เปิดแผนลับของทรัมป์ อิหร่านถูกทำลายด้วยสงครามเศรษฐกิจ ไม่ใช่ด้วยด้วยอาวุธสงคราม
ในแง่การทหาร อิหร่านตกเป็นเป้านิ่งของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกามานานแล้ว โดยเฉพาะอิสราเอลส่งสายลับไปสอดแนมในอิหร่านเต็มไปหมด จึงไม่ต้องแปลกใจที่อิสราเอลจะสามารถปลิดชีพผู้นำระดับต่างๆ ของอิหร่านได้ง่ายๆ มาตลอดช่วงไม่กี่ปีหลัง จนกระทั่งล็อคเป้าสังหารคาเมนาอีได้ในที่สุด
การ "เด็ดหัว" เหล่านี้จะทำไม่ได้หากไม่มีข่าวกรองที่ดี ข่าวกรองที่ดีย่อมาจากงานสายลับที่รอบจัด แต่สายลับของมอสซาดอย่างเดียวคงไม่พอ หากไม่มี "ฝ่ายต่อต้าน" ในอิหร่านคอยสนับสนุน การล็อคเป้าเหล่านี้คงทำได้ยาก
"ฝ่ายต้าน" ไม่ใช่แค่พวกอิหร่านที่สนับสนุนระบอบเก่า แต่รวมถึงผู้คนทั่วไปทั้งในรัฐบาลและตามท้องถนนที่ไม่พอใจรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลกวาดล้างผู้ประท้วงอย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จนผู้คนล้มตายหลายพันคน
ตอนนั้น รัฐบาลอิหร่านก็เกือบจะล้มอยู่แล้ว แต่ฝืนไว้ได้ด้วยการการข่มขู่รุนแรง คือสังหารหมู่ประชาชน แต่วิธีการนั้นก็เป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมเหมือนกับ เพราะทำให้ประชาชนไปสนับสนุน "ฝ่ายตรงข้าม" ซึ่งรวมถึงอิสราเอลและสหรัฐฯ
นี่คือการเข้าเรื่องที่เราจะพูดถึงแล้ว คือ ความแตกแยกภายในที่เกิดจากการประท้วง
การประท้วงของชาวอิหร่านเกิดจากความไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจ จากเงินเฟ้อรุนแรง กระแสเงินขาด ค่าเงินตกต่ำอย่างหนัก และเลวร้ายลงด้วยการคอร์รัปชั่น
แน่นอนว่า ผู้คนย่อมโทษรัฐบาลอิหร่านว่าไม่เอาไหน แต่รัฐบาลไม่เอาไหนเป็นแค่ประกายไฟ เชื้อเพลิงที่เป็นตัวทำให้ลุกไหม้ยาวนาน คือ การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่างหาก
นั่นคือ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ทำให้ขายน้ำมันไม่ได้ ผลก็คือ อิหร่านขาดเงินเข้าประเทศ และขาดเงินสกุลแข็งๆ ในมือ สิ่งที่ตามมาคือ ค่าเงินดิ่งตัวลง และตามมาด้วยปัญหาเงินเฟ้อ
ส่วนผสมของหายนะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาลทรัมป์
ผมจะขอย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมได้ทำรายการเรื่อง "สงครามไร้ขีดจำกัด" (Unrestricted warfare) ซึ่งเป็นทฤษฎีสงครามยุคใหม่ที่เสนอโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีน ว่าด้วยการทำสงครามที่ไม่อยู่ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่วิวัฒนาการเป็นสงครามข้อมูลข่าวสารที่เล่นกันถึงตาย และสงครามการเงินและเศรษฐกิจที่สามารถล้มประเทศหนึ่งๆ ได้
ผู้เสนอทฤษฎีสงครามไร้ขีดจำกัด คือ นายทหารจีนที่ชื่อ เฉียวเหลียง (乔良) ในเวลาต่อมาอธิบายแนวคิดนี้ด้วยการยกตัวอย่าง "การโค่นระบอบโซเวียตของเรแกน" เอาไว้ว่า
"ตัวอย่างหนึ่งคืออดีตสหภาพโซเวียต มันล่มสลายได้อย่างไร? ผมเคยเห็นหลายคนสรุปมันในประโยคเดียวว่า ป้อมปราการนั้นถูกทำลายได้ง่ายที่สุดจากภายใน โดยสาเหตุแห่งการล่มสลายมาจากความผิดพลาดต่างๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตภายใต้การนำของกอร์บาชอฟ อย่างไรก็ตาม ผมโน้มเอียงที่จะเชื่อว่ามันล่มสลายลงเพราะสงครามการเงินของสหรัฐฯ เราสามารถอ้างอิงถึงหนังสือชื่อ "รัฐบาลเรแกนทำลายสหภาพโซเวียตได้อย่างไร?" 《里根政府是怎样搞垮前苏联的》 ซึ่งผมได้กล่าวถึงในบรรยายเมื่อปีที่แล้ว วันนี้ผมเพียงต้องการจะย้ำอีกครั้งสั้นๆ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันที่ได้ประสบและมีส่วนร่วมในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเรแกนเพื่อทำลายสหภาพโซเวียต เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวถึงหลายวิธี วิธีแรกคือการใช้จ่ายทางทหารจำนวนมหาศาล รวมถึงโครงการ Star Wars ที่มีชื่อเสียง วิธีที่สองคือการทำทุกวิถีทางเพื่อกดราคาน้ำมันในตลาดโลกให้สูงจนสหภาพโซเวียตรับไม่ไหว เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมันต่อบาร์เรลในสหภาพโซเวียตนั้นสูงกว่าในภูมิภาคอื่นๆ มาก ในขณะนั้น CIA คำนวณว่าหากราคาน้ำมันลดลงเพียงหนึ่งดอลลาร์ต่อบาร์เรล สหภาพโซเวียตจะสูญเสียเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ ในเวลานั้น เงินสำรองระหว่างประเทศของสหภาพโซเวียตเหลือน้อยมาก และเงินจำนวนมหาศาลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของสหภาพโซเวียต ดังนั้น นี่จึงเป็นวิธีที่สองที่ชาวอเมริกันใช้ในการโจมตีสหภาพโซเวียต วิธีที่สามคือการใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อชักจูงให้ชาติตะวันตกทั้งหมดปิดล้อมสหภาพโซเวียตในด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้สหภาพโซเวียตได้รับทรัพยากรที่สำคัญ วิธีที่สี่ สหรัฐฯ สนับสนุนสหภาพแรงงานโซลิดาริตีของโปแลนด์ โดยให้การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิค ที่สำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ยุยงให้โซลิดาริตีก่อกวนรัฐบาลโปแลนด์ ทำให้โปแลนด์ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เมื่อไม่สามารถหาเงินทุนได้ โปแลนด์จึงต้องกู้ยืมจากชาติตะวันตก ในประเทศที่วุ่นวายเช่นนี้ โดยไม่มีหลักประกัน ใครจะยอมให้กู้ยืมเงิน? มีเพียงสหภาพโซเวียตเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกัน สุดท้าย สหรัฐฯ สนับสนุนการต่อต้านของอัฟกานิสถานต่อการรุกรานของโซเวียต การสนับสนุนนี้ส่งผลให้ได้รับชัยชนะด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ผู้อำนวยการ CIA ในขณะนั้นประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าพวกเขาใช้เงินเพียง 4,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับจักรวรรดิชั่วร้ายนี้ สองปีต่อมา สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ตัวเลขที่น่าตกใจอย่างแท้จริงคือ สหภาพโซเวียตใช้เงินถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ในสงครามอัฟกานิสถาน หลังจากนั้นเราเห็นอะไร? เราเห็นธงโซเวียตถูกลดลงจากเสาในเดือนธันวาคม ปี 1991 ประเทศที่ยิ่งใหญ่และดูเหมือนจักรวรรดิได้ล่มสลายและหายไปอย่างสิ้นเชิง จะมีอะไรเรียกว่าสงครามได้อีก นอกจากความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่เช่นนี้?" (จากบทความเรื่อง "การเพิกเฉยต่อสงครามทางการเงินและทฤษฎีสมคบคิด เท่ากับว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกำลังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้กระทำผิด")
ข้อเขียนของเฉียวเหลียงสรุปใจความได้สั้นก็คือ สหรัฐฯ ทำลายโซเวียตด้วยการทำลายเศรษฐกิจ เมื่อโซเวียตไม่มีเงิน (รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่รุนแรง) ทำให้สหภาพแห่งนี้ล่มสลายลงไปเอง โดยไม่ต้องรบกัน แถมยังใช้ทุนต่ำกว่าเห็นๆ
สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตทำสงครามเย็นกันมานานกว่า 40 ปี สุดท้ายแล้ว เรแกนคือคนที่ตระหนักว่า "เงินเท่านั้นที่จะทำลายจักรวรรดิลงได้" เขาจึงทำการตัดช่องทางการเข้าถึงเงินของโซเวียต แล้วโซเวียตก็เหี่ยวลงในเวลาไม่นาน
วิธีการเดียวกันนี้ ถูกนำมาใช้กับอิหร่านโดยโดนัลด์ ทรัมป์
เรื่องนี้มีคนสังเกตเห็นมาตั้งแต่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเทอมแรกแล้ว โดยชี้ว่ามทรัมป์ใช้สูตรเดียวกับที่เรแกนเล่นงานโซเวียตที่ปรากฏในหนังสือ ชื่อ Victory: The Reagan Administration’s Secret Strategy that Hastened the Collapse of the Soviet Union โดย ปีเตอร์ ชไวเซอร์ (Peter Schweizer) ที่ปรึกษาทางการเมืองฝ่ายขวาชาวอเมริกัน และเป็นนักเขียนคนโปรดของสตีฟ แบนนัน (Steve Bannon) ที่ปรึกษาของทรัมป์ในเวลานั้น
และอีกคนในวงในของทรัมป์ที่โปรดหนังสือเล่มนี้ คือ มาร์ก ดูโบวิตซ์ (Mark Dubowitz) อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลบุช โอบามา และทรัมป์ และซีอีโอของมูลนิธิ Foundation for the Defense of Democracies สถาบันวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรที่ถูกมองว่าสนับสนุนอิสราเอลและมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน แม้ว่าเราไม่มีหลักฐานว่าดูโบวิตซ์เสนอแผนใน Victory ให้ทรัมป์ แต่เขาชื่นชอบมันอย่างมาก และน่าจะมีอิทธิพลต่อแนวคิดของคนในรัฐบาลทรัมป์
หนังสือชื่อ Victory ก็คือเล่มเดียวกับที่เฉียวเหลียงเอ่ยถึงนั่นเอง เพียงแต่มีการปรับชื่อเล็กน้อยเมื่อกลายเป็นภาษาจีน หลักใหญ่ใจความของมันยังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลเรแกนใช้ "ยุทธศาสตร์ลับ" ในการโค่นล้มโซเวียต
อิหร่านนั่นเจอสูตรลับแบบเดียวกัน โดยที่รัฐบาลทรัมป์เรียกว่าวิธีการนี้ว่า "การกดดันสูงสุด" (Maximum Pressure)
ก่อนหน้านี้ ในปี 2015 อิหร่านยังพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะรัฐบาลโอบามาเคยตกลงกับอิหร่านได้ว่าหากอิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ก็จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรให้ แต่พอในสมัยแรกของทรัมป์ โดยทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ และดำเนินการคว่ำบาตรครั้งใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินอิหร่านที่อ่อนแออยู่แล้วให้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายของทรัมป์ตั้งแต่เทอมแรกจนถึงเทอมสอง ชัดเจนมาตั้งแต่ไหนต่อไรแล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (regime change) ในอิหร่าน
การทำ regime change มีสองวิธี คือการสนับสนุนการทำรัฐประหาร วิธีนี้คงยากแน่ๆ เพราะต้องอาศัยกำลังฝ่ายตรงข้ามภายในอิหร่านเอง ซึ่งเรียกได้ว่าแทบไม่มีเอาเลย
ดังนั้น การทำ regime change วิธีการต่อมาคือปลุกให้ประชาชนโค่นล้มรัฐบาลของพวกเขาเอง
อิหร่านมีเงื่อนไขเหมาะสมพอดี คึอ พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก หากสหรัฐฯ ขวางการค้าน้ำมันไปเสีย รายได้เข้าประเทศก็จะไม่มี ทุนสำรองก็จะหมดสิ้น เงินดอลลาร์ไม่มี ค่าเงินเรียลก็จะตกต่ำ ตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจนานาประการ
ยิ่งอิหร่านหวังจะเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ ก็ยิ่งต้องใช้ทุนมหาศาล ทำให้สถานการณ์คล้ายกับสหภาพโซเวียตที่ต้องการแข่งขันด้านอาวุธกับสหรัฐฯ ที่ประกาศโครงการ Star Wars ในสมัยเรแกน ผลก็คือ โซเวียตเอาเงินไปถลุงจนหมดโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ทุนสำรองมอดไหม้ไปอีกโสดหนึ่ง
อิหร่านยังคล้ายกับโซเวียตตรงที่อัดเงินสนับสนุนกองกำลังต่างๆ ในตะวันออกกลาง แต่การสนับสนุนเหล่านี้สูญเปล่า เพราะกองกำลังแล้วกองกำลังเล่าค่อยๆ ถูกเด็ดปีกโดยอิสราเอล เช่น ฮิซบอลเลาะห์
อิหร่านเป็น "สมการโซเวียต" ที่ลงตัวมากสำหรับทรัมป์
สภาพของอิหร่านทุกลักทุเลมาหลายปี จนแม้แต่ในช่วงที่สหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงในสมัยโจ ไบเดน อิหร่านก็ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งสถานการณ์สุกงอมในสมัยทรัมป์เทอมสอง แล้วก็เกิดการลุกฮือของประชาชนต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่จนประชาชนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
ประชาชนเห็นเงินในมือกลายเป็นเศษกระดาษ ก็หันไปตุนเงินดอลลาร์ แต่เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมความต้องการ โดยเรียกร้องให้ประชาชน "งดเว้นการซื้อดอลลาร์" และยืนยันว่า "ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม" แต่คำบอกกล่าวของรัฐบาลเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยในสายตาประชาชน เพราะค่าเงินยิ่งตกต่ำเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บีบให้ประชาชนต้องออกมาประท้วงตามท้องถนน
ถึงตอนนี้ รัฐบาลอิหร่านทำพลาด (หรือไม่มีทางเลือก?) ด้วยการปราบผู้ชุมนุมด้วยการเข่นฆ่า ทำให้แปลกแยกกับประชาชนหนักเข้าไปอีก
ผลคือ เงินก็ไม่มี ความภักดีของประชาชนก็หมดไป
นี่คือบทสรุปของรัฐบาลอิหร่านในตอนนี้
ในการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ มาร์ก ดูโบวิตซ์ จึงกล่าวกับสำนักข่าว Reuters ว่า "รัฐบาลเตหะรานอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากจนคุ้มค่าที่ทรัมป์จะยอมเสี่ยงเพื่อจำกัดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน"
คีย์เวิร์ดอยู่ที่ความอ่อนแอ ซึ่งหมายถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการทำสงครามเศรษฐกิจระยะยาวของทรัมป์
นี่คือสงครามระยะยาวจริงๆ เมื่อตอนที่ Victory กลายเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจในเทอมแรกของทรัมป์ นักวิชาการที่ชื่อ เฟรเดอริค ดับเบิลยู. คาแกน (Frederick W. Kagan) จากสถาบัน American Enterprise Institute (AEI) และอดีตศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์การทหารที่โรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ เขียนทความชื่อ Can We Pursue a Victory Strategy Against Iran? ที่ระบุว่านี่แผนการระยะยาวที่อาจจะกินเวลาข้ามสมัยประธานาธิบดี และต้องอาศัยฉันทามติทางการเมืองระหว่างพรรคด้วย
"ระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับการใช้มาตรการกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) ให้ประสบความสำเร็จนั้นยาวนานมาก จนประธานาธิบดีชุดนี้อาจทำได้เพียงสร้างเงื่อนไขเพื่อความสำเร็จเพื่อส่งต่อให้แก่ผู้สืบทอดตำแหน่ง หรืออาจถึงหลายคน ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีชุดก่อน นั่นคือ การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และ (ในกรณีนี้) การสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งประธานาธิบดีคนต่อมาอาจยกเลิกหรือลดทอนลง"
ปรากฏว่าทรัมป์สามารถข้ามเงื่อนไขนั้นได้โดยสานต่อแผนการจากเทอมหนึ่งข้ามสมัยไบเดนมายังเทอมสองได้
คำถามก็คือ ทำไมสหรัฐฯ ไม่ใช้วิธีนี้กับเกาหลีเหนือบ้าง?
ตอบว่า ใช้แล้ว แต่ไม่ได้ผล
ที่ไม่ได้ผลเพราะเงื่อนไขสำคัญของสงครามเศรษฐกิจก็คือ ประเทศนั้นจะต้อง "เปิด" ในระดับหนึ่ง เช่น อิหร่านเองก็ไม่ได้ปิดประเทศแถมยังเชื่อมโยงเศรษฐกิจตัวเองกับเงินดอลลาร์เสียอีก ทำให้ง่ายต่อการโจมตี ส่วนสหภาพโซเวียตในยุคปลายก็ดำเนินนโยบายเปิดตลาดทำให้พลาดท่าจนตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย หากโซเวียตยังดำเนินแนวทางเศรษฐกิจแบบของตนก็อาจจะไม่พบจุดจบแบบนี้ก็เป็นได้
ส่วนเกาหลีเหนือ "ปิด" แทบจะทุกทางทั้งเศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพเลี้ยงตัวเองและยังปิดหูปิดตาประชาชนจากการรับรู้โลกภายนอก แต่าในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือก็ขยันหาเงินดอลลาร์จากช่องทางลับ ทำให้ค่อนข้างรับมือกับสงครามเศรษฐกิจได้ดีกว่า
อิหร่านนั้น แม้จะขายน้ำมันให้จีนได้ในสัดส่วนถึง 80% ที่ส่งออกทั้งหมด แต่เงินที่ค้ากับจีนเป็นเงินหยวนเสียมาก เงินดอลลาร์จะได้มาก็ต้องผ่าน "ช่องทางลับ" เช่น การส่งน้ำมันผ่านเรือประเทศที่สาม เช่น เรือสัญชาติมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ไปถ่ายน้ำมันกันกลางทะเลซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้น
อิหร่านจึงขาดแคลน hard currency อย่างหนัก
แต่ถึงขนาดนี้แล้ว อิหร่านยังถลุงเงินไปกับโครงการนิวเคลียร์ โดยใช้เงินรวมกันถึง 30 พันล้านดอลาร์
ในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ปี 2025 อยู่ที่ 33.8 พันล้านดอลลาร์
ครับ นี่คือกับดักที่อิหร่านช่วยตั้งขึ้นมาเอง แล้วก็นำไปสู่พิชัยสงครามของการทำสงครามเศรษฐกิจโดยทรัมป์
หากสงครามในรูปแบบเอาอิหร่านลงไม่ได้ อิหร่านก็ยังจะเสี่ยงที่จะพังจากภายในอยู่ดี
บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ประชาชนโบกธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา พร้อมกับรูปถ่ายของเรซา ปาห์ลาวี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอิหร่าน ในระหว่างการชุมนุมแสดงการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Photo by AMID FARAHI / AFP)