SPALI แบ็กล็อก 1.36หมื่นล. ครึ่งหลังโอนคอนโดพีค
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.53 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - SPALI ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 27,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน พร้อมตุนแบ็กล็อกกว่า 13,600 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง โดยครึ่งปีหลังคาดโอนคอนโดหนาแน่น เดินหน้าเปิด 28 โครงการใหม่ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ทุ่มงบ 8,000 ล้านบาท ซื้อที่ดิน รองรับการเติบโตระยะยาว
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมที่ 27,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 24,772 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมประมาณ 13,600 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 7,350 ล้านบาท และคาดว่าการโอนรายได้จากคอนโดมิเนียมจะหนาแน่นในช่วงครึ่งปีหลัง จาก 3 โครงการใหม่ที่สร้างเสร็จพร้อมโอน
ขณะที่มีแผนเปิดตัว 28 โครงการใหม่ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่โครงการแนวราบ 23 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการดำเนินงานอยู่แล้วใน 30 จังหวัดทั่วประเทศ และมีแผนจะขยายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เช่น สุพรรณบุรี รวมถึงมีการซื้อที่ดินสะสมไว้เพื่อรองรับการเปิดตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า สำหรับคอนโดมิเนียมในปีนี้ มีแผนเปิดตัว 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท
*อสังหาพ้นจุดต่ำ
ทั้งนี้มั่นใจว่า ตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว หลังผ่านพ้นภาวะวิกฤต ซึ่งในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับตลาดอสังหาฯ โดยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมชะลอตัวไปชั่วคราว และยอดซื้อขายรวมในตลาดลดลงใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ไม่ยากหากอัตราดอกเบี้ยลดลงและสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากหนี้สินภาคครัวเรือนที่ค่อยๆ ปรับตัวลดลง และยอดขายคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ที่เริ่มทำได้ดีขึ้น
ขณะที่สัญญาณการกลับมาของกำลังซื้อ ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่ ชาวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในตลาด นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นยังส่งผลให้ลูกค้าในระดับบนมีความคล่องตัวทางการเงินและพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ายอดซื้อขายในตลาดจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 60,000-80,000 ยูนิตต่อปี ได้อีกครั้ง เนื่องจากปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) เริ่มหมดไป และในบางพื้นที่เริ่มเกิดภาวะขาดแคลนอุปทาน (Under Supply) ในกลุ่มคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ตลาดเริ่มมีการควบรวม (Consolidate) โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 อันดับแรกมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 53% ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำดังกล่าว
*จัดงบ 8 พันล. ซื้อที่ดิน
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เน้นสินค้ากลุ่ม Real Demand และบริหารต้นทุน ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทได้ปรับสัดส่วนการทำโครงการแนวราบระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลดลง เพื่อเลี่ยงปัญหาอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่อยู่ในเกณฑ์สูง และหันไปเน้นสินค้าระดับราคา 4-8 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม Real Demand ที่มีอัตราการกู้ผ่านสูงกว่าและได้รับการตอบรับดี
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับอานิสงส์จากต้นทุนที่ดินและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวลดลง โดยระบุว่าสามารถสร้างบ้านหลังเดิมได้ในราคาที่ถูกกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายสินค้าได้ใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยในปีนี้ตั้งงบประมาณซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ล้านบาท เพื่อโฟกัสที่ดินที่มีศักยภาพทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทยังคงขยายพอร์ตในออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโครงการรวม 25 โครงการ มูลค่ารวม 176,500 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมเปิดโครงการใหม่ในเมืองเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย โดยร่วมทุนกับพันธมิตรเดิมคือ 'แซตเทอร์เล่ย์' (Satterley) ซึ่งศุภาลัยถือหุ้นในสัดส่วน 19.31%