ธุรกรรมคริปโทฯ โยงขบวนการค้ามนุษย์พุ่ง 85% ในปี 68 ศูนย์กลางอยู่อาเซียน
รายงานจาก Chainalysis ชี้การชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลไปยังเครือข่ายค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 85% ในปี 2568 โดยมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานหลัก
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.48 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนสัญชาติสหรัฐ Chainalysis เปิดเผยรายงานล่าสุดว่าการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลไปยังเครือข่ายที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ เพิ่มขึ้นถึง 85% ในปี 2568 โดยสามารถติดตามธุรกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ผ่านบล็อกเชนสาธารณะได้
Chainalysis ระบุว่ากิจกรรมส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับระบบอาชญากรรมที่ขยายตัวใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งคอมเพล็กซ์หลอกลวง (scam compounds) เว็บไซต์พนันผิดกฎหมาย และเครือข่ายฟอกเงินภาษาจีน ทำงานประสานกันเป็นระบบ
บริษัทแบ่งกิจกรรมคริปโทฯ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- บริการเอสคอร์ตและค้าประเวณีข้ามชาติ
- นายหน้าจัดหางานและคอมเพล็กซ์หลอกลวง
- ผู้ค้าสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM)
แม้บริการจำนวนมากจะกระจุกตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผู้ส่งเงินมาจากทั่วโลก ทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย สะท้อนเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นสากล
Chainalysis ยังพบว่า อาชญากรไซเบอร์หันไปใช้แพลตฟอร์มแชตอย่าง Telegram มากขึ้น เพื่อโฆษณาบริการ รับสมัครเหยื่อ และประสานการชำระเงิน
ทอม แมคลูธ นักวิเคราะห์ข่าวกรองของ Chainalysis กล่าวว่า โลกอาชญากรรมกำลังย้ายจากฟอรั่มดาร์กเน็ตแบบเดิมไปสู่ระบบนิเวศ Telegram แบบกึ่งเปิด ซึ่งเมื่อผสานกับคริปโทฯ จะช่วยให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายตัวได้รวดเร็ว ให้บริการลูกค้าได้ และโอนเงินข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า ความโปร่งใสของบล็อกเชนสาธารณะก็ทำให้หน่วยงานติดตามสามารถมองเห็นเส้นทางเงินได้ชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการสกัดกั้นกิจกรรมผิดกฎหมาย
เครือข่ายเอสคอร์ต-ค้าประเวณี: ธุรกรรมมูลค่าสูง บ่งชี้การจัดการแบบมืออาชีพ
ข้อมูลบนบล็อกเชนบ่งชี้ว่าธุรกรรมจำนวนมากมาจากเครือข่ายที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ แม้บางบริการเอสคอร์ตหรือเซ็กซ์เวิร์กจะถูกกฎหมายในบางประเทศ แต่รูปแบบทางการเงินบางลักษณะช่วยชี้เป้าว่าอาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์
เครือข่ายต้องสงสัยเหล่านี้หันมาใช้ สเตเบิลคอยน์ และพึ่งพากลุ่มฟอกเงินภาษาจีนเพื่อเปลี่ยนคริปโตเป็นเงินสดอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามีมูลค่าคริปโตผิดกฎหมายที่ถูกฟอกสูงถึง 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568
เกือบครึ่งหนึ่งของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริการเอสคอร์ตมีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์ และมีการโฆษณาแพ็กเกจเดินทางข้ามประเทศ บริการหลายวัน และแพ็กเกจ VIP ราคาสูงกว่า 30,000 ดอลลาร์
ขณะที่ธุรกรรมของเครือข่ายค้าประเวณีจะมีมูลค่าต่อรายการต่ำกว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,000–10,000 ดอลลาร์ แต่รูปแบบข้อมูลยังสอดคล้องกับการดำเนินงานแบบเป็นกลุ่ม
นายหน้าจัดหางาน–คอมเพล็กซ์หลอกลวง
อีกกลุ่มสำคัญคือ นายหน้าจัดหางาน ที่รับสมัครคนเข้าสู่คอมเพล็กซ์หลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคริปโตฯ ประมาณ 1,000–10,000 ดอลลาร์
โฆษณามักเสนอรับตำแหน่งงาน เช่น แอดมินลูกค้า หรือพนักงานป้อนข้อมูล ในกัมพูชาและเมียนมา พร้อมสัญญาค่าจ้างสูงและออกค่าเดินทางให้ เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึง มักถูกบังคับให้ทำโรแมนซ์สแกม หลอกลงทุนคริปโตปลอม และกลโกงออนไลน์อื่น ๆ
Chainalysis พบความเชื่อมโยงระหว่างช่องทางรับสมัครกับกระเป๋าคริปโตที่เคยเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มพนันผิดกฎหมายและบริการฟอกเงิน สะท้อนว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่
เครือข่าย CSAM และการฟอกเงินสู่เหรียญความเป็นส่วนตัว
ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) กว่าครึ่งมีมูลค่าต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ สอดคล้องกับโมเดลสมัครสมาชิกในกลุ่มปิด
เงินจำนวนมากถูกแปลงจากคริปโตทั่วไปไปเป็นเหรียญเน้นความเป็นส่วนตัว เช่น Monero หรือบริการแลกเปลี่ยนแบบไม่ต้องยืนยันตัวตน
รายงานยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “สุดโต่งเชิงซาดิสม์ออนไลน์” ที่ใช้กลยุทธ์แบล็กเมลทางเพศกับผู้เยาว์ และนำเนื้อหาไปสร้างรายได้ผ่านคริปโต
ในปี 2568 Chainalysis ระบุว่า ช่วยระบุตัวเว็บไซต์ CSAM รายใหญ่บนดาร์กเว็บแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้ที่อยู่คริปโตกว่า 5,800 กระเป๋า และสร้างรายได้มากกว่า 530,000 ดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2565
Chainalysis สรุปว่า เมื่อการใช้งานคริปโตแพร่หลายมากขึ้น การนำไปใช้ทั้งในกิจกรรมถูกกฎหมายและผิดกฎหมายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และในระยะใกล้ การใช้คริปโตในเครือข่ายค้ามนุษย์มีแนวโน้มยังไม่หายไปและอาจเติบโตต่อ แม้การบังคับใช้กฎหมายจะเข้มงวดขึ้นก็ตาม
อ้างอิง : cnbc.com