“รังสิมันต์” เชื่อ ปชช.อยากเห็น ครม.ที่เอาความสามารถเป็นตัวตั้ง ลั่น ‘รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ พึ่งพาได้กี่คน
“รังสิมันต์” เชื่อ ปชช.อยากเห็น ครม.ที่เอาความสามารถเป็นตัวตั้ง ลั่น ‘รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ พึ่งพาได้กี่คน เย้ย ‘กธ.’ ไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นฝ่ายค้านแน่หรือไม่ เดี๋ยวก็รู้ หวั่น ‘ชนนพัฒฐ์’ อ้างเรื่องเอกสิทธิ์ สส.พร้อม อยากเห็น จนท.ขยันขันแข็งเหมือนช่วงเลือกตั้ง พ้อ ทีพรรคส้มรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม - ถาม รบ. โฟกัสปัญหาประชาชนหรือไม่ หลังนายกฯ เดินทางร่วมสัมมนาพรรคท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง จี้ รบ.เปิดข้อมูลจริง ยันปชช.ต้องรู้สถานการณ์ประเทศไม่ใช่เพียงสร้างความเชื่อมั่น
วันที่ 10 มี.ค. 69 ที่ รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลที่มี ”แก๊งลูกบังเกิดเกล้า“ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และทายาททางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ว่า ข่าวที่ออกมาตอนนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ คงสรุปไม่ได้ 100 % แต่ถ้ามองในมุมความคาดหวังของประชาชน ประชาชนคาดหวัง ครม.ที่เอาความสามารถเป็นตัวตั้ง มากกว่าการเอาวงศาคณาญาติมาเป็นตัวตั้ง ขอให้มองรอบตัว ความท้าทายของประเทศมีเยอะแยะ
หากถามว่าจะพึ่งพารัฐมนตรีได้กี่คน ที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญ ที่เหลือปล่อยให้คนที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าทำแบบนั้นภายใต้สถานการณ์ของประเทศแบบนี้ คำถามคือ จะพร้อมรับมือความท้าทายจริงหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถมากกว่าวงศ์ตระกูล
สำหรับการตรวจสอบของพรรคประชาชน เราทำมาเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ท่ามกลางข้อจำกัด เช่น เมื่อสภาฯ ยังไม่เปิดก็จะมีข้อจำกัดเรื่องของกลไกคณะกรรมาธิการ แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องข้อมูลเท่าที่จะทำได้ เราก็ดำเนินการ ตนเองก็เกาะติดเรื่องเบน สมิธ เมื่อวานมีข่าวมาว่า สิงคโปร์จับกุม 2 กรรมการ ที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัท CAI เกี่ยวพันกับกรณีสแกนม่านตา และการไล่ซื้อหุ้นในบริษัทในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับกองทุนของบริษัทฮุยวัน กรุ๊ป มีเส้นเงินไหลเวียนมากมายมหาศาลเราจึงอยากเห็นการขยายผล
ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาอย่างสม่ำเสมอของรัฐบาลจะหายไป ยกตัวอย่างการออกหมายจับเบน สมิธ ในคดีไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับคดีจำนวนมากที่รออยู่ ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้านบาท แต่ไม่ออกหมายจับในคดีที่ใหญ่กว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด รวมถึงการขยายผลไปถึงนักการเมืองที่เชื่อมโยง แม้จะมีการส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. แต่สแกมเมอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นคดีนอกราชอาณาจักรได้ แต่ไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เราอยากเห็นมาตรฐานการเอาจริงเอาจังในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ แม้แต่กรณีของ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.เขต 4 จ.สงขลา พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงว่านักการเมืองแบบนี้จะซื้อเวลาให้ตนเอง ผ่านช่วงปฏิญาณตน สามารถเข้าทำหน้าที่ในสภาฯ ได้ สุดท้ายอ้างเรื่องเอกสิทธิ์สส.และสิทธิพิเศษต่าง ๆ เราอยากเห็นการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหมือนช่วงเลือกตั้ง ที่มีความขยันขันแข็งกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันว่า จะไม่มีใครหลุดพ้นจากการดำเนินคดีตามกฏหมายได้ ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองบางคนซื้อเวลา ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นวาระของชาติ กลายเป็นวาระผลประโยชน์ วาระการช่วยเหลือพวกพ้อง ใครตีสนิทมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ สุดท้ายก็ไม่มีการดำเนินการ
นอกจากนี้ยังมีเครื่องบิน ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ จะมีความชัดเจนอย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่าต้องการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาอย่างไร เหล่านี้เป็นหน้าที่ของว่าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเราจะดำเนินการตรวจสอบ ถ้าสภาฯ เปิดได้เร็วก็จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด แต่น่าเสียดายสภาฯ ชุดนี้มีข้อครหามัวหมอง เรื่องการเลือกตั้งและมีคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม
เมื่อถามว่าหากสภาฯเปิดแล้วจะมีการหารือส่งตัวนายชนพัฒน์ ไปดำเนินคดีหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มันมีกระบวนการ สภาฯ ที่ผ่านมามีน้อยมากที่จะส่งตัว สส.ไปดำเนินคดี ดังนั้นจังหวะที่ดีที่สุด เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รู้อยู่แล้ว
“ถ้าเรื่องนี้เป็นพรรคส้มท่านไม่ต้องห่วงรวดเร็วปานกามมนิตหนุ่ม แต่ถ้าเป็นพรรคอื่น อย่างกรณีนายชนพัฒน์ เข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ การอ้างวันที่ 12 มี.ค. 69 นี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ “
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า มองไปถึงประชาชนที่ถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ยังไม่เคยง่าย ๆ สบาย ๆ แบบนี้ แต่กับนายชนนพัฒน์ ถึงมีท่าทีในการปล่อยให้เขาใช้เวลาปกติสุขแบบนี้ สามารถไปกล่าวในงานแต่งได้ แบบนี้เป็นการหยามกฎหมาย ก็กลับมาที่คำถามว่ามาตรฐานการแก้ปัญหาสแกมเมอร์และเว็บพนันอยู่ตรงไหน จะขยันขันแข็งกันช่วงเลือกตั้งใช่หรือไม่ ช่วงนี้จึงเป็นการประสานมิตรอุ้มชูมิตรหรือไม่ อาจเกิดความไม่สบายใจกับพี่น้องประชาชนต่อประสิทธิภาพของรัฐบาล
เมื่อถามถึงโอกาสที่พรรคประชาชนจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแข่ง นายรังสิมันต์ ระบุว่า ตอนนี้เรายังเรียกพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่มั่นใจว่าฝ่ายค้านมีเท่าไร ไม่รู้จะมีงูเห่าอีกหรือไม่ ในฐานะพรรคประชาชนเรื่องการเสนอชื่อ แข่งประธานสภาณและนายกฯ ขอให้โฆษกพรรคเป็นผู้ชี้แจง ส่วนความชัดเจนที่พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมฝ่ายค้าน ขอให้ไปถามร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เราเคยพูดตอนหาเสียงว่าจะไม่โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าพรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งเรารักษาคำพูดที่พูดไว้กับประชาชน เมื่อนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งก็มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล เราคงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ
ทั้งนี้นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่าตนไม่รู้จริง ๆ ว่าพรรคการเมืองอื่น เช่น กล้าธรรม เขาตัดสินใจอย่างไรเพราะการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นมีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง คือเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน และเขาไม่ให้เป็นรัฐบาล ไม่มั่นใจว่ากรณีพรรคกล้าธรรมพูดสรุปจบได้หรือไม่ว่า เขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ ๆ ขอให้รอดูเพราะเหลือไม่กี่วันก็รู้แล้ว
ส่วนการรับมือของรัฐบาลต่อผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ และต้องยอมรับว่ามีคำถามว่าการสำรองพลังงานที่เคยระบุว่าสามารถรองรับได้ภายในกรอบเวลา 60 วันนั้น จะเพียงพอจริงหรือไม่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงมากขึ้น
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ประเด็นปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องน้ำมันเท่านั้น แต่ขณะนี้เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการขาดแคลนปุ๋ยด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจในภาพรวม โดยยอมรับว่ารัฐบาลมีท่าทีออกมาแถลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ซึ่งตนเข้าใจถึงความจำเป็นของการสื่อสารลักษณะดังกล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ได้มีเพียงความเชื่อมั่นจากรัฐบาล แต่ต้องการทราบความจริงของสถานการณ์ว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปยับยั้งหรือควบคุมได้ และย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องการทราบคือควรเตรียมตัวอย่างไร และกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบใด รัฐบาลจึงควรออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะ พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงระบุว่าเอาอยู่หรือมีเพียงพอเท่านั้น เพราะหากรัฐบาลสื่อสารเพียงลักษณะดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนมองว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารแบบเดิมของรัฐบาลในอดีตที่มักยืนยันว่าพร้อมรับมือ แต่สุดท้ายไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
นายรังสิมันต์ มองว่า ในเวลานี้รัฐบาลควรนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ พร้อมกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังความสมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง เช่น หากจำเป็นต้องจัดหาน้ำมันเพิ่ม รัฐบาลมีแผนจะจัดซื้อจากแหล่งใด หรือจะดำเนินการอย่างไร
นายรังสิมันต์ เชื่อว่า รัฐบาลสามารถเปิดเผยข้อมูลบางส่วนต่อสาธารณะได้ แม้บางเรื่องอาจยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ควรมีการสื่อสารอย่างน้อยในระดับหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังทำงานอย่างหนักในการประสานงานและเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของฝ่ายบริหาร ว่าในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ กลับปรากฏภาพว่านายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมกิจกรรมสัมมนาพรรคการเมือง และพรรคภูมิใจไทยยังลงพื้นที่ในกรณีพื้นที่เขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและโฟกัสกับการแก้ปัญหาที่กระทบต่อประชาชนมากเพียงใดในช่วงเวลานี้