โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โลกเสี่ยงย้อนรอยวิกฤตยุค 1970? นักลงทุนผวา Stagflation กลับมาอีกครั้ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มีนาคม 2569 เวลา 18.05 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลสงครามตะวันออกกลางจุดชนวนภาวะ Stagflation คล้ายวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์ กดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัว

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 23.36 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อสูง คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อราว 50 ปีก่อนในทศวรรษ 1970 ที่การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจกลับอ่อนแอลงอย่างหนัก

คาสปาร์ เฮนเซ ผู้จัดการพอร์ตจาก RBC BlueBay Asset Management ระบุว่า ความเสี่ยงของสถานการณ์แบบทศวรรษ 1970 กำลังเพิ่มขึ้น โดยหากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สถานะของพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจถูกตั้งคำถาม และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วทั้งตลาดการเงิน

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความกังวลเรื่อง Stagflation คือการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มทำสถิติการปรับขึ้นรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 ขณะเดียวกันราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ประมาณ 70% ตั้งแต่ต้นปี ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติขายส่งในยุโรปก็พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี

การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานถือเป็นข่าวร้ายสำหรับเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า โดยทั่วไป ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 5% จะผลักดันเงินเฟ้อของประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่สูงยังสามารถกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก 10% จะทำให้ผลผลิตเศรษฐกิจโลกลดลงประมาณ 0.1–0.2% และในอดีตการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันก็เคยมีส่วนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ในปี 1973, 1980, 1990 และ 2008

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออาจยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักขึ้นออสแทน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาชิคาโก ระบุว่า โลกอาจกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมแบบ Stagflation ที่ยากลำบากที่สุดรูปแบบหนึ่ง ขณะที่ตลาดการเงินเริ่มปรับมุมมองนโยบายการเงินใหม่ โดยปัจจุบันนักลงทุนมองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้ม ขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ จากเดิมที่ก่อนเกิดสงครามตลาดยังคาดการณ์ว่ามีโอกาส 40% ที่จะปรับลดดอกเบี้ย

ด้าน ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ก็ถูกประเมินว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอย่างน้อยสองครั้ง นักวิเคราะห์จาก Commerzbank ระบุว่า ความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอาจลดลงได้ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเท่านั้น แม้ว่าผู้กำหนดนโยบายบางส่วนของ ECB จะเริ่มกังวลถึงความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังส่งผลให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกถูกเทขาย เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์ตราสารหนี้ลดลง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่ไวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ย ในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสองปีพุ่งขึ้นเกือบ 50 จุดพื้นฐานในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตงบประมาณปี 2565

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีของเยอรมนีและออสเตรเลียเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 จุดพื้นฐาน ส่วนพันธบัตรสองปีของสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 13 จุดพื้นฐาน ภาวะดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปสนใจ พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับเงินเฟ้อ (Inflation-linked bonds) ซึ่งให้ผลตอบแทนปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้า (breakeven inflation) ของพันธบัตรอังกฤษอายุ 5 ปีเพิ่มขึ้น 28 จุดพื้นฐานตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และแตะเกือบ 3.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐอาจได้รับผลกระทบจากภาวะ Stagflation น้อยกว่ายุโรปหรือเอเชีย เนื่องจากสหรัฐและประเทศในทวีปอเมริกามีทรัพยากรสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมากและมีความพึ่งพาตนเองสูง โดยเฉพาะน้ำมัน ปุ๋ย และฮีเลียมซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้นแม้ว่าสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดสหรัฐยังคงปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ดัชนี S&P 500 ลดลงประมาณ 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปลดลง 5.5% และดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นลดลง 6.3%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่ได้ปลอดภัยจากความเสี่ยงนี้ทั้งหมด เพราะก่อนเกิดวิกฤตราคาพลังงาน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เริ่มมีสัญญาณเปราะบางอยู่แล้ว เช่น การจ้างงานที่ลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนกุมภาพันธ์ และข้อมูลเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ภายใต้ภาวะ Stagflation นักลงทุนเผชิญความท้าทายอย่างมากในการหาสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากภาวะดังกล่าวมักกดดันทั้ง ตลาดหุ้น พันธบัตรที่ไม่ผูกกับเงินเฟ้อ และแม้แต่ทองคำ ซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณ 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากแรงขายเพื่อนำเงินไปชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น

ในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่ยังคงแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์จาก Societe Generale ระบุว่า สหรัฐเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่และมีศักยภาพรับมือกับช็อกด้านพลังงานได้ดีกว่าประเทศอื่น แม้ว่าจะมีผลกระทบทางการเมืองตามมา แต่สถานการณ์เช่นนี้ ยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร จะได้รับผลกระทบหนักกว่าอย่างเห็นได้ชัด

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...