ภาษีทรัมป์เขย่า “อุตสาหกรรมรถแคนาดา” ดันหันซบจีน-เอเชีย หาอนาคตใหม่ยานยนต์
ภาษีทรัมป์เขย่า "อุตสาหกรรมรถแคนาดา" เริ่มเปิดทางดึงลงทุนจากจีน-เอเชีย พร้อมออกมาตรการกดดันผู้ผลิตให้ตั้งฐานผลิตในประเทศ
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐ กำลังเร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์แคนาดาเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่พึ่งพาค่ายรถอเมริกันมาอย่างยาวนาน สู่การมองหาพันธมิตรใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะจีน
กรณีของ Mike Horne อดีตพนักงานสายการประกอบของ General Motors ที่โรงงาน CAMI เมืองอินเกอร์ซอลล์ รัฐออนแทรีโอ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน หลัง GM ปิดสายการผลิตที่เขาทำงานมานานกว่า 20 ปี จากโรงงานที่เคยผลิต Chevrolet Equinox วันละหลายร้อยคัน ถูกปรับไปผลิตรถตู้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่ยอดขายไม่เป็นไปตามคาด และยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาเข้าสหรัฐ
Horne ยอมรับว่าคงถึงเวลาต้องมองไปข้างหน้า เพราะโอกาสที่งานจะกลับมาเหมือนเดิมแทบไม่มีอีกแล้ว และเขาไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้ คนงานยานยนต์จำนวนมากในออนแทรีโอกำลังเผชิญชะตาเดียวกัน หลังค่ายรถดีทรอยต์เร่งลดการจ้างงานและกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์
รัฐบาลแคนาดา ภายใต้การนำของมาร์ก คาร์นีย์ และรัฐมนตรีอุตสาหกรรม Melanie Joly เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า หากบริษัทรถยนต์สหรัฐค่อย ๆ ถอนตัวจากแคนาดา ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเอื้อประโยชน์ให้เหมือนในอดีตอีกต่อไป
โดย 2 มาตรการสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน ได้แก่
- การเปิดทางดึงดูดการลงทุนจากจีน ซึ่งอาจทำให้เห็นรถจากแบรนด์อย่าง BYD หรือ Chery ผลิตในแคนาดาในอนาคต
- การออกยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่ พร้อมระบบเครดิตนำเข้า ที่ให้สิทธิประโยชน์กับค่ายรถที่ผลิตในประเทศ หากต้องการขายรถในแคนาดาโดยไม่เสียภาษี
เป้าหมาย คือ การส่งสัญญาณไปยังผู้ผลิตว่าอยากขายในแคนาดา ต้องผลิตในแคนาดา ซึ่งถือเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อ GM ที่เป็นเจ้าตลาดในประเทศ แต่ปัจจุบันเหลือโรงงานประกอบเพียงแห่งเดียวที่ผลิตรถกระบะเชฟโรเลต
ภาพรวมอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ค่ายรถดีทรอยต์สามราย GM, Stellantis และ Ford Motor Company เคยครองสัดส่วนการผลิตรถในแคนาดามากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ปีที่แล้วเหลือเพียง 23% ขณะที่ผู้เล่นหลักกลับกลายเป็น Honda Motor และ Toyota Motor
ฝั่งผู้ประกอบการยานยนต์สหรัฐแสดงท่าทีระมัดระวังต่อแผนเครดิตนำเข้า โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดาเร่งเจรจากับวอชิงตันเพื่อยุติสงครามภาษีมากกว่าเพิ่มมาตรการตอบโต้
ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญในแคนาดามองว่า ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดจากทรัมป์เท่านั้น แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศหดตัวต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว จำนวนรถที่ประกอบในแคนาดาลดจากราว 3 ล้านคันในปี 2543 เหลือเพียง 1.3 ล้านคันในปี 2567 และการกลับมาของทรัมป์เพียงทำให้ “วิกฤติเดิม” ชัดเจนและเร่งตัวขึ้น
แม้ภาคการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยังพอเป็นจุดสว่าง แต่ผู้ประกอบการก็เผชิญต้นทุนเอกสารและขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากจากสงครามการค้า
สำหรับรัฐบาลแคนาดา การเปิดไพ่จีนถูกมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ แม้จะเสี่ยงต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ เพราะจีนคือผู้นำโลกด้านการผลิตรถยนต์และรถไฟฟ้า และสามารถผลิตได้ในต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิชาการบางรายสรุปตรงกันว่า หากแคนาดายังผูกอนาคตไว้กับค่ายรถสหรัฐ เพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมจะยิ่งถดถอย แต่หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จำเป็นต้องใช้นโยบายอุตสาหกรรมที่กล้าหาญกว่าเดิม และเปิดรับผู้เล่นใหม่จากเอเชีย แม้จะเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองก็ตาม
อ้างอิง : www.bloomberg.com