โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อสายธารความคิดยังคงล่องไหล: การเปลี่ยนแปลงสู่แนวคิด ‘เวทานตะใหม่’ และความเป็นสากลของฮินดูที่จับต้องได้

The Momentum

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 07.36 น. • THE MOMENTUM

ช่วงเวลา 5-6 เดือนให้หลังมานี้ ผมได้ค้นพบความสนใจใหม่ผ่านบทสนทนาว่าด้วยนักคิดอินเดียร่วมสมัย (ราว พ.ศ. 2300-2500) ความโดดเด่นของนักคิดรุ่นนี้ตั้งอยู่บนความพยายามประสานความคิดแบบอินเดียโบราณเข้ากับกระบวนทางอภิปรัชญา-ญาณวิทยาแบบตะวันตก ที่ฉุดดึงสายธารทางความคิดนับพันๆ ปีของอินเดียไปสู่การตีความใหม่ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า แม้ภายใต้บริบททางสังคมที่อินเดียตกเป็นของพวกฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ความคิดทางจิตวิญญาณของชาวตะวันออกนั้นกว้างใหญ่ไม่ย่อหย่อนไปกว่าวิทยาการของคนขาว

ในอีกมุมหนึ่ง การปะทะสังสรรค์ทางความคิดนี้ยังสามารถชี้บอกร้องทักถึง ‘หัวใจ’ ของสังคมภารตะที่เปิดกว้างพร้อมรับความคิดใหม่ แต่ก็สงวนพื้นที่ให้กับความคิดดั้งเดิมพื้นฐาน เหมือนเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อนที่มีเจ้าชายจากราชวงศ์เล็กๆ ได้ประกาศความคิดของตนต่อหน้าชนชาตินี้ แม้จะถูกปฏิเสธและท้าทาย แต่ในท้ายที่สุดก็ลงหลักปักฐานมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้จึงอยากพาทุกคนมารู้จักสายธารที่ไม่หยุดนิ่งแห่งอินเดีย เพื่อชักชวนให้เราๆ ท่านๆ ย้อนดูว่า สายธารแห่งปัญญาในสังคมของเราเองยังคง ‘กระเพื่อม’ อยู่ หรือ ‘ตายนิ่ง’ ไปเสียแล้ว

เวทานตะ: ที่สุดแห่งพระเวท

เมื่อนำคำว่า ‘เวทะ’ สนธิร่วมกับคำว่า ‘อันตะ’ คำว่า ‘เวทานตะ’ จึงแปลว่า ‘จุดจบแห่งพระเวท/ ที่สุดแห่งพระเวท’ ในที่นี้มีความหมายถึงคัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ว่าด้วยอภิปรัญชาซึ่งจัดเป็นส่วนสุดท้าย (อายุราว 200 ปีก่อนพุทธกาล) ของคัมภีร์พระเวท

อนึ่งพระเวทนั้นประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

1. สัมหิตา: ส่วนที่เก่าที่สุด ว่าด้วยมนต์และบทสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า

2. พราหมณะ: ส่วนอรรถาธิบายสัมหิตา ว่าด้วยพิธีกรรม

3. อารัณยกะ: ส่วนขยายของพราหมณะ ว่าด้วยความหมายของพิธีกรรม

และ 4. อุปนิษัท: ส่วนขยายของพราหมณะและอารัณยกะ ว่าด้วยอภิปรัญชา

ปรัญชาสำนักเวทานตะ (บ้างเรียกว่า อุตรมีมามสา) เป็น 1 ใน 6 สำนักทางปรัญชาของอินเดียโบราณ (ทรรศนะทั้ง 6) ที่เรียกรวมว่า ฝ่ายอาสติกะ (Astika) ประกอบด้วย นยายะ ไวเษศิกะ สามขยะ โยคะ มีมามสา และเวทานตะ สำนักคิดเหล่านี้มีอายุร่วมสมัยพุทธกาล แต่มีความต่างสำคัญคือการเสนอวิธีการทางความคิดที่แตกต่างกัน ผ่านการพยายามตีความคัมภีร์พระเวทโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าอุปนิษัท ในขณะที่พุทธศาสนาและศาสนาไชนะไม่ยอมรับทำให้ถูกเรียกว่า นาสติกะ (Nastika)

สำหรับสำนักเวทานตะนั้นเน้นหนักในเรื่องการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่ง คือ พรหมัน (ดวงวิญญาณสากลอันเป็นความจริงสูงสุด) กับอาตมัน/ ชีวาตมัน (ดวงวิญญาณส่วนบุคคล) นำไปสู่การแยกออกเป็นสำนักย่อยๆ ในภายหลัง (ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 13) โดยแบ่งออกได้เป็น 3 สำนัก ได้แก่

  • 1. สำนักอทไวตะ

ผู้ก่อตั้ง: อาทิศังกราจารย์

อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 13

แนวคิด: พรหมันไม่มีคุณลักษณะและอาตมันคือสิ่งเดียวกันไม่อาจแยกขาดกันได้ อาตมันเข้าใจว่าแยกขาดจากกันเพราะอวิชาและความหลงผิด อาตมันต้องตื่นรู้ด้วยปัญญาจึงจะหลุดพ้นได้

  • 2. สำนักวิศิษฏาทไวตะ

ผู้ก่อตั้ง: ศรีรามานุชาจารย์

อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 15

แนวคิด: พรหมันเป็นหนึ่งเดียวและมีคุณลักษณะแห่งพระวิษณุ อาตมันเป็นส่วนหนึ่งของพรหมันแต่มีคุณลักษณะแตกต่างจากพรหมัน เน้นความภักดีเพื่อบรรลุการหลุดพ้น

  • 3. สำนักทไวตะ

ผู้ก่อตั้ง: ศรีมาธวาจารย์

อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 17

แนวคิด: พรหมันมีคุณลักษณะแห่งพระวิษณุและแยกขาดจากพรมันอย่างสิ้นเชิง โดยอาตมันทุกดวงมีเอกลักษณะของตนเองอย่างชัดเจน การหลุดพ้นมาถึงได้ด้วยพระกรุณาของพระเจ้าเท่านั้น

พราหโมสมาช: Indian Renaissance

หากว่ากันตามตรง แนวคิดของสำนักเวทานตะยังดำเนินต่อไปหลังการเกิดขึ้นของสำนักทั้ง 3 ข้างต้น เช่น การเกิดขึ้นของสำนักอจินตยะ-เภทะ-อเภทะ (Achintya-Bheda-Abheda) โดย ท่านไจตันยะ มหาประภู (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) และสำนักศุทธิทไวตะ (Suddhadvaita) สถาปนาโดย ท่านศรีวัลลภา (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) ควบคู่ไปกับการเติบโตของกระบวนการภักติ (Bhakti Movement) ซึ่งได้รับอิทธิพลบางประการจากแนวคิดของ ศรีรามานุชาจารย์ และศรีมาธวาจารย์ ประจวบกับการเติบโตขึ้นของศาสนาอิสลามและการตีความปรัญชาทางสำนักคิดทั้งหกอีกครั้ง

แต่เท่าที่ผมเข้าใจ แนวคิดของสำนักเวทานตะดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากที่สุดและได้รับการตีความมากที่สุด อาจเพราะความคิดหลักที่ว่า พรหมัน (พระเป็นเจ้าทรงแผ่ซ่านอยู่ในทุกสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต) เช่น ศรีวัลลภากล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งคือพระกฤษณะผู้เป็นนิรันดร์ ความคิดเช่นว่านี้มีผลอย่างมากต่อความคิดภักดีซึ่งขับเน้นความรักที่มีต่อพระเป็นเจ้า

กระทั่งราว พ.ศ. 2370 (ปลายพุทธศตวรรษที่ 24) นักคิดอินเดียเริ่มได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดตะวันตก โดยเฉพาะเหล่ามิสชันนารีและอิหม่าม เกิดเป็นกระแสความคิดเรื่องการนับถือพระเจ้าองค์เดียวในกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู ท่านราชา ราม โมหัน รอย (Raja Ram Mohan Roy) ผู้ก่อตั้งสำนักพราหโมสมาช (Brahmo Samaj) สำนักทางความคิดซึ่งชี้นำให้ชาวฮินดูเลิกประกอบพิธีกรรมที่ไม่มีเหตุผล เช่น พิธีสตี พิธีคุณไสย รวมถึงระบบวรรณะ

ท่านราชา ราม โมหัน รอย (Raja Ram Mohan Roy)

มรดกทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของสำนักคิดนี้คือ การชักชวนให้ชาวฮินดูเริ่มหันมาสนใจการนับถือเทพเจ้าองค์เดียว (พรหมัน) ตามอย่างศาสนาคริสต์และอิสลาม ซึ่งข้อนี้เหล่านักวิชาการรุ่นหลังเชื่อว่า มีเหตุมาจากการที่ท่านโมหัน รอย มีความสนิทสนมกับเหล่ามิสชันนารี การนับถือพระเจ้าองค์เดียวจึงถูกแปลความในฐานะของสัญลักษณ์แห่ง ‘ความเป็นสมัยใหม่’ แบบตะวันตก เพราะอย่าลืมว่า ในขณะที่สำนักพราหโมตั้งขึ้น อินเดียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยมอังกฤษแล้ว

การก่อตั้งสำนักพราหโมสมาชนำพาศาสนาฮินดูให้มีความเป็นสากลมากขึ้น คือ ‘เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว’ และ ‘การปฏิเสธการบูชารูปเคารพ’ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างมากต่อสังคมอินเดียในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคมืดแห่งอาณานิคม มากเสียจนท่านราม โมหัน รอย ได้รับสมญาว่า Father of Indian Renaissance และได้รับสมัญญา ‘ราชา’ จากพระจักรพรรดิอักบาร์ที่ 2 (Akbar II) แห่งราชสำนักมุฆัล

ขณะที่นักคิดรุ่นถัดมา เช่น ทยานันทะ สรัสวตี (Dayananda Saraswati) ยืนยันความคิดดังกล่าว แต่มีการตีความที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น ท่านสรัสวตีไม่ปฏิเสธคัมภีร์พระเวท

วิเวกานันทะและศรีอรพินโธ: จุดเปลี่ยนของเวทานตะสู่สายธารที่ได้ไปต่อ

ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นภายใต้ร่มเงาของนักคิดและนักปฏิรูปสังคมมากหน้าหลายตา ซึ่ง 2 ชื่อที่เราจะพูดถึงในที่นี้คือ สวามีวิเวกานันทะ (Swami Vivekananda) และศรีอรพินโธ (Sri Aurobindo) ท่านทั้งสองได้รับยกย่องให้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความคิดของสำนักเวทานตะ โดยสวามีวิเวกานันทะนับเป็นนักบวชอินเดียท่านแรกๆ ที่ทำให้โลกตะวันตกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของแนวคิดดังกล่าว

สวามีวิเวกานันทะ (Swami Vivekananda)

สวามีวิเวกานันทะ (ชื่อเดิม นาเรนทรานาถ ทัตตะ) เป็นลูกศิษย์คนสำคัญของท่านรามากฤษณะ นักบวชผู้ได้รับสมญาว่า ‘พระบ้าแห่งเบงกอล’ ด้วยอิทธิพลทางความคิดของรามากฤษณะที่มุ่งเน้นความเชื่อเรื่องความเป็นหนึ่งของศาสนาต่างๆ ไม่ปฏิเสธวิธีการทางศาสนาใดๆ เชื่อในโลกวัตถุและพรหมัน (ต่างจากเวทานตะแบบเดิมที่ปฏิเสธโลกวัตถุ) รวมถึงเน้นการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมในฐานะบูชาสถานของพระเจ้า (ที่สถิตของพรมัน) วิเวกานันทะจึงก่อตั้งสำนักของตนขึ้นภายใต้ชื่อ Ramakrishna Mission เพื่อเผยแผ่ความคิดดังกล่าว และมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้ได้มาตรฐานสากล แม้ว่าในช่วงแรก มนุษย์ ‘ทุกคน’ ที่ว่านี้จะเจาะจงไปที่ ‘ประชากรอินเดีย’ เป็นหลัก

ภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ คือการได้สละตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ซึ่งแท้จริงแล้วมิใช่สิ่งใดนอกจากพรหมัน สวามีเห็นว่า ชาวอินเดียในขณะนั้นมีความเจริญมากแล้วทางจิตวิญญาณ แต่ท้องที่หิวโซทำให้พวกเขามีชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่ควร กระทั่งใน พ.ศ. 2436 ท่านเดินทางไปร่วม Parliament of the World’s Religions ณ เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้สวามีได้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการของโลกตะวันตก ซึ่งท่านเชื่อว่าจะเป็นผลดีอย่างมากต่ออินเดีย ท่านจึงนำความรู้และชักชวนผู้รู้ชาวตะวันกลับมายังอินเดีย เพื่อช่วยท่านพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในขณะนั้นให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ตัวตนอันแท้จริง ภาวะแห่งพระเป็นเจ้าอันแท้จริงที่สถิตอยู่ภายในทุกคน เพราะแม้วัตถุจะสำคัญเพียงใด แต่หากจิตวิญญาณนั้นปราศจากการตื่นรู้แล้ว มนุษย์ผู้นั้นย่อมเหี่ยวเฉา ฉะนั้นการตระหนักรู้ภายในจึงสำคัญมาก และการทำงานเพื่อผู้อื่นนับเป็นหนที่ไปสู่การตระหนักรู้นั้น ควบคู่ไปกับการปฏิบัติสมาธิ

อนุเสาวรีย์สวามีวิเวกานันทะ ในเมืองมุมไบ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

สวามีวิเวกานันทะเสียชีวิตในวัยเพียง 39 ปี ใน พ.ศ. 2445 แต่มรดกทางความคิดของท่านยังคงเด่นชัดผ่าน Mission ของท่านที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของวัด สำนักพิมพ์ (พิมพ์หนังสือราคาถูกมาก) โรงเรียน และโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ นักวิชาการผู้ศึกษาชีวประวัติและปรัญชาของสวามีวิเวกานันทะและสำนักของท่านจึงมักนิยามแนวทางอย่างนี้ว่า เวทานตะแบบสังคมนิยม (Vedanta-Socialism) หรือ ‘เวทานตะใหม่ (Neo-Vedantaism) (บางกลุ่มถือเอาท่านรามากฤษณะเป็นจุดเริ่มต้น)

ไหลเรื่อยต่อมายัง ศรีอรพินโธ นักคิดชาวเบงกอลผู้ยิ่งใหญ่อีกคน ผู้มีช่วงชีวิตวัยเด็กร่วมสมัยกับวิเวกานันทะ (สวามีเกิดก่อนศรีอรพินโธ 9 ปี) ในหนังสือชื่อ The Life Divine พ.ศ. 2437 อรพินโธเสนอว่า โลกวัตถุนี้มีภาวะแท้คือ พรหมัน เพียงแต่ไม่ถาวร เพราะเป็นภาคแสดง (Divine Play) ฉะนั้นสิ่งต่างๆ จึงไม่ใช่ภาพล่วงตา แต่เป็นวัตถุจริงที่จับต้องและพัฒนาได้ (คล้ายกับแนวคิดของรามากฤษณะ)

ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวคิดของอรพินโธ คือ ‘วิวัฒนาการ’ ให้กลายเป็นโลกใหม่ที่มีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ (Supermind) ซึ่งเหนือกว่าสายพันธุ์มนุษย์เดิม เช่นเดียวกับที่สายพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันได้วิวัฒนาการจากพันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์สุดท้ายของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (โยคะแบบบูรณาการ: Synthesis Yoga)

ศรีอรพินโธ (Sri Aurobindo)

อนึ่งศรีอรพินโธเชื่อว่า แม้มนุษย์จะมีความสามารถในการวิวัฒน์ แต่หากปราศจากอิทธิพลภายนอกคือ พระเจ้า (สัจจิทนันทะ/ Sachchidananda) แล้ว การวิวัฒน์นั้นจะไม่สมบูรณ์ ซึ่งต่างจาก ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่เชื่อว่า สิ่งนั้นปัจจัยทางธรรมชาติ ฉะนั้นมนุษย์ต้องพัฒนาคุณภาพจิตวิญญาณและชีวิต อรพินโธเรียกสิ่งนี้ว่า วิวัฒน์ขึ้น (Ascent Evolution) เพื่อให้พระเป็นเจ้าจำนนต่อพลังและสสาร แล้ววิฒน์ลงมาบรรจบกัน (Descent Evolution) เพื่อที่จะให้ข้อมูลและส่องสว่างแก่พวกมัน คือเมล็ดพันธุ์แห่งการไถ่บาปของโลกแห่งความไม่สำนึกและความไม่รู้

สุดท้ายผลงานของศรีอรพินโธกลายเป็นหมู่บ้านแห่งการพัฒนาอย่าง Auroville และอาศรมหลายแห่งในอินเดีย เพื่อกระจายความรู้เกี่ยวกับโยคะแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม

อนุเสาวรีย์ศรีอรพินโธ ภายในศรีอรพินโธอาศรม เมืองเดลี (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

ความคิดของมนุษย์ทั้งสองนี้ แม้จะมีความเหมือนกันคือ เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งประสานกันอยู่บนความจริงแท้หนึ่งเดียวคือพรหมัน แต่ทั้งสองมองวิธีการไปถึงสิ่งนั้นต่างกัน คนหนึ่งเน้นการช่วยเหลือดวงวิญญาณทุกดวง เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเราไม่มีเขา ในขณะที่อีกคนเชื่อในศักยภาพภายในของมนุษย์ทั้งหลายในการพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความภาวะที่เหนือกว่า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลในความคิดของผม ผมเห็นว่านักคิดทั้งสองเป็นตัวแทนสำคัญของสายธารทางความคิดที่พัฒนาต่อๆ กันมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ผมขอให้ทุกท่านหยุดความคิดที่ว่า สิ่งนี้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะทั้งสวามีวิเวกานันทะและศรีอรพินโธต่างก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก นักคิดสำนักเวทานตะแบบอนุรักษนิยมมักจะมองว่า 2 คนนี้เป็นผู้ทำให้ศาสนาเสื่อม โดยเฉพาะการพยายามตีความของวิเวกานันทะที่สลายเส้นแบ่งทางสังคมผ่านการปฏิบัติต่อทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม เพราะมันได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าพราหมณ์ลง แต่สวามีก็ไม่ใช่คนแรกที่ท้าทายระบบโครงสร้างแข็งทื่อนี้

คำถามคือ เมื่ออ่านๆ ดูแล้วเราเห็นในสังคมเราบ้าง ความพยายามทางความคิดที่ขาดสายไปนานแล้ว เพราะความกลัวของผู้มีอำนาจ ข้อถกเถียงที่จำกัดควบแคบอยู่แค่ไม่กี่ประเด็นและไม่ยึดโยงกับสังคม ทำไมคนอินเดียจึงทำได้กัน นี่ต่างหากที่น่าคิดต่อ สุดท้ายแล้วพัฒนาการทางวัตถุเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่วิวัฒนาการทางจิตใจเล่าตายไปแล้วหรือยัง ลองคิดกันเล่นๆ นะ

ที่มา

Aurobindo, Sri (2005), The Life Divine, Pondicherry: Lotus press.

Nikhilananda, Swami (1953), Vivekananda: A Biography, New York: Ramakrishna-Vivekananda Center.

Virajananda, Swami (1918), The Life of the Swami Vivekananda, vol. 4, Prabuddha Bharata Office, Advaita Ashrama.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...