TREES โครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าแอฟริกา
หนึ่งในโครงการฟื้นฟูป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ‘TREES’ กำลังสร้างความแตกต่างในทวีปที่แห้งแล้งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ จนโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UNEP) ยกย่องว่าเป็น ‘สุดยอดการฟื้นฟูของโลก’
ในขณะโลกอุตสาหกรรมกำลังชักชวนให้ผู้คนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่ต้องการสิ้นค้าปริมาณมาก ๆ จนทำให้แผ่นดินเพาะปลูกถูกใส่พืชเดิมซ้ำ ๆ จนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
แต่ทว่าคนกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ต้นไม้เพื่ออนาคต’ (Trees for the Future) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘TREES’ กลับประสบความสำเร็จในการชักชวนเกษตรกรชาวแอฟริกันปลูกป่าที่มีความหลากหลาย เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ปกป้องดิน และขยายพื้นที่ต้นไม้
แม้หลายคนจะมองว่าการปลูกป่าไม่ได้ช่วยอะไรโลกมากนัก หรือบางครั้งอาจสร้างผลเสียมากกว่าเดิมหากไม่มีการดูและไม่ม่มีการศึกษาระบบนิเวศ แต่สำหรับ TREE โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติคิดว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จนมอบสถานะ ‘World Restoration Flagship’ ให้เมื่อกุมภาพันธ์ปี 2024 ที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการครั้งแรกในปี 2015 TREES ได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วอย่างน้อย 90 ล้านต้นใน 9 ประเทศตั้งแต่เซเนกัลและมาลี ไปจนถึงแทนซาเนียและเคนยา ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีนี้มีรายงานว่า พวกเขาได้ฟื้นฟูพื้นที่ป่ารวมกันแล้วมากกว่า 256,250 ไร่ทั่วทวีป
แม้จะประสบความสำเร็จได้อย่างน่าประทับใจ แต่ TREES ยังคงมีแผนอันทะเยอทะยานในการใช้การปลูกป่าเพื่อต่อสู้กับความยากจนต่อไป ซึ่งพวกเขาคาดว่าในปี 2030 จะสามารถสร้างงานได้มากถึง 230,000 ตำแหน่ง และต้นไม้จะถูกปลูก 1 พันล้านต้น
“ความคิดริเริ่มเช่น TREES นั้นมีบทบาทสำคัญในการพลิกความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่มีมานานหลายทศวรรษ โดยเฉเพาะอย่างยิ่งทั่ว Sahel (พื้นที่หนึ่งในแอฟริกา) การเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายนี้ได้เพิ่มความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ และปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรและชุมชนของพวกเขา” Inger Andersen กรรมการบริหารของ UNEP กล่าว
#จงมุ่งมั่น มีความหวังเข้า และที่สำคัญต้องดูแลให้ดี
ทาง UNEP ให้ความเห็นว่าความมุ่งมั่นของในการฟื้นฟูพื้นที่ป่านั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกับพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของแอฟริกาที่มีเหลือน้อยเต็มทีในปัจจุบัน ทวีปนี้เป็นที่ตั้งของประชากรจำนวนมาก แต่หลายพื้นที่กลับเสื่อมถอยลงจากกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทรายในเวลาต่อมา
แม้จะมีความข้องใจในเรื่องการปลูกป่า ซึ่งประสบการการณ์ปลูกป่าทั่วโลกที่ผ่านมามักจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร และที่สำคัญมักจะมีความคาดหวังมากเกินไป รัฐบาลหลายกับบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ทำโครงการปลูกป่าจำนวนมาก แต่หลังจากการประชาสัมพันธ์เพียงไม่กี่วัน ป่าตัวอ่อนเหล่านั้นก็ถูกละเลย
ไม่มีการชลประทาน ไม่มีการดูและ ไม่การป้องกัน และไม่มีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญไม่มีการศึกษาระบบนิเวศให้ดีพอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าที่หว่านลงไปนั้นจะสามารถเติบใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงได้ บ่อยครั้งที่โครงการเหล่านี้เป็นเพียงแค้ ‘การฟอกเขียวขององค์กร’ เท่านั้น หากมองลงไปลึก ๆ แล้วไม่ต่างกันการตัดไม้ทำลายป่าเลย
ตัวอย่างเช่น เคนยาได้เปิดตัวโครงการริเริ่มในการปลูกต้นไม้จำนวนมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เช่น Million Operation Gavisha ในปี 1977 โครงการรณรงค์ต้นไม้ในปี 2006 โครงการ Greening Kenya Initiative ในปี 2010 และโครงการ Accelerated National Tree Growing Campaign ปี 2022 แต่โดยรวมแล้ว ประเทศกลับสูญเสียพื้นที่ป่าไป 11% นับตั้งแต่ปี 2000
เกิดความพยายามใหม่อีกครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การดำเนินงานของประธานาธิบดี วิลเลียม รูโต ซึ่งเพิ่งได้ประกาศวันหยุดเพื่อปลูกต้นไม้ประจำปี เพื่อปลูกต้นไม้ให้ได้ 1.5 หมื่นล้านต้น และเพิ่มพื้นที่ต้นไม้ปกคลุมให้ได้ 30% ของทั้งหมด ซึ่งตั้งเป็นเป้าหมายระดับชาติภายในปี 2032
แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของประธานาธิบดี วิลเลียม รูโต จะตรงข้ามกับเป้าหมาย เนื่องจากเขาสั่งยกเลิกการห้ามตัดต้นไม้เป็นเวลา 6 ปีเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน ซึ่งทำให้ป่าอย่าง ป่า Mau ถูกบุกรุกมากขึ้นจากทั้งนายทุนทุ่งชา ผู้ผลิตน้ำตาล และยาสูบ ซึ่งอาจทำให้เคนยาซ้ำรอยเดิมได้
#TREES ผู้แน่วแน่
นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญรู้กันดีว่า การปกป้องป่าปฐมภูมินั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสุดสำหรับการต่อสู้กับวิกฤตสภาพอากาศโลก เนื่องจากป่าเหล่านี้สะสมความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น และสร้างวัฏจักรน้ำในระดับภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี
เมื่อผู้คนกำลังกัดกร่อนความแข็งแรงของป่าอยู่เรื่อย ๆ ทาง TREES จึงเห็นว่าต้องมีการปลูกป่าเข้าไปเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะไม่สามารถทดแทนระบบนิเวศที่เคยอยู่มาก่อนได้อย่างสมบูรณ์ แต่นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ด้วยการฝึกอบรมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยกว่า 17,000 ราย ซึ่งรวมถึงเมล็ดพืชพันธุ์ เครื่องมือ และเงินช่วยเหลือ พวกเขาต้องการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชทางเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวให้กลายเป็น “สวนป่า” เพื่อดูดซับคาร์บอน ความชื้น และสารอาหาร
ในพื้นที่ที่ชื่อว่า Kesouma ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบวิกตอเรีย ทางตะวันตกของเคนยา ได้ถูกแบ่งให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อย 20 รายในการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นกลุ่มต้นไม้ที่มีสายพันธุ์หลากหลายประมาณ 5,800 ต้น โดยด้านนอกจะถูกป้องกันด้วย ‘กำแพงป้องกัน’ ซึ่งประกอบด้วยพืชอย่างต้นอคาเซีย Acacia polyacantha สามชั้น
ขณะที่ด้านหลังจะเป็นกลุ่มไม้วนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ประโยชน์เป็นฟืนกับอาหารสัตว์ได้ ตรงกลางด้านในจะเป็นสวนผักและสวนผลไม้ที่มีทั้ง มะม่วง อะโวคาโด ส้ม แอปเปิ้ล และผลไม้อื่น ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายคือเป็นแหล่งอาหารที่มีโภชนาการเพียงพอในการเลี้ยงครอบครัวของเกษตรกร และขายในตลาดท้องถิ่นได้
ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรสามารถได้เงินจากบริษัท Catona Climate ของสหรัฐอเมริกาได้อีกทาง โดยอ้างอิงจากปริมาณคาร์บอนได้ดินซึ่งพืชดูดมากักเก็บไว้ ปริมาณนี้จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เพื่อเป็นการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในอีกทางหนึ่ง
การติดตามตรวจสอบก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการปลูกป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลและแห้งแล้ง เพราะหลายครั้งมีการปลูกโดยที่พืชนั้นไม่เหมาะกับภูมิประเทศ และไม่สามารถสร้างทางน้ำเข้าไปได้ จึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่า
แต่ในแง่นี้สวนของ TREES จะมีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีขอบเขตในการปลูกที่ชัดเจน โดยมีเกษตรกรที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ของตนดูแลอยู่ด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อรับประกันการเจริญเติบโตที่ดีของต้นไม้กับพืช
“นี่เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยใชการเ้กษตรกรรมเป็นแกนหลัก” Vincent Mainga ผู้อำนวยการ TREES ของเคนยากล่าว “โมเดลนี้นำไปใช้ได้ง่ายมาก เราทำงานร่วมกันเกษตรกรเป็นเวลากว่า 4 ปี หลังจากนั้น พวกเขาจะสามารถเข้าใจองค์ประกอบทั้งหมด และใช้สิ่งที่เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อผลิตพื้นที่เพาะปลูกที่เจริญรุ่งเรือง และเป็นการพึ่งพาตัวเองได้”
ที่มา
https://trees.org/2024/02/13/flagship/
https://www.theguardian.com/…/seven-times-size-of…
Photo : trees.org