โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปที่นี่ มติ ครม. ล่าสุด สั่งหน่วยงานรัฐ "ประหยัดพลังงาน" รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง มีมาตรการอะไรบ้าง?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สรุปที่นี่ มติ ครม. ล่าสุด สั่งหน่วยงานรัฐ

"รัฐบาล" สั่งด่วนลดใช้ไฟฟ้า ประหยัดพลังงานภาครัฐ หลังสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบราคาน้ำมันโลก "หน่วยงานราชการ" Work From Home ทันทีในงานที่ไม่กระทบบริการประชาชน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานราชการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานของภาครัฐและรับมือความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

มาตรการสำคัญ คือ

1. มาตรการ Work from Home และงานบริการ

ให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ข้อยกเว้น สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน
2. มาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน
รณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ "ถอดสูท" ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน ซึ่งเริ่มมีการปฏิบัติแล้วในการประชุมครม.ในวันนี้
กำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม
3. การเดินทางไปต่างประเทศ
สั่งระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับในขณะนี้
ข้อยกเว้น หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การดำเนินนโยบาย Work From Home ในขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดภาคการศึกษา แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเปิดภาคเรียน กระทรวงจะพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้ง

ทั้งนี้ บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในสถานที่ ยังสามารถเข้าทำงานได้ตามความเหมาะสม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศเป็นวาระเร่งด่วน

ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

สำหรับมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วยการปรับการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยกำหนดอุณหภูมิที่ 26–27 องศาเซลเซียส และส่งเสริมให้สวมเสื้อแขนสั้น งดสวมสูทและผูกเนกไท ยกเว้นในโอกาสพิธีการ

รวมถึงมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ ปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน ลดการใช้ลิฟต์โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ และลดการใช้กระดาษด้วยการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร

ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสม เพื่อลดการเดินทางและการใช้พลังงาน

การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง มีมาตรการให้หน่วยงานตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม ใช้รถร่วมกันหรือ Car Pool และวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์วิกฤต

หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการจัดหาพลังงาน รัฐบาลอาจพิจารณามาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น การจำกัดการใช้ไฟฟ้าสำหรับป้ายโฆษณา ป้ายร้านค้า ป้ายโรงภาพยนตร์ และสถานที่ประกอบธุรกิจ โดยให้ปิดไฟตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงการกำหนดเวลาเปิด–ปิดสถานีบริการน้ำมันไม่เกินเวลา 22.00 น. ยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงสายหลัก

ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ 5% จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ราว 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ 5% จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน

รัฐบาลระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และเป็นต้นแบบให้ภาคส่วนอื่นของสังคมร่วมกันประหยัดพลังงาน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...