ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : ราชาธิปไตย (1)
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ศัพท์สามคำในปีกขวาสุดโต่ง : ราชาธิปไตย (1)
หนึ่งเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่สอง โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข่าวใน Truth Social อันเป็นโซเชียลมีเดียของตนว่า รัฐบาลของเขาได้ยกเลิกมาตรการเก็บเงินค่าธรรมเนียมรถติดของทางการมหานครนิวยอร์กแล้ว พร้อมข้อความตบท้ายปลาบปลื้มสรรเสริญตัวเองว่า “ทรงพระเจริญ” (“LONG LIVE THE KING!” https://www.yahoo.com/news/republicans-happily-roll-over-trump-203609252.html)
บรรดาลูกขุนพลอยพยักและนางสนองพระโอษฐ์ในทีมบริหารของทรัมป์ที่ทำเนียบขาวพากันเชลียร์ขานรับ ความห่ามเหิมของเจ้านายโดยใช้คอมพิวเตอร์สร้างรูปเทียมเลียนแบบหน้าปกนิตยสาร Time เป็นภาพทรัมป์สวมมงกุฎทองพร้อมข้อความ “ทรงพระเจริญ” โพสต์ลงโซเชียลมีเดียต่างๆ ของทำเนียบขาว ก่อให้เกิดเสียงตำหนิ วิจารณ์อื้อฉาวในอเมริกา (ภาพซ้ายสุดด้านบน https://www.nbcnews.com/politics/donald-trump/king-trump-rcna192912 & https://phlcouncil.com/trump-king-resolution/)
ยิ่งด่าเหมือนยิ่งยุ ต้นเดือนพฤษภาคมศกก่อน ทรัมป์ก็จุดกระแสวิวาทะการนำเสนอตัวเขาเองรอบใหม่ขึ้นอีก โดยสร้างภาพตัวเองใส่ชุดเสื้อคลุมขาว สวมหมวกสังฆราชและห้อยกางเขนทองคล้องคอเหมือนพระสันตะปาปาออกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียของทำเนียบขาว (ภาพกลางบน https://x.com/WhiteHouse/status/1918502592335724809)
โดยไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ระหว่างพิธีศพพระสันตะปาปาฟรานซิสที่กรุงโรม ทรัมป์ประกาศกร่างว่า “ผมอยากเป็นโป๊ปว่ะ นั่นจะเป็นตัวเลือกแรกของผมเลยละ” (https://www.facebook.com/watch/?v=669177772698351)
หลังสุดเมื่อเดือนตุลาคมศกก่อน ทรัมป์ก็โพสต์เผยแพร่คลิปวิดีโอสร้างโดย AI ที่ตัวเขาเองสวมชุดนักบินและมงกุฎทองขับเครื่องบินขับไล่ไปทิ้งกองอึมหึมาใส่ขบวนผู้ชุมนุมประท้วงชาวอเมริกันที่ต่อต้านรัฐบาลของเขาอย่างอุจาดสะใจ (https://www.youtube.com/watch?v=ugrn6DNAYEU) ค่าที่ผู้ประท้วงเหล่านั้นเห็นว่านับวัน รัฐบาลทรัมป์เลื่อนไหลไปใช้อำนาจอัตตาธิปไตยหนักข้อขึ้นทุกที พร้อมชูป้ายคำขวัญเด่นหราว่า “No Kings” (ไม่เอาพระราชาเฟ้ย https://www.nokings.org/)
เรามิควรตีความประเมินค่าจินตนากรรมปราบดาภิเษกข้างต้นนี้ว่า เป็นแค่ตัวอย่างเสริมเติมซึ่งอุปนิสัยสันดานห่ามเหิมก้าวร้าวของทรัมป์เอง, หรืออาการหลงละเมอเพ้อพกเนื่องจากพยาธิสภาพมักใหญ่ใฝ่สูงทางจิต, หรือยุทธวิธีที่มุ่ง “ทิ้งอึปูพรมให้ท่วมมันทั้งเขต” แบบที่สตีฟ แบนนอน อดีตหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ทำเนียบขาวของทรัมป์ เคยบอก
ตรงกันข้าม มันเป็นการแสดงออกอย่างประจักษ์แก่ตาซึ่งการหวนกลับมาของชุดความคิดและวาทกรรมย้อนยุค ที่ผู้คนมักไม่ใส่ใจในคริสต์ทศวรรษ 2020 อันเสนอว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) เป็นระบอบการเมืองที่พึงปรารถนาหรือแม้กระทั่งจำเป็นเพื่อพลิกทวนหวนกลับตาลปัตรความเสื่อมโทรมตกต่ำอย่างไม่หยุดยั้งของสังคมตะวันตก
กล่าวในแง่นี้ อาการโหยหาการเมืองย้อนยุคของทรัมป์มิใช่กรณียกเว้นหนึ่งเดียวในหมู่ผู้นำขวาจัดแต่อย่างใด!
นับแต่ปลายปี 2023 มา ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล แห่งเอลซัลวาดอร์ (ภาพซ้ายบน) ได้ปรับแก้ประวัติย่อของเขาบนโซเชียลมีเดีย X จาก “เผด็จการที่เจ๋งที่สุดในโลก” (https://www.bbc.com/thai/articles/c3gez007yw7o) ไปเป็น “ราชาปราชญ์” อันเป็นแนวคิดของเพลโต นักปรัชญากรีกโบราณในงานเรื่องอุตมรัฐ (The Republic ดู สมบัติ จันทรวงศ์, ความนำว่าด้วยอุตมรัฐของเพลโต้, 2527)
ในช่วงเดียวกัน ระหว่างรณรงค์เลือกตั้งจนประสบชัยชนะได้เข้าสู่ทำเนียบชมพูในตำแหน่งประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ฮาเวียร์ มิเล (ภาพขวาบน) ก็ร้องเพลง Panic Show ของวงดนตรีฮาร์ดร็อก La Renga ชื่อดังของอาร์เจนตินาบนเวทีหาเสียงด้วย โดยปรับแก้เนื้อเพลงท่อนที่พูดถึงตัวเองเป็น “พระราชา” กับ “ราชสีห์” แทน มิเล ยังใช้ฉายาเรียกตัวเองเช่นนี้ในการชุมนุมปราศรัยทุกครั้งซึ่งมักแปรสภาพกลายเป็นการแสดงคอนเสิร์ตไป (https://www.theguardian.com/world/article/2024/may/23/javier-milei-buenos-aires-argentina)
ภายใต้ฉากบังหน้าว่าเป็นการก่อกวนหาเรื่องหรือยั่วให้ยัวะทางออนไลน์ อันเป็นสายใยพฤติกรรมของพวกขวาจัดแห่งสหัสวรรษที่สามนั้น สิ่งอันซ่อนแฝงอยู่ในทางเป็นจริงคือความคิดการเมืองนิยมราชาธิปไตยซึ่งกลุ่มปัญญาชน อินฟลูเอนเซอร์และนักเคลื่อนไหวในแนวอนุรักษนิยมสุดโต่ง อิสรเสรีนิยมหัวเก่าและนีโอปฏิกิริยาพากันปกป้องแก้ต่างให้มาช้านาน
เรือธงโด่เด่ในหมู่นักคิดขวาจัดเหล่านี้ได้แก่เคอร์ติส ยาร์วิน (1973-ปัจจุบัน) บล็อกเกอร์ชาวอเมริกันผู้ค่อนข้างปิดงำอำพรางตัวจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ หากแต่เป็นที่รู้จักกันมากกว่าใต้นามแฝงว่า เมนเชียส (เม่งจื๊อ) โมลด์บัก ค่าที่เขาได้แรงหนุนจากปีเตอร์ เทียล อภิมหาเศรษฐีไฮเทคนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา จนกลายเป็นดาวเด่นของพวกขวาจัดผู้สามารถกระซิบกระซาบป้อนความคิดพิสดารเข้าหูเหล่านายทุนนักล่าหน้าใหม่ผู้ยึดกุมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้ได้
ในงานตีพิมพ์สำนวนประชดประเทียดเสียดสีมากมายหลายชิ้นของเขาซึ่งมักอ้างถึงภาพยนตร์เรื่องต่างๆ อย่าง The Matrix (1999) และอวดโอ่จุดยืนต่อต้านวงวิชาการนั้น ยาร์วินตอกย้ำซ้ำซากความคิดทฤษฎีนีโอปฏิกิริยาชุดเดิมของตัวนับแต่ปี 2007 เมื่อเขาเริ่มเปิดบล็อกของตัวเองชื่อ UNQUALIFIED RESERVATIONS BY MENCIUS MOLDBUG (https://www.unqualified-reservations.org/) อันได้แก่ :
1) ระบอบประชาธิปไตยดังที่เป็นอยู่ทั้งหลายหาใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ หากเป็นระบอบคณาธิปไตย ภายใต้การควบคุมของชนชั้นข้าราชการซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นรัฐพันลึกหรือที่เขาเรียกว่า “มหาวิหาร” (the Cathedral) ต่างหาก ตัวแทนหลักของรัฐพันลึก/มหาวิหารที่ว่านี้ได้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาที่เรียกว่า Ivy League และหนังสือพิมพ์ The New York Times
(อนึ่ง Ivy League หรือสันนิบาตไม้เลื้อยไอวี หมายถึง มหาวิทยาลัยวิจัยของเอกชน 8 แห่งที่ถือว่าทรงเกียรติคุณทางวิชาการอย่างสูง และเป็นสถาบันของชนชั้นนำทางสังคมซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยเยล, มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน, มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, มหาวิทยาลัยบราวน์, มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ, และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ส่วนชื่อไอวีมาจากไม้เลื้อยพันธุ์ที่บัณฑิตรุ่นอาวุโสของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ปลูกไว้บนตัวอาคารเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนถาวรของรุ่นตน)
ตัวอย่างการบิดเบือนเฉไฉประวัติศาสตร์ขนานใหญ่ของยาร์วินก็เช่น การที่เขาถือว่าสหรัฐอเมริกาเคยปกครองในระบอบราชาธิปไตยมาแล้วในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (1933-1945) ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์ “ระบบราชการ” ขึ้นมาด้วยนโยบายนิวดีล (https://th.wikipedia.org/wiki/สัญญาใหม่) อีกทั้งรับผิดชอบก่อรูประเบียบโลกขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย
2) ระบอบประชาธิปไตยทั้งหลายไม่มีประสิทธิภาพเพราะมันให้ความสำคัญแก่เสรีภาพทางการเมืองมากกว่าอื่น
ทางแก้ไขสภาวะเสื่อมโทรมที่ว่านี้มีหนทางเดียว ได้แก่การก่อตั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาใหม่ โดยมีพระราชาเป็นซีอีโอ (Chief Executive Officer หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ของวิสาหกิจ
ส่วนผู้คนในวิสาหกิจแบ่งออกเป็นข้าราชการของระบอบกับไพร่พลเมืองในบังคับ (officers & subjects) โดยที่ไพร่พลเมืองประกอบด้วยผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ที่พึ่งพาอาศัยระบอบในทางเศรษฐกิจและสามัญชนที่ระบอบต้องพึ่งพาอาศัยในทางเศรษฐกิจ (clients & commoners) อีกที หากไพร่พลเมืองในบังคับคนใดไม่พึงพอใจระบอบที่เป็นอยู่ ก็สามารถอพยพโยกย้ายไปนครรัฐอื่นได้
ตัวแบบนครรัฐดลใจของยาร์วิน ได้แก่ สิงคโปร์, ดูไบ, เอลซัลวาดอร์ใต้การปกครองของบูเคเล, บรรดาบริษัทสตาร์ตอัพแห่งซิลิคอนแวลลีย์, หรือวิสาหกิจเอกชนอย่าง Apple ซึ่งถือเป็นระบอบราชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ
ความคิดราชาธิปไตยใหม่ของยาร์วินเป็นองค์ประกอบแกนกลางของขบวนการนีโอปฏิกิริยาหรือที่เรียกกันว่า “ยุครู้แจ้งสนธยา” (Dark Enlightenment) และเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่ชนชั้นนำซิลิคอนแวลลีย์บางคน รวมทั้งปีเตอร์ เทียล
ข้อคิดงานเขียนของยาร์วินยังถูกผู้ทรงอิทธิพลในบริษัทบริวารของประธานาธิบดีทรัมป์อ้างอิงถึง อาทิ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ สมัยเป็นวุฒิสมาชิกก็เคยเสนอแนะแผนการที่คล้องจองกับทฤษฎีของยาร์วินว่า ให้ไล่เจ้าหน้าที่บริหารระดับกลางของรัฐออก แล้วจ้างพวกจงรักภักดีทางการเมืองเข้ามาทำงานแทน (https://theconversation.com/friday-essay-trumps-reign-fits-curtis-yarvins-blueprint-of-a-ceo-led-american-monarchy-what-is-technological-fascism-256202)
ในทางกลับกัน ทฤษฎีของยาร์วินก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มุ่งสร้างระบบเทคโนศักดินาที่ต่อต้านประชาธิปไตยขึ้นมา ซึ่งจะบูชายัญสิทธิต่างๆ ของพลเมือง เช่น สิทธิ์เลือกตั้งและสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณาไต่สวนโดยชอบตามกระบวนการยุติธรรมไป เพื่อแลกกับสิ่งที่อ้างว่าเป็น “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง”
(อ่านต่อตอนหน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : ราชาธิปไตย (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly