โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดแผนทีมไทยแลนด์! ‘อนุทิน’ สั่งลุยสู้ศึกฮอร์มุซ “พลังงาน-ปากท้อง-ส่งออก” เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

THE POINT

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 04.38 น. • Newsthepoint.com

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ โดยมีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ทั่วโลกตกอยู่ในความตึงเครียดว่าความขัดแย้งนี้จะขยายตัวเป็นสงครามวงกว้างหรือไม่ จุดที่น่ากังวลที่สุดคือคำประกาศของอิหร่านที่จะโจมตีเรือทุกลำใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก

สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 7-8 แสนบาร์เรลต่อวัน ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการรับมือในทุกมิติ (4 มี.ค.) โดยเน้นย้ำว่า "ไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมแอ็กชันทันที"

นายกรัฐมนตรีประชุมร่วม “ทีมไทยแลนด์” ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคนไทยและภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่น

นายกฯ ยอมรับว่า ต้นทุนการขนส่งสินค้าและราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปริมาณการผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกค่อนข้างมาก จึงคาดว่าผลกระทบด้านราคาจะเกิดขึ้นในระดับจำกัด

“ขอให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว”

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ด้วยความกังวลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยยืนยันว่าไทยจะยึดแนวทางสันติวิธี ใช้การเจรจาทางการทูตเป็นหลัก เพราะต้องการเห็นความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ปัจจุบันมีแรงงานไทยในตะวันออกกลางมากกว่า 100,000 คน โดยมีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณ 40 คน เบื้องต้นวางแผนให้เดินทางทางบกไปยังชายแดนตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินพาณิชย์กลับไทยต่อไป

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางใน 5 มิติหลัก ดังนี้

1. พลังงาน
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นระยะสั้นประมาณ 5% จากเดิมคาด 10% เนื่องจากตลาดยังมีอุปทานส่วนเกินสูง กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการรองรับแล้ว ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลผลกระทบระยะสั้น และมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอราว 60 วัน พร้อมจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ได้ทันเวลา มั่นใจไม่กระทบประชาชน

2. การค้าและบริการ
ผลกระทบทางตรงจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้า 8% (ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน) แต่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางอ้อม

3. การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นเพียง 4% ของตลาดรวม จึงคาดว่าผลกระทบระยะสั้นจำกัด และอาจเป็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยในระยะยาว

4. ตลาดทุน
ภาวะสงครามทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ และเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับลดเพียงราว 2% เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ถือว่าอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังรองรับความผันผวนได้

5. แรงงาน
กระทรวงแรงงานประสานเอกชนใกล้ชิด วางกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร โดยยึดจุดยืนความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ

ด้านเงินเฟ้อ ไทยยังไม่มีแรงกดดันรุนแรงเหมือนหลายประเทศ แต่ต้องติดตามใกล้ชิด หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง จึงต้องเตรียมมาตรการเสริม

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผลกระทบต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้ากับประเทศคู่ขัดแย้งมีไม่มาก โดยการส่งออกไปอิสราเอลอยู่ที่ 0.2% และอิหร่าน 0.02% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังภาพรวมตลาดตะวันออกกลาง (4-5%) และต้นทุนขนส่งทางเรือที่อาจเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียม 6 มาตรการ ได้แก่

  • ควบคุมราคาสินค้าในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา

  • หาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานสำรอง

  • ตั้งศูนย์เฉพาะกิจและสายด่วน 1169 ให้คำปรึกษาผู้ส่งออก

  • ประสานผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ

  • ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก

  • ร่วมวิเคราะห์ผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพกับสภาพัฒน์

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า หากความขัดแย้งยุติภายใน 1 เดือน ราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้จีดีพีไทยปี 2568 โตได้ 1.6% จากฐานเดิม 2% แต่หากยืดเยื้อและกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้จีดีพีโตเพียง 1.3%

เอกชนหนุน “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส”

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ผลกระทบระยะสั้นอาจจำกัด แต่ไทยควรใช้จังหวะนี้ขยายโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับให้ความสำคัญ และไทยมีศักยภาพสูง รวมถึงแนวโน้มย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น

โดยสรุป ภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องว่า แม้สถานการณ์โลกมีความผันผวน แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และอาจเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้


#Newsthepoint

#อนุทินชาญวีรกูล #สงคราม #รัฐบาลอนุทิน #ช่องแคบฮอร์มุซ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...