รัก เลิก ลืม เริ่มต้นใหม่ ‘RE-LEARN-TIONSHIP’ นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ไปต่อ
ความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของคุณเป็นแบบไหน ได้ไปต่อ หรือพอแค่นี้
สำหรับใครที่เสียดายคิดว่า ‘ไม่มีเวลาว่างมานั่งอ่านทุกเล่มหรอกนะ’ ก็ขอให้หยุดควมคิดนั้นไว้ก่อน เพราะไม่ว่าจะเลือกหยิบเล่มไหนก่อนหลังก็ไม่ใช่ปัญหา จะมีก็แต่ว่าดันอ่านเพลินจนวางไม่ลง เช่นนั้นแล้วนักเขียนจาก a day ไม่รอช้าอีกต่อไป คว้าหนังสือกันมาคนละเล่ม เลือกเอาเล่มที่คิดว่าอินที่สุดมาไว้ในมือ หลบไปอ่านคนละมุม และนักเขียนทั้ง 3 คน พร้อมส่งต่อความรู้สึกหลังอ่านจบแบบหมดเปลือก อ่านแล้วชอบ ไม่ชอบ หรือเผลอหลุดขำตรงไหน เราเล่าให้ฟังหมด
จะเศร้าซึม หรือไปต่อ ไม่ไปต่อยังไง
หลบซ้าย หลบขวาก็ไม่พ้นสปอยล์เลยล่ะ
RE-LEARN-TIONSHIP คือโปรเจกต์การเขียนนิยายของสำนักพิมพ์แซลมอน ที่จะพานักอ่านไปลิ้มลองรสชาติความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ จากนักเขียน 3 คน จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท กิตติศักดิ์ คงคา และนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ ที่ต่างนำพาเรื่องราวใกล้ตัวของแต่ละคนมาปลดล็อกบางสิ่งบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ จุดร่วมของนิยายคือโจทย์ที่โดนเคาะจั่วหัวมาว่า ‘ความรักในเมือง’ พวกเขาจึงเลือกถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่ได้เรียนรู้ ขุดคุ้ย Based on true story มาเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นเดียวกัน
“โปรเจกต์นี้เหมือนกับว่าเป็นสนามเด็กเล่น ที่พวกเราไม่ได้มาเพื่อสร้างประติมากรรมใหญ่โตโอฬารหรืองานมาสเตอร์พีซ แต่มันเหมือนพื้นที่ที่ทำให้เราได้ทำความรู้จัก ทดลอง ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวที่เล่า”
เหล่านักเขียนสารภาพว่า “เราสามคนไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนโคตรจะเป็นตัวเอง ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องดี ดีใจที่พองานเสร็จแล้วทุกคนมองว่านี่เป็นอีกเล่มหนึ่งในชีวิตที่สามารถยิ้มกับมันได้อย่างมีความสุข”
เมื่อได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหล่านักเขียนยิ่งเพิ่มความอินให้กับผู้อ่านแบบเข้าเส้น บทเรียนที่เราได้เรียนรู้ผ่านหนังสือเหมือนกับนักเขียนมากระซิบข้างหูว่า “พี่ผ่านมาแล้วน้อง”
มาเริ่มอ่านกัน !
คนไทยเป็นอะไรกับคนเก่า CAN’T REMEMBER A LOVE, CAN’T FORGET A LOSS เจ็บเกินจำรัก หนักเกินลืมรอย นวนิยายของคนไม่มูฟออน
ถ้ามีใครสักคนถามว่าสิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปีนี้ของคุณคืออะไร เราตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าความสัมพันธ์ครั้งเก่า แต่สำหรับใครที่ยังมูฟออนเป็นวงกลมหรือก้าว 2 ถอย 3 เป็นจังหวะสามช่าแล้วล่ะก็… นวนิยายเรื่อง ‘CAN’T REMEMBER A LOVE, CAN’T FORGET A LOSS เจ็บเกินจำรัก หนักเกินลืมรอย’ คงเหมาะกับคุณ
นวนิยายเล่มนี้ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราหยิบมาอ่านในปีนี้ จากการขายตรงของเพื่อนร่วมงานที่บอกว่า ‘ฉันว่าเล่มนี้เหมาะกับแก’ ซึ่งเราประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เจ็บจี๊ดๆ ในใจทันที เพราะคำโปรยบนหน้าปกที่เขียนไว้ว่า ‘นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ยากจะลืม แม้จะเจ็บจนไม่อยากจำ’ นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้หัวใจผู้อ่านกลายเป็นสีชมพูเข้ม หรืออบอวลไปด้วยรักโรแมนติกเหมือนนิยายรักทั่วๆ ไป หากแต่เป็นบันทึกเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
จาณีน นักเขียนบทภาพยนตร์ ผู้ขยันย้ายที่อยู่ไปมา ในเวลาหนึ่งปีเต็มเธอย้ายที่อยู่เป็นรอบที่หนึ่งร้อยห้าสิบห้าแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เจอที่อยู่ที่ถูกใจเสียที ปัญหาไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นตัวเธอเอง เพราะไม่ว่าเธอจะย้ายที่อยู่อีกสักกี่ครั้ง ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่เกิดจาก พิชชา คนรักเก่ายังคงตามหลอกหลอนเหมือนเจ้ากรรมนายเวรที่จ้องจะเอาชีวิต
จาณีนค่อยๆ เปิดเผยความเจ็บปวดในหัวใจให้เรารู้ เหมือนเพื่อนที่เริ่มทำความรู้จักกัน สนิทกันมากขึ้น และไว้ใจกันในที่สุด เพราะแบบนั้นเราไม่เคยตัดสินความบอบช้ำของจาณีนเลย แต่พยายามทำความเข้าใจเพื่อนสนิทคนนี้ แม้บางครั้ง (หลายครั้ง) จะไม่เข้าใจก็ตาม จนอยากจะพาเจ้าตัวมานั่งจับเข่าคุยกัน ปรับทัศนคติเรื่องความรักกันสักหน่อย ความรักทำให้คนตาบอดคงจะจริง
“คุณชอบต้นไม้เหรอ”
“ของพ่อฉันค่ะ ไม่ได้ชอบอะไรเท่าไหร่”
บอนไซในกระถางสี่เหลี่ยมสีเทาไร้สีสัน หนึ่งในบรรดาสัมภาระของจาณีนที่เธอหอบไปมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ถูกย้ายเข้ามาในบ้านหลังใหม่อีกครั้งจากการขายตรงของ ปรีชนา เจ้าของแชร์เฮาส์ที่โฆษณาเกินจริงเอาไว้ว่าหากได้มาอยู่แล้วจะติดใจจนไม่อยากย้ายไปไหนอีกเลย
จาณีนไม่ได้ชอบต้นไม้หรอก แต่มันเป็นของขวัญรับปริญญาที่ได้รับมาจากพ่อ ที่อยู่ของเจ้าบอนไซในบ้านใหม่ไม่สู้ดีนัก“ฉันคิดว่าหน้าต่างห้องน้ำคงดีพอแล้วสำหรับมัน” เธอตอบ ณพล เพื่อนร่วมบ้านคนใหม่ไปแบบนั้น
เธอเฝ้าภาวนาให้มันตาย แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้สิ่งมีชีวิตภายใต้การดูแลของเธอตายลงอีก
ต้นไม้แคระแกร็นที่ถูกรถน้ำ พรวนดิน ตัดแต่งกิ่งก้าน อย่างที่บอกจาณีนไม่ชอบมัน เพราะมันไร้อิสระ น่าสังเวช เหมือนชีวิตของเธอที่เติบโตภายใต้อาณัติ ถูกดัดแต่ง และถูกสอนให้เชื่อง สิ่งที่เธอต้องวิ่งตามมีเพียงความสำเร็จเท่านั้น นี่คือกฎเกณฑ์ของผู้เป็นพ่อ
“เอานี่ไหม เหมาะกับภาพที่เธออติดผนังไว้ เธอชอบสีส้มหรือเปล่า”
“ไม่อะ ฉันไม่ชอบสีส้ม”
ภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ สีส้มสะดุดที่เคยแขวนไว้บนผนังตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่า ตอนนี้ถูกปลดประจำการแล้ว จาณีนไม่เคยคิดมาก่อนว่าแขวนโปสเตอร์สีส้มสะท้อนแสงนี้ไว้ให้แสบตาทำไม ในเมื่อเธอไม่ชอบสีส้ม แต่คนรักของเธอชอบมัน และการจะทิ้งของคนตายมันก็ดูใจร้ายเกินไป
บอนไซจิ๋ว สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปล่อยให้ตายได้อีก และภาพแขวนโปสเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ไม่เคยคิดว่ามีไว้ทำไม มันคงสำคัญกับจาณีนทางใดทางหนึ่ง มันอาจสำคัญที่บอกให้เธอทิ้งอะไรบางอย่าง และเก็บอะไรบางอย่างไว้ อาจเป็นสิ่งของ ความรู้สึก หรือความทรงจำ
เราได้อ่านเรื่องราวความรักของจาณีนมาจนถึงหน้ากลางๆ ของหนังสือ ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเธอกับคนรักไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้อ่านอย่างเราอิจฉาจนอยากจะมีแฟน แต่เป็นความท็อกซิกที่ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนของห้องคุณคือคนผิด เผลอหายใจเสียงดังไป คงได้ทะเลาะกันใหญ่โต
การอ่านมาจนค่อนเรื่องที่ทำให้คิ้วเราขมวดกันเป็นปมตั้งแต่เริ่มอ่านได้คลายลง แต่เปลี่ยนมากำหมัดและอยากตะโกนให้ใครสักคนได้รู้ว่ายัยนั่น Red Flag (ยัยนั่น AKA คนรักเก่าจาณีน) หากเราเป็นจาณีนก็มองไม่เห็นถึงสัญญาณอันตรายในความสัมพันธ์หรอก เป็นปกติของมนุษย์เราเก่งเรื่องคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ
เราเห็นเงาตัวเองซ้อนทับกับจาณีนอยู่หน่อยๆ เราสองคนเชื่อเหมือนกันว่าคนที่ทำลายความสัมพันธ์คือเราเอง บอกให้ตัวเองไว้ทุกข์กับตอนจบไปชั่วชีวิต
อดีตคืออดีต วันนี้คือวันนี้
รอยแผลจากอดีตยังคงฝังลึกอยู่ในใจ แต่วันนี้จาณีนเก่งพอที่จะรับมือกับมันแล้ว เพราะวันนี้…
“เป็นแค่วันนี้ที่ฟ้าสดใส”
“เป็นแค่วันนี้ที่คุณปลอดภัย”
เมื่อบรรทัดสุดท้ายของเรื่องราวจบลง เราถูกดึงกลับมายืนอยู่ในโลกความเป็นจริงอีกครั้ง และตกตะกอนได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบไหน เราควรฟังเสียงหัวใจตัวเองให้มากหน่อย ก่อนที่มันจะกลายเป็นก้อนความเจ็บปวดที่นิยามชื่อเรียกไม่ได้
เป็นนวนิยายที่อ่านแล้วเจ็บในใจ ต้อนรับต้นปีได้แบบแสบๆ คันๆ เผลอยิ้มให้กับความทรงจำในอดีตแบบไม่รู้ตัว
ถ้าความความสัมพันธ์มันไกลออกไป และมีเงื่อนไขตั้งแต่ต้น ‘4600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกัน’ นวนิยายรักที่รักอย่างเดียวจะพอไหมนะ
ความสัมพันธ์ระยะไกลคงเป็นรักแบบสุดท้ายที่ผมจะเลือกมี แต่ถึงอย่างไรจะไกลไม่ไกล ใกล้ไม่ใกล้ ก็เป็นเรื่องของความรู้สึก - ไม่รู้สึกมากกว่า
ไอที่คุยกันทุกวัน แต่ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่แหละ เจ็บ!
ไอคำว่า ‘รัก’ นี่เป็นอะไรที่ท้าทายที่จะไขว่คว้ามันเหลือเกินนะ
ความสัมพันธ์ของตัวละครเรย์กับเนตรตกผลึกในห้วงหัวใจของผมขณะบรรเลงหนังสือ 4,600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกันของ ‘คุณนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์’ แบบดึงตัวเองไม่อยู่ หนังสือว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ ปัจจุบัน และอนาคต เป็นอะไรที่มนุษย์อย่างเราไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ ผมทำความรู้จักพวกเขาไปพร้อมกับทำความรู้จักตัวเองไปด้วย แม้จะไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางไกลขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเศษเสี้ยวความคลุมเครือของทั้งสองคนเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเคยรู้สึกอยู่
เนตรเป็นหนุ่มไทยที่ไปตั้งรกรากที่ญี่ปุ่น ส่วนเรย์ก็เป็นครีเอทิฟหนุ่มเอเจนซีที่ไทย เขาเป็นพี่น้องในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ใช้ชีวิตใกล้ๆ กัน แต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เรื่องราวมันเริ่มต้นตอนที่คืนสุดท้ายของเนตรที่ไทยก่อนจะกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น ได้ดีพทอล์กแลกเปลี่ยนเรื่องราวในร้านบาร์แห่งหนึ่ง จนเผลอเลยกลายมาเป็นความสัมพันธ์ทางไกลแบบผู้ใหญ่ของพวกเขา ทำให้ผมชั่งใจไม่ถูกว่ามันจะไปต่อได้หรือไม่
หากใครชอบความสัมพันธ์แบบหวือหวา เหมือนขึ้นรถไฟเหาะคงไม่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้ เพราะความสัมพันธ์ของเนตรกับเรย์ เขาเลือกใช้ความรู้สึกและความสบายใจมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสองก็มาพร้อมกับความรู้สึกอย่างว่า
ความรู้สึกที่เหมือนจะไม่รู้สึกแต่รู้สึก เหมือนจะเป็นไปไม่ได้แต่อยากให้เป็นไปได้
มวลในท้องที่คล้องจองด้วยความรู้สึกจึงตกผลึกขึ้นโดยมีระยะทางเป็นตัวกลางของความรัก พวกเขาก็แค่ปล่อยให้มันเกิด
ทุกอย่างดำเนินมาอย่างเงียบเชียบ สงบ และเข้าใจง่ายแบบคนโตๆ
เหตุเช่นนี้ เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายมันจึงเจ็บปวดเข้าถึงแกนกระดูก พวกเขาจะแบ่งโลกคนละซีกในยามค่ำคืน ยามดึกเขาวิดีโอคอลหา ยามรุ่งอรุณเขาส่งข้อความ แม้เทคโนโลยีจะทำให้พวกเขาใกล้กันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เขารักกันมากขึ้น คำพูดอาจดูใจร้ายไปหน่อยแต่ระหว่างทาง 4,600 กิโลเมตรของไทยสลับไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใจดีเช่นกัน
แม้จะแชต จะโทรทุกวัน แต่พวกเขานั้นไม่เคยตกลงกันว่าจะเป็นอะไร เราจะเห็นช่องโหว่ของความรักเป็นจำนวนมาก ความเงียบ ความหมางเมิน และความสงบเหล่านั้นไม่อาจกลายมาเป็นความสบายใจได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็น กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง เนตรมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปอยู่ที่ไทย ส่วนเรย์ก็ใช้ชีวิตในบริษัทยุ่งจนไม่คิดเรื่องอะไรนอกจากงาน งาน งาน
“คงเป็นเพราะที่เรากับเนตรเป็นอยู่มันเบลอๆ ละมั้ง เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร คนคุยเหรอ แล้วถ้าคุยกันอย่างนี้ต่อไปมันจะยังไงต่อ เราคิดว่ายังไม่พร้อมจะไปต่อกับเนตร และมันคงจบลงในสักวันที่เราหรือเนตรเจอคนใหม่ พอถึงตอนนั้นแม่งคงไม่ดีกับใครเลย”
คงไม่ต้องบอกถึงบทสรุปในตอนท้ายเล่มว่าเรื่องมันจะจบยังไง ทั้งคู่จะเอาตัวเองไปไว้ตำแหน่งไหนของความสัมพันธ์ และคำตอบไหนที่พวกเขาจะดึงดันเติมช่องว่างของตัวเองได้
คำว่า ‘รักแค่ไหนมันถึงจะพอ’ เลยเป็นคำถามที่หนักอึ้งขณะที่ผ่านได้อ่าน 4,600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกัน เพลย์ลิสต์ที่นักเขียนได้ทิ้งไว้ตอนท้ายเล่ม พอได้ฟังแล้วก็ทำให้ผมอิน และทำให้รู้สึกถึงความจริงยิ่งกว่าเดิม
เนตรกับเรย์เลือกรับผิดชอบการกระทำและความรู้สึกที่เกิดขึ้นของตัวเองที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ได้เจอกันที่ไทยมาแล้วหลายรอบ เป็นที่ที่ทั้งสองตกลงกันไว้ว่าจะมาเจอกัน ที่ที่ให้คำตอบว่าชีวิตไม่มีวันให้คำตอบกันถ้าไม่ยอมรับความจริง
เป็นอีกครั้งที่จะเหมือนจะเป็นไปได้แต่เป็นไปไม่ได้
เป็นอีกครั้งที่พวกเขาเลิกราและห่างกันไป
เป็นอีกครั้งที่เป็นแค่ ‘เหมือนจะ’ ที่เกิดขึ้นหลายพันครั้งในชีวิต
และเป็นอีกครั้งที่คิดว่าถ้าเราทำอะไรต่างออกไปมันจะจบเหมือนเดิมไหมนะ
พวกเขาจากลากันโดยสมบูรณ์ สมบูรณ์แบบไม่ต้องหาคำตอบให้ตัวเองเจ็บอีกแล้ว
เพราะโลกนี้มันไม่เคยมีคำตอบให้เราเลยถ้าสังเกต ถ้าเราปล่อยให้ใบมีดของคำถามอันไม่อาจได้มาซึ่งคำตอบเกิดขึ้นแล้ว ก็แปลว่าเราจำต้องยอมรับบาดแผลเหวอะหวะในใจที่จะเกิดขึ้นด้วย
สุดท้ายเขาก็ไม่อาจแลกความต่าง และสิ่งตรงกลางระหว่างกัน มีแค่สิ่งต่างของตนนั้นที่คอยโอบกอดเรย์กับเนตรเสมอมา แม้ตอนจบจะปลายเปิด แต่ผู้อ่านอย่างผมเองก็หวังว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดกับพวกเขา
แน่นอนว่าเนตรจะต้องใช้ชีวิตแสนสงบที่ญี่ปุ่นอยู่ เรย์ก็ยังขายงานและใช้ชีวิตแบบบาลันซ์ที่กรุงเทพ หรือไม่พวกเขาก็คงไปสักที่ กินข้าว หรือนั่งชิลล์กับใครสักคน คงเป็นอย่างนั้น
แต่สิ่งดีๆ ที่ผมว่านั้นก็คงเป็นความรักที่เกิดขึ้น แม้จะไม่สมหวังแต่อย่างน้อยมันก็ยังเกิดขึ้น จริงไหม?
You were the best but you were the worst
As sick as it sounds, I loved you first
I was a dick, it is what it is
A habit to kick, the age-old curse
I tend to laugh whenever I’m sad
I stare at the crash, it actually works
Making amends, this shit never ends
I’m wrong again, wrong again
เธอมีด้านดีที่สุดแต่ก็มีด้านแย่ที่สุดเหมือนกัน
ถึงจะฟังดูแย่ แต่ผมก็รักเธอก่อน
แม้ผมจะห่วยแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะผมเป็นอย่างนี้
ผมมักจะหัวเราะออกมาเวลาเศร้า
เพราะเวลาที่มองไปเห็นความผิดพลาด มันกลับช่วยได้เฉย
และแม้ผมจะพยายามแก้ไขมันให้ดียังไง
แต่ให้ตายก็ผิดพลาดอยู่ดี
I Love You, I’m Sorry - Gracie Abrams เพลงใน 4,600 AND MORE Playlist
ที่ผมชอบมากๆ และจริงสุดๆ ขณะอ่านถึงบรรทัดสุดท้าย
คงเป็นเราอีกแล้วทุกทีที่ไม่ยอมรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น ต่อให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรืออ่านไปเจ็บก็ตาม แม้แผลมันจะแสบ หรือปวดแค่ไหน สักวันมันคงจะหายดีขึ้นและทิ้งแผลเป็นในใจไว้ให้เราอยู่เป็นแน่
เป็นเหตุให้มนุษย์ก้าวต่อไปอย่าง(ไม่)สมบูรณ์
เพราะชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ จริงๆ สินะ
‘I LOVE YOU MORE THAN I CAN PAY’ ผมไม่อยากมีแฟนเป็นเศรษฐี นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่เงินทองเป็นของต้องห้าม
ความสัมพันธ์บางคนอาจต้องเดินทางข้ามทวีป หรือจะเป็นความสัมพันธ์เดินอยู่กับที่เป็นวงกลม ส่วนตัวผมคงต้องขอเดินเหมือนกันเพราะตังค์ขึ้นรถผมไม่มีแล้ว!
ขอเลือกเดินแทนการขึ้นรถเมล์เพราะเปลืองเงิน ความจนที่ทำเอา Beta Reader ออกปากว่าโอเวอร์มาก แต่หากเราอยู่ตรงนั้นคงได้ประสานเสียงกับนักเขียนอย่าง ‘กิตติศักดิ์ คงคา’ ว่า “มันมีจริงๆ!” นักเขียนที่เคยสารภาพว่าไม่เข้าใจคนไม่มีเงินแต่เมื่อชีวิตเริ่มเดินทางเขาก็ได้เริ่มรู้หน้าค่าตาความจนมากขึ้นว่าหน้าตาเป็นเช่นไร
“ผมอยากเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านน้ำเสียงของตัวเองต่อโลกใบนี้ที่โค้งงอ ไม่มากและไม่น้อยกว่าความรักที่บรรจงหยดเปื้อนไปบนเงินตราเปื้อนฝุ่น อันหวังจะสร้างรอยยิ้มให้คุณบ้างสักนิดก็คงดี”
ใครอยากเป็นเศรษฐี ฉันคนนี้ขอชูมือสุดแขน ตะโกนสุดเสียง ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ! ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเลือกคว้าเล่มนี้หนึ่งในเซต RE-LEARN-TIONSHIP เพราะคติที่เชื่อมั่นขัดกับชื่อหนังสือโดยสิ้นเชิง แต่พบว่าหลังจากวางขายเซตนี้ เจ้าเล่มสีชมพูกลายเป็นเล่มที่ขายดีที่สุดในสามเล่ม เพราะงั้นคงไม่ใช่แค่เราคนเดียวแล้วล่ะที่เชื่อในคติเหล่านี้ หากแต่ใครที่เปิดอ่านเล่มนี้คงยิ้มกันถ้วนหน้าตามที่ผู้เขียนหวังว่าอยากให้เป็น ไม่ยิ้มเขินก็ยิ้มทั้งน้ำตาว่าทำไมฐานะมันเหมือนเราจัง แต่จะเป็นพระเอกหรือนายเอกนั้นก็อีกเรื่อง…
ประหยัด ตระหนี่ถี่เหนียว
ไม่พูดมาก ไม่เรื่องมาก ไม่ซกมก
นอนไม่เปิดพัดลม ทำอาหารได้ ขัดห้องน้ำเป็น
ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่พักหารตามจริง (ห้ามสิ้นเปลืองเด็ดขาด!)
ห้ามพาใครมาห้องเด็ดขาด (ถ้าไม่ขออนุญาตล่วงหน้าก่อน)
นี่ไม่ใช่สเปกแต่เป็นกฎเหล็กในการหารูมเมตของ ‘โตเต’ หนุ่มน้อยที่ตราหน้าประจานตัวเองว่าจน พัดลมไม่เปิด เน็ตไม่สมัคร ผักก็เก็บกิน พ่วงมาด้วยสถานะตอนนี้ที่กำลังชอร์ตสุดๆ หวังแค่ว่าคนที่มาเคาะประตูเพื่ออยู่ร่วมกันจะเป็นสหายประเภทที่ว่ากัดก้อนเกลือกินพอๆ กันก็คงจะดี
“ความจนคือคนอื่นเป็นเรื่องเข้าใจง่ายมาก แต่ความจนคือตัวเองเป็นเรื่องเข้าใจยากเสมอ”
โตเตเชื่ออย่างนั้น แต่ผู้เข้าสมัครเพียงหนึ่งเดียวที่สนใจมาแคสเป็นรูมเมตกลับเป็น ‘กองทัพ’ หนุ่มหน้าตาดีที่หากไปแคสเป็นดาราช่องหลากสีคงผ่านฉลุย ออร่าลูกคุณหนูที่ทำเอาแสบตา กลิ่นโคโลญมีราคาทำเอาโตเตหลุดปากว่า “เหม็นกลิ่นคนรวยว่ะ”
จากรูปพรรณสันฐานของกองทัพดูก็รู้ว่าไม่ได้ขัดสนถึงขั้นจะต้องมาทำตามเงื่อนไขที่โตเตตั้งขึ้นมาสักนิด จนจับต้นชนปลายความจริงได้ว่าเพียงเพราะอาจารย์วิจารณ์โปรเจกต์เขาว่า ”เธอยังไม่เข้าใจความจนมากพอ” กองทัพจึงขอมาเดบิวต์ทดลองใช้ชีวิตเป็นคนจนซะเอง
จากปกติขับซูเปอร์คาร์ หันมาขึ้นรถประจำทาง
จากกินข้าวห้าง กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ข้างทางกระติกน้ำที่ต้องตักมือ
คุณหนูลูกเศรษฐีที่เหมือนทำทีมาถ่ายรายการไฮโซบ้านนอก กลับเริ่มทำความรู้จักความจนจนเริ่มเชี่ยวชาญ แต่สุดท้ายนี่มันก็เป็นแค่แพ็กเกจชีวิตที่กองทัพแค่มาทดลองใช้ ความจนของจริงมันน่ากลัวกว่านี้เป็นไหนๆ เพราะสุดท้ายโตเตก็ดันถูกความจนเล่นงานสาหัสจากกระติกน้ำมือตักจนได้บทเรียนราคาแพง (แพงจริงเพราะต้องแอดมิตด่วน!)
“กูเข้าใจว่ามึงไม่มีเงินแต่บางอย่างกูว่ามันต้องยอมจ่ายบ้างป่าววะ มึงประหยัดกับเรื่องเล็กน้อยแต่สุดท้ายต้องมาจ่ายในเรื่องที่แพงกว่าก็ไม่คุ้มหรอก”
“กูไม่ได้จนเป็นงานอดิเรกนะกูจนเพราะจนจริงๆ มึงคิดว่าประเทศนี้มีตัวเลือกให้คนจนเลือกมากนักหรอมันไม่ดีถึงได้มีราคาถูกไง”
บทสนทนาหน้านี้ทำเราสะอึกนั่งนิ่งนึกอยู่พักใหญ่ แต่ก่อนเราเคยพูดประโยคเดียวกับกองทัพไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ ดีที่ว่าตอนนั้นไม่ได้เจอตัวละครที่เหมือนโตเตสวนมาทันควันแบบนี้ แต่พอได้รู้จักคนแบบนั้นเจอเหตุการณ์แบบนี้ หันมองรอบตัวเพิ่มแง่เพิ่มมุมขยายออกไป หากถ้ามาถามเราอีกทีในวันนี้เราคงขอเลือกตอบแบบโตเตทันทีเหมือนกัน
ภาพของกองทัพซ้อนทับกับใครบางคนที่ยังเป็นบาดแผลกัดลึกอยู่ในใจโตเต แผลเป็นที่ยังไม่สมานได้ง่ายๆ หากใครเอามือมากดก็ยังคงแอบรู้สึกปวดหนึบ
“แค่นี้เอง ซื้อให้เพราะอยากให้ มากเท่าไหร่เราก็จ่ายให้เธอได้”
ความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่สุดท้ายต้องจบด้วยประโยคน้ำเน่าว่า “เราต่างกันเกินไป” ถึงรักมากแค่ไหนโตเตก็คงไม่สามารถคบกับใครได้ด้วยความรู้สึกติดหนี้บุญคุณไปตลอดชีวิต หลายการกระทำที่ถูกปฏิบัติมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกจ้างให้มารักแต่กลับไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหลืออยู่เลย บาดแผลช้ำรักถูกปิดด้วยพลาสเตอร์อันโตที่เขียนว่า โนมอร์แฟนรวย!
แต่ไม่ใช่ว่าแผลนี้จะไม่มียาแก้แผลเป็นซะหน่อย แม้กองทัพจะยังไม่ค่อยเข้าใจความจนสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับการเรียนรู้ โตเตบอกว่าไม่ กองทัพก็เลือกทำความเข้าใจ โตเตไม่อยากเปลี่ยน กองทัพก็แค่ปรับ โตเตไม่ชอบใช้ตังค์ กองทัพก็เสนอของฟรี
“ลองคบกันมั้ย ไม่มีอะไรสึกหรอ ผมให้ทดลองใช้ก่อน ชอบค่อยซื้อตัวเต็ม ลองฟรีไม่คิดเงิน”
“ดีล”
กองทัพคนรวยที่แสนสมบูรณ์แบบ ใช้เงินแก้ปัญหา และรู้จักความจนน้อยนิดจนเหมือนอยู่กันคนละจักรวาล แต่โตเตเองก็ไม่ต่างกันมากคนจนที่สมบูรณ์แบบ ต่อต้านเงินอย่างไม่มีเหตุผล และมีอคติกับความรวยราวกับตนเองไม่ต้องการ “หรือว่าความรักยิ่งใหญ่กว่าเงินในกระเป๋า” อย่างที่ ‘พี่แจ็ป The Richman Toy’ บอกจริงๆ
เชื่อว่าผู้อ่านหลายหลายคนคงเคยสวมบทบาทเป็นทั้งกองทัพหรือไม่ก็โตเตที่พยายามจะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบตามความคิดของตัวเอง เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับคนรักแต่กลับลืมถามไปว่าใครคนนั้นพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือเปล่า หากผู้รับไม่ปรารถนาที่จะได้รับความปรารถนาดีนั้นก็กลับกลายเป็นความทรมานได้เช่นกันในที่สุด
สุดท้ายนี้ถ้าใครมีคนรักถามว่า “รักเค้าแค่ไหน”
ขอให้ตอบกลับไปว่า “รักคุณมากกว่าเครื่องปรับอากาศตอนกลางเดือนเมษายน”