีกมิติที่น่าสนใจ เพราะ “เมืองที่น่าอยู่” ในแง่หนึ่ง ก็คือเมืองที่มองเห็นและตอบโจทย์ทุกชีวิต และในฐานะของมนุษย์ผู้มีศักยภาพในการสร้างเมืองอย่างเต็มเปี่ยม เราจึงต้องเป็นกำลังหลักในการเข้าไปเรียนรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เมืองนั้น “อยู่ดี มีสุข” สำหรับสิ่งมีชีวิตร่วมเมืองทุกสายพันธุ์
ที่มา : เวิร์กช็อปประกอบโต๊ะอาหารจิ๋วให้กระรอก โดย มูลนิธิรักสัตว์ป่า วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 เวลา 14:00 ถึง 16:00 ณ ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (FREC Bangkok)
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง