โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TREES โครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าแอฟริกา

Environman

เผยแพร่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 13.00 น.

หนึ่งในโครงการฟื้นฟูป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ‘TREES’ กำลังสร้างความแตกต่างในทวีปที่แห้งแล้งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ จนโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UNEP) ยกย่องว่าเป็น ‘สุดยอดการฟื้นฟูของโลก’

ในขณะโลกอุตสาหกรรมกำลังชักชวนให้ผู้คนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่ต้องการสิ้นค้าปริมาณมาก ๆ จนทำให้แผ่นดินเพาะปลูกถูกใส่พืชเดิมซ้ำ ๆ จนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

แต่ทว่าคนกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ต้นไม้เพื่ออนาคต’ (Trees for the Future) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘TREES’ กลับประสบความสำเร็จในการชักชวนเกษตรกรชาวแอฟริกันปลูกป่าที่มีความหลากหลาย เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ปกป้องดิน และขยายพื้นที่ต้นไม้

แม้หลายคนจะมองว่าการปลูกป่าไม่ได้ช่วยอะไรโลกมากนัก หรือบางครั้งอาจสร้างผลเสียมากกว่าเดิมหากไม่มีการดูและไม่ม่มีการศึกษาระบบนิเวศ แต่สำหรับ TREE โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติคิดว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จนมอบสถานะ ‘World Restoration Flagship’ ให้เมื่อกุมภาพันธ์ปี 2024 ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการครั้งแรกในปี 2015 TREES ได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วอย่างน้อย 90 ล้านต้นใน 9 ประเทศตั้งแต่เซเนกัลและมาลี ไปจนถึงแทนซาเนียและเคนยา ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีนี้มีรายงานว่า พวกเขาได้ฟื้นฟูพื้นที่ป่ารวมกันแล้วมากกว่า 256,250 ไร่ทั่วทวีป

แม้จะประสบความสำเร็จได้อย่างน่าประทับใจ แต่ TREES ยังคงมีแผนอันทะเยอทะยานในการใช้การปลูกป่าเพื่อต่อสู้กับความยากจนต่อไป ซึ่งพวกเขาคาดว่าในปี 2030 จะสามารถสร้างงานได้มากถึง 230,000 ตำแหน่ง และต้นไม้จะถูกปลูก 1 พันล้านต้น

“ความคิดริเริ่มเช่น TREES นั้นมีบทบาทสำคัญในการพลิกความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่มีมานานหลายทศวรรษ โดยเฉเพาะอย่างยิ่งทั่ว Sahel (พื้นที่หนึ่งในแอฟริกา) การเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายนี้ได้เพิ่มความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ และปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรและชุมชนของพวกเขา” Inger Andersen กรรมการบริหารของ UNEP กล่าว

#จงมุ่งมั่น มีความหวังเข้า และที่สำคัญต้องดูแลให้ดี

ทาง UNEP ให้ความเห็นว่าความมุ่งมั่นของในการฟื้นฟูพื้นที่ป่านั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกับพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของแอฟริกาที่มีเหลือน้อยเต็มทีในปัจจุบัน ทวีปนี้เป็นที่ตั้งของประชากรจำนวนมาก แต่หลายพื้นที่กลับเสื่อมถอยลงจากกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทรายในเวลาต่อมา

แม้จะมีความข้องใจในเรื่องการปลูกป่า ซึ่งประสบการการณ์ปลูกป่าทั่วโลกที่ผ่านมามักจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร และที่สำคัญมักจะมีความคาดหวังมากเกินไป รัฐบาลหลายกับบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ทำโครงการปลูกป่าจำนวนมาก แต่หลังจากการประชาสัมพันธ์เพียงไม่กี่วัน ป่าตัวอ่อนเหล่านั้นก็ถูกละเลย

ไม่มีการชลประทาน ไม่มีการดูและ ไม่การป้องกัน และไม่มีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญไม่มีการศึกษาระบบนิเวศให้ดีพอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าที่หว่านลงไปนั้นจะสามารถเติบใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงได้ บ่อยครั้งที่โครงการเหล่านี้เป็นเพียงแค้ ‘การฟอกเขียวขององค์กร’ เท่านั้น หากมองลงไปลึก ๆ แล้วไม่ต่างกันการตัดไม้ทำลายป่าเลย

ตัวอย่างเช่น เคนยาได้เปิดตัวโครงการริเริ่มในการปลูกต้นไม้จำนวนมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เช่น Million Operation Gavisha ในปี 1977 โครงการรณรงค์ต้นไม้ในปี 2006 โครงการ Greening Kenya Initiative ในปี 2010 และโครงการ Accelerated National Tree Growing Campaign ปี 2022 แต่โดยรวมแล้ว ประเทศกลับสูญเสียพื้นที่ป่าไป 11% นับตั้งแต่ปี 2000

เกิดความพยายามใหม่อีกครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การดำเนินงานของประธานาธิบดี วิลเลียม รูโต ซึ่งเพิ่งได้ประกาศวันหยุดเพื่อปลูกต้นไม้ประจำปี เพื่อปลูกต้นไม้ให้ได้ 1.5 หมื่นล้านต้น และเพิ่มพื้นที่ต้นไม้ปกคลุมให้ได้ 30% ของทั้งหมด ซึ่งตั้งเป็นเป้าหมายระดับชาติภายในปี 2032

แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของประธานาธิบดี วิลเลียม รูโต จะตรงข้ามกับเป้าหมาย เนื่องจากเขาสั่งยกเลิกการห้ามตัดต้นไม้เป็นเวลา 6 ปีเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน ซึ่งทำให้ป่าอย่าง ป่า Mau ถูกบุกรุกมากขึ้นจากทั้งนายทุนทุ่งชา ผู้ผลิตน้ำตาล และยาสูบ ซึ่งอาจทำให้เคนยาซ้ำรอยเดิมได้

#TREES ผู้แน่วแน่

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญรู้กันดีว่า การปกป้องป่าปฐมภูมินั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสุดสำหรับการต่อสู้กับวิกฤตสภาพอากาศโลก เนื่องจากป่าเหล่านี้สะสมความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น และสร้างวัฏจักรน้ำในระดับภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

เมื่อผู้คนกำลังกัดกร่อนความแข็งแรงของป่าอยู่เรื่อย ๆ ทาง TREES จึงเห็นว่าต้องมีการปลูกป่าเข้าไปเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะไม่สามารถทดแทนระบบนิเวศที่เคยอยู่มาก่อนได้อย่างสมบูรณ์ แต่นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ด้วยการฝึกอบรมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยกว่า 17,000 ราย ซึ่งรวมถึงเมล็ดพืชพันธุ์ เครื่องมือ และเงินช่วยเหลือ พวกเขาต้องการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชทางเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวให้กลายเป็น “สวนป่า” เพื่อดูดซับคาร์บอน ความชื้น และสารอาหาร

ในพื้นที่ที่ชื่อว่า Kesouma ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบวิกตอเรีย ทางตะวันตกของเคนยา ได้ถูกแบ่งให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อย 20 รายในการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นกลุ่มต้นไม้ที่มีสายพันธุ์หลากหลายประมาณ 5,800 ต้น โดยด้านนอกจะถูกป้องกันด้วย ‘กำแพงป้องกัน’ ซึ่งประกอบด้วยพืชอย่างต้นอคาเซีย Acacia polyacantha สามชั้น

ขณะที่ด้านหลังจะเป็นกลุ่มไม้วนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ประโยชน์เป็นฟืนกับอาหารสัตว์ได้ ตรงกลางด้านในจะเป็นสวนผักและสวนผลไม้ที่มีทั้ง มะม่วง อะโวคาโด ส้ม แอปเปิ้ล และผลไม้อื่น ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายคือเป็นแหล่งอาหารที่มีโภชนาการเพียงพอในการเลี้ยงครอบครัวของเกษตรกร และขายในตลาดท้องถิ่นได้

ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรสามารถได้เงินจากบริษัท Catona Climate ของสหรัฐอเมริกาได้อีกทาง โดยอ้างอิงจากปริมาณคาร์บอนได้ดินซึ่งพืชดูดมากักเก็บไว้ ปริมาณนี้จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เพื่อเป็นการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในอีกทางหนึ่ง

การติดตามตรวจสอบก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการปลูกป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลและแห้งแล้ง เพราะหลายครั้งมีการปลูกโดยที่พืชนั้นไม่เหมาะกับภูมิประเทศ และไม่สามารถสร้างทางน้ำเข้าไปได้ จึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่า

แต่ในแง่นี้สวนของ TREES จะมีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีขอบเขตในการปลูกที่ชัดเจน โดยมีเกษตรกรที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ของตนดูแลอยู่ด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อรับประกันการเจริญเติบโตที่ดีของต้นไม้กับพืช

“นี่เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยใชการเ้กษตรกรรมเป็นแกนหลัก” Vincent Mainga ผู้อำนวยการ TREES ของเคนยากล่าว “โมเดลนี้นำไปใช้ได้ง่ายมาก เราทำงานร่วมกันเกษตรกรเป็นเวลากว่า 4 ปี หลังจากนั้น พวกเขาจะสามารถเข้าใจองค์ประกอบทั้งหมด และใช้สิ่งที่เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อผลิตพื้นที่เพาะปลูกที่เจริญรุ่งเรือง และเป็นการพึ่งพาตัวเองได้”

ที่มา

https://trees.org/2024/02/13/flagship/

https://www.theguardian.com/…/seven-times-size-of…

Photo : trees.org

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...