โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประมวลเหตุการณ์อิสราเอล-สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ก่อนเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค เรารู้อะไรบ้าง?

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ประมวลเหตุการณ์อิสราเอล-สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ก่อนเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค เรารู้อะไรบ้าง?

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีความตึงเครียดอย่างหนัก หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการร่วมในการโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน

การโจมตีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางความตกตะลึงของทั่วโลก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์เริ่มต้นปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ เพื่อ ‘ขจัดภัยคุกคาม’ จากอิหร่านและกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน และใช้ข้ออ้างหลักคือการป้องกันไม่ให้รัฐบาลเผด็จการอิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ขณะที่การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ หลังจากที่ทรัมป์มีท่าทีขู่ใช้กำลังทหารโจมตีในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งล่าสุด หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ทำสงครามกับอิหร่านเป็นเวลา 12 วัน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสถานการณ์ส่อแววลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค หลังอิหร่านเดินหน้าการโจมตีตอบโต้ ไม่เพียงอิสราเอลแต่ยังยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าการสู้รบครั้งใหญ่อาจไม่จบลงง่ายๆ

และนี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้

เกิดอะไรขึ้น?

ช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน (ประมาณ 13.00 น. เวลาไทย) เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหลายระลอกขึ้นภายในกรุงเตหะราน และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงอิสฟาฮาน (Isfahan) กอม (Qom) คาราจ (Karaj) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah)

โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน รายงานว่า ขีปนาวุธหลายลูกได้ตกใส่ถนนในมหาวิทยาลัยและย่านจอมฮูรี (Jomhouri) ในเตหะราน ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน

ขณะที่สื่อหลายสำนักรายงานว่าจุดที่อิสราเอลโจมตี รวมถึงบริเวณใกล้กับใกล้กับสำนักงานของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าได้ทำการยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายภายในอิหร่าน โดยอิสราเอล คาทซ์ (Israel Katz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ประกาศว่า “อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีแบบชิงลงมือก่อน (Pre-emptive Attack) ต่ออิหร่าน เพื่อขจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล” พร้อมทั้งประกาศ ‘สถานการณ์ฉุกเฉินพิเศษและถาวร’ ทั่วประเทศอิสราเอลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการตอบโต้

จากนั้นจึงเริ่มปรากฎกระแสข่าวว่าการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะโพสต์คลิปวิดีโอทางโซเชียลมีเดีย ประกาศว่า “ได้เริ่มต้นปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามและปกป้องประชาชนอเมริกัน” และอธิบายว่าการสู้รบครั้งนี้ ถือเป็น “ปฏิบัติการขนาดใหญ่และต่อเนื่อง” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังวางแผนที่จะ “ปฏิบัติการสู้รบนานหลายวัน”

ทรัมป์ยืนยันนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขาว่า “ระบอบก่อการร้ายของอิหร่าน จะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

เขาอ้างว่า การที่อิหร่านปฏิเสธโอกาสละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ ด้วยการไม่ตอบรับเงื่อนไขเจรจาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งนี้

โดยทรัมป์ ยังประกาศจะทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธและกองทัพเรือของอิหร่าน และทำให้แน่ใจว่ากลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองทัพและประชาชนอเมริกันได้อีกต่อไป

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศในแถลงการณ์ครั้งแรกหลังการโจมตี ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ปฏิบัติการมหาพิโรธ (Operation Epic Fury)”

สำหรับผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยสำนักข่าว IRNA รายงานว่าขีปนาวุธของอิสราเอลได้โจมตีใส่โรงเรียนประถมหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ในเมืองมินาบ (Minab) จังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan)ทางตอนใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน

ขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า “การโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านมีเป้าหมายเพื่อกำจัด ภัยคุกคามร้ายแรง” พร้อมทั้งเรียกร้องประชาชนทุกภาคส่วนในอิหร่าน ให้ปลดแอกตนเองจากระบอบเผด็จการ และนำมาซึ่งอิหร่านที่เสรีและรักสันติ

“ปฏิบัติการร่วมของเราจะสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญได้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง” เขากล่าว

ผู้นำของอิหร่านอยู่ที่ไหน?

อีกประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือชะตากรรมของคาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปี ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน โดยเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมาหลายวันแล้ว เนื่องจากความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ

ทางการท้องถิ่นได้ปิดถนนไปยังที่พักของคาเมเนอี ในใจกลางกรุงเตหะราน ขณะที่เกิดระเบิดขึ้นหลายจุดทั่วเมืองหลวง

ขณะเดียวกันสำนักข่าว IRNA อ้างแหล่งข่าวภายในทำเนียบประธานาธิบดีว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ปลอดภัยดี

อิหร่านตอบโต้อย่างไร?

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ประกาศว่าได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่

โดยในอิสราเอล มีเสียงระเบิดและไซเรนเตือนภัยดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในกรุงเทลอาวิฟ เมืองไฮฟาและอีกหลายเมืองในอิสราเอล แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการโจมตีหรือการสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่าน

ขณะที่สำนักข่าว Tasnim รายงานว่า กองทัพอิหร่านได้ส่งโดรนโจมตีหลายลำ มุ่งหน้าไปยังอิสราเอลแล้ว

ด้านสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน รายงานว่า การโจมตีของอิหร่านพุ่งเป้าไปยังหลายสถานที่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึง

ฐานทัพอากาศอัล อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์

ฐานทัพอากาศอัล ซาเลม (Al-Salem) ในคูเวต

ฐานทัพอากาศอัล ดัฟรา (Al-Dhafra) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ฐานทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรน

ซึ่งที่บาห์เรน พบว่ามีการโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่บริเวณกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในเขตจัฟแฟร์ ทางใต้ของกรุงมานามา ส่งผลให้เกิดระเบิดขนาดใหญ่ โดยรัฐบาลบาห์เรน ประณามว่า “เป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของราชอาณาจักรอย่างโจ่งแจ้ง”

ส่วนที่กาตาร์ กระทรวงกลาโหมกาตาร์ยืนยันว่า สามารถสกัดขีปนาวุธหลายลูกที่ถูกยิงมาจากอิหร่าน ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีดินแดนของกาตาร์ไว้ได้ โดยทางการกาตาร์ได้สั่งปิดน่านฟ้า และมีการยกเลิกเที่ยวบินแล้ว

เช่นเดียวกับที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีเสียงระเบิดจากการยิงสกัดขีปนาวุธดังขึ้นหลายครั้งที่เมืองดูไบ และเมืองอาบูดาบีของ ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดจากการยิงสกัดขีปนาวุธดังกล่าวอย่างน้อย 1 ราย

โดยทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศปิดน่านฟ้าแล้วเช่นกัน พร้อมทั้งประณามการกระทำของอิหร่านและประกาศสงวนสิทธิ์อย่างเต็มที่ ในการตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน ซึ่งคุกคามความมั่นคงและความปลอดภัยของพลเรือน และบ่อนทำลายเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการระเบิดหลายระลอกเกิดขึ้นที่กรุงริยาดห์ ของซาอุดีอาระเบีย ส่วนที่จอร์แดน มีรายงานว่ากองทัพจอร์แดนสามารถยิงสกัดขีปนาวุธ 2 ลูก แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามาจากอิหร่านหรือไม่

การเดินทางในภูมิภาคหยุดชะงัก

การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านทำให้หลายประเทศตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า และส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั่วภูมิภาค โดยหลายสายการบินระหว่างประเทศ อาทิ สายการบิน Turkish Airlines ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปยังหลายจุดหมายปลายทางในตะวันออกกลาง รวมถึงกาตาร์ คูเวต บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน เลบานอน ซีเรีย อิรัก อิหร่าน และจอร์แดน

ขณะที่สายการบิน Lufthansa ของเยอรมนีก ได้ระงับเที่ยวบินไปและกลับจากดูไบรวมถึงเมืองหลวงของอิสราเอล เลบานอน และโอมาน จนถึงวันที่ 7 มีนาคม

หน่วยงานด้านการบินของคูเวตเผยว่า ได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดที่เดินทางไปยังอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ได้ออกคำแนะนำด้านการเดินทางไปยังจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน อิรัก เยเมน ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน โดยแนะนำให้ผู้เดินทาง “เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่น และหาที่หลบภัยหากได้รับคำแนะนำ”

นานาชาติมีท่าทีอย่างไร?

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่านโดยทันที โดยระบุว่า “สถานการณ์ต้องกลับคืนสู่เส้นทางของการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและการทูต” และชี้ว่า “ประชาคมระหว่างประเทศควรประเมินสถานการณ์อย่างเป็นกลางโดยเร็ว ต่อสิ่งที่เรียกว่าการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคงยิ่งขึ้น”

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต พร้อมที่จะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

“อินโดนีเซียเสียใจอย่างยิ่งต่อความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลาง อินโดนีเซียเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและให้ความสำคัญกับการเจรจาและการทูต รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย แสดงความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการเจรจาเพื่อฟื้นฟูสภาวะความมั่นคงที่เอื้ออำนวย และหากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยินดีที่จะเดินทางไปยังเตหะรานเพื่อเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย” แถลงการณ์ระบุ

พร้อมทั้งเตือนว่า “ความตึงเครียดดังกล่าวมีศักยภาพที่จะทำลายภูมิภาค ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงของโลก”

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ว่า ว่าการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน “มีผลกระทบร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ” และ “การยกระดับความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นอันตรายต่อทุกคน ซึ่งต้องหยุดลง”

“ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ เรากำลังดำเนินมาตรการทุกอย่างเพื่อรับประกันความปลอดภัยของดินแดนของประเทศ พลเมือง และทรัพย์สินของเราในตะวันออกกลาง” มาครงกล่าว และเผยว่าฝรั่งเศสพร้อมที่จะใช้ “ทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อปกป้องพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด หากได้รับการร้องขอ”

หลังจากนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร?

สำหรับคำถามสำคัญ คือการสู้รบที่เกิดขึ้นจะไปจบที่ตรงไหน ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ให้ความเห็นว่า “ขึ้นอยู่กับกระแสภายในอิหร่าน”

เขามองว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล ต่างรู้ดีว่าการใช้กำลังทหารอย่างเดียวอาจเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านไม่ได้ จึงเร่งปลุกเร้าประชาชนอิหร่านให้ออกมายึดอำนาจทันทีหากสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ โดยทรัมป์ กล่าวในการแถลงว่า”เป็นโอกาสสุดท้าย”

ในขณะที่อิหร่านก็เข้าใจท่าทีของสหรัฐฯ และอิสราเอล และพยายามมุ่งเน้นไปที่การรวมอิหร่านเป็นหนึ่งเดียวเพื่อตอบโต้ศัตรู และเพื่อสกัดแผนการปลุกปั่นจากภายนอก

โดยผศ. ดร.มาโนชญ์ คาดว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ อาจเห็นการโจมตีกันอย่างหนัก และเป้าหมายของการโจมตีก็อาจขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นด้วย

สำหรับทางออกของวิกฤตสู้รบครั้งนี้ด้วยการเจรจานั้น ผศ. ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าถึงแม้การเจรจาดีลนิวเคลียร์อาจมีความคืบหน้า แต่เรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่านนั้น เป็นไปได้ยากเนื่องจากอิหร่านไม่เห็นด้วย

โดยหลังจากนี้ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเจรจา ฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอล คงต้องเดินหน้าการโจมตีแบบ ‘สุดกำลัง’ เพราะมีเดิมพันที่สูง

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าสิ่งที่อาจเกิดหลังจากนี้เป็นได้ทั้งจุดเริ่มต้นที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลจะสถาปนาอำนาจอิทธิพลแบบเบ็ดเสร็จในตะวันออกกลาง โดยโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านได้ หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอิทธิพลของทั้งสองประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน

ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...