ตลาดหุ้นเด้งแรงรับ 'รัฐบาลสีน้ำเงิน' เอกชนจี้ขอทีมเศรษฐกิจ 'มืออาชีพ' แก้ปม 'คนป่วยแห่งเอเชีย'
บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ
ตลาดหุ้นเด้งแรงรับ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’
เอกชนจี้ขอทีมเศรษฐกิจ ‘มืออาชีพ’
แก้ปม ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’
หลังผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จบลงด้วยการที่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการแบบถล่มทลาย 193 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชน ตามมาห่างๆ ด้วยจำนวน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง
แม้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังฝุ่นตลบ โดยที่นายอนุทินยังไม่เปิดเผยถึงการเชิญพรรคการเมืองใดเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยขานรับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลสีน้ำเงินทันที โดยตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดตลาดที่ 1,400.89 จุด เพิ่มขึ้น +46.88 จุด (+3.46%)
เรียกว่า สามารถยืนเหนือ 1,400 จุดครั้งแรกในรอบปี ด้วยมูลค่าซื้อขายสูงถึง 1.02 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 17 เดือน โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.65 หมื่นล้าน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มีความมั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
“ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับราว 4% ต่อปีในระยะถัดไป จากที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปี”
รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่” ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขณะที่ซีอีโอธุรกิจ-เอกชน ต่างก็ขานรับรัฐบาลสำนักน้ำเงินในเชิงบวก เพราะด้วยจำนวน ส.ส. 193 ที่นั่ง ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ และมีโอกาสรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี ทั้งให้ความเชื่อมั่นว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลายๆ เรื่องมีความต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ตัวแทนของภาคธุรกิจ ทั้งหอการค้า-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย-ภาคท่องเที่ยว ตอกย้ำขอรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “รู้ลึก-รู้จริง” เป็นมืออาชีพ ทั้งเรียกร้องให้ลดสัดส่วนรัฐมนตรีโควต้านักการเมือง
รวมถึงฝากการบ้านรัฐบาล ให้ความสำคัญการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้หลุดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ จนได้ชื่อว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
และย้ำเตือนรัฐบาลชุดใหม่ให้ทำตามนโยบายหาเสียง โดยเฉพาะการจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นมะเร็งร้ายเศรษฐกิจไทย
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน
“สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้าคือ ขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญ ต้องถูกฝาถูกตัว ไม่มีทุนเทา ต้องดูประวัติด้วย หากเป็นรัฐมนตรีตามโควต้ามองว่าเหนื่อย”
รวมทั้งเรื่องของคอร์รัปชั่น ก็เป็นสิ่งที่ต้องการให้เดินหน้าแก้ไข เพราะเป็น “มะเร็งร้าย” ของประเทศ ซึ่งเอกชนทุกภาคส่วนต้องการให้แก้ไขจริงจัง รวมไปถึงแก้ไขปัญหาทุนเทา ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อเนื่องก็จะเป็นเรื่องดี อย่างเช่น คนละครึ่งพลัส แต่ก็ต้องไม่กระทบต่องบประมาณด้วย
เช่นเดียวกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังเป็นลำดับแรกคือ โฉมหน้าทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกทั้งเศรษฐกิจในประเทศและสามารถอ่านเกมเศรษฐกิจโลกได้รอบด้าน
ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะต้องวางตัวบุคคลที่จะมาเป็นคณะรัฐมนตรี เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างที่ผ่านมาการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ โปรไฟล์ดี และทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูง
“ที่สำคัญรัฐบาลใหม่ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ยังไม่ฟื้นตัว”
ขณะที่ตัวแทนภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญก็มีข้อเสนอแนะในการตั้อง “วอร์รูมการท่องเที่ยว” โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการทบทวนมาตรการ “ฟรีวีซ่า”
โดยนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า หวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะสามารถดำเนินการได้เร็วและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สำหรับการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ที่นำรายได้เข้าประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ขอรองนายกฯ ที่กำกับดูแลมีความเข้าใจและสามารถวางไกด์ไลน์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ
และขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับ Tourism War จึงจำเป็นต้องมีวอร์รูมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่ดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วยเพื่อผลักดันการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต
โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งทำคือ
1. ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
2. ทบทวนมาตรการ “ฟรีวีซ่า” ทั้งเรื่องระยะเวลา ประเทศ และเงื่อนไขที่เหมาะสม หากมีวอร์รูมที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องเวลามาคุยกันทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกัน
ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ผลการเลือกตั้งไม่เหนือความคาดหมาย พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากสุด คาดจาก 3 ปัจจัย
1. การแก้ปัญหาชายแดน
2. การดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและเฉพาะด้านเข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีจนเป็นที่ยอมรับทางการเมือง
3. อดีต ส.ส.พรรคอื่นย้ายมาสังกัดจึงหนุนคะแนนเสียง และคาดว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี และดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ภาวะลองโควิด ยังมีหลายเรื่องรุมเร้าทั้งภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่จีดีพีก็โตต่ำสุดในอาเซียน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้หลัดกับดักโตต่ำ 2-3% ได้อย่างไร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดหุ้นเด้งแรงรับ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ เอกชนจี้ขอทีมเศรษฐกิจ ‘มืออาชีพ’ แก้ปม ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly