อนาคตของธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารในปี 2026 และหลังจากนั้น
ปี 2025 ถือเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับวงการแฟรนไชส์ร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลายๆ ประเทศทั่วโลก แม้ว่าบางแบรนด์จะยังคงเติบโตได้ดี แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังในการใช้จ่าย
รายงาน Franchising Outlook ของ International Franchise Association (IFA) เคยคาดการณ์ว่าในปี 2025 จะมีแฟรนไชส์ใหม่เปิดราว 20,000 แห่งในสหรัฐอเมริกา แต่ท้ายที่สุดการเติบโตจริงอาจไม่ถึงเป้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องปรับตัวกับอัตราดอกเบี้ยสูง ต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
Matt Haller ประธานและ CEO ของ IFA กล่าวว่า “เป้าหมายการเติบโตหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการขยายแฟรนไชส์เท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสูงยังส่งผลต่อทั้งผู้ลงทุนและเจ้าของแฟรนไชส์ที่มีอยู่แล้ว”
ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวจากช่วง COVID-19 ใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดไว้ David Barr เจ้าของหลายสาขาแฟรนไชส์ เช่น KFC, Taco Bell, Capriotti’s และ Domino’s Pizza China กล่าวว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปี 2020–2022
“เราอาจเหนื่อยกับการพูดถึง COVID แต่ช่วงนั้นผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขายดี แต่เราก็เปิดร้านได้ไม่เต็มที่เพราะหาพนักงานไม่ทัน หลังจากนั้นต้นทุนอาหารก็สูงขึ้นและการปรับราคาสินค้าก็ทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้การฟื้นตัวของรายได้และกำไรยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อน COVID” Barr กล่าว
นอกจากนี้ สถิติการว่างงานของผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสูงก็สร้างโอกาสใหม่สำหรับแฟรนไชส์ เนื่องจากผู้ที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนอาจหันมาลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้และมีความเป็นเจ้าของ Matt Haller ชี้ว่าเจ้าของแฟรนไชส์กำลังปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มนี้มากขึ้น ผ่าน LinkedIn หรือแคมเปญการตลาดเฉพาะกลุ่ม
ปี 2026 ปีแห่งความมั่นคง
เจ้าของแฟรนไชส์หลายรายมองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่มีความมั่นคงมากขึ้น แม้ว่าการเติบโตอาจไม่ได้สูงมาก สาเหตุหลักคือการปรับตัวของอัตราภาษีและอัตราดอกเบี้ย การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะอยู่ในระดับสมดุล ไม่สูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างกะทันหัน ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์สามารถวางแผนการเงินและการลงทุนได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
ค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เช่น กฎหมายในวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อาจปรับขึ้นถึง 25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และข้อเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำระดับชาติไปที่ 15–17 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
American Franchise Act กฎหมายใหม่ที่เสนอให้ความรับผิดชอบของแฟรนไชส์ซอร์ต่อพนักงานของแฟรนไชส์ย่อยลดลง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของแฟรนไชส์มีความมั่นคงในการลงทุนและตัดสินใจเรื่องการบริหารงานโดยไม่ต้องกังวลว่ากฎหมายจะเปลี่ยนทุกหลายปี
Sam Ballas CEO ของ East Coast Wings & Grill กล่าวว่า “กฎหมายนี้ช่วยลดความเสี่ยงของแฟรนไชส์ซอร์และทำให้แฟรนไชส์ซีมีอิสระในการบริหารจัดการพนักงานของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและเอื้อต่อการลงทุน”
แนวโน้มระยะยาวและโอกาสใหม่
แม้จะมีความท้าทาย แต่เจ้าของแฟรนไชส์หลายรายยังมองว่าอนาคตสดใส โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสะดวก เช่น ไก่ทอด, ขนม, และเครื่องดื่ม ซึ่งต้นทุนการลงทุนต่ำและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบความสะดวก
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่แข็งแรงระหว่างแฟรนไชส์ซอร์กับแฟรนไชส์ซี จะช่วยให้การขยายสาขาและการลงทุนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตได้อย่างยั่งยืน
David Barr กล่าวว่า “เมื่อค่าจ้างเพิ่มขึ้น เจ้าของแฟรนไชส์จะต้องหากระบวนการที่ทำซ้ำได้และปรับขนาดได้ง่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้แฟรนไชส์มีระบบและการจัดการที่ดีขึ้น”
ทั้งนี้ ความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการยังคงเป็นเทรนด์สำคัญ ผู้บริโภคต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่าย และแฟรนไชส์ที่ตอบโจทย์นี้ได้จะมีโอกาสเติบโตสูง
แนวโน้มแฟรนไชส์อาหารในประเทศไทย 2026
ในปี 2025 มูลค่าตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15–20% ต่อปี จำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งหมดในประเทศอยู่ที่ 685 กิจการ มีสาขาแฟรนไชส์รวม 168,962 แห่ง
เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่า
- อาหารและเบเกอรี่ จำนวน 222 กิจการ คิดเป็น 32.41%
- เครื่องดื่มและไอศกรีม จำนวน 179 กิจการ คิดเป็น 26.13%
- การศึกษา จำนวน 106 กิจการ คิดเป็น 15.47%
- บริการและงานพิมพ์ จำนวน 80 กิจการ คิดเป็น 11.68%
- อสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก จำนวน 50 กิจการ คิดเป็น 7.3%
- ธุรกิจการแพทย์ จำนวน 25 กิจการ คิดเป็น 3.63%
- โอกาสทางธุรกิจ จำนวน 23 กิจการ คิดเป็น 3.36%
ธุรกิจอาหารและเบเกอรี่
ธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาหารถือเป็นปัจจัย 4 ที่ผู้บริโภคขาดไม่ได้ เป็นของกินในชีวิตประจำวัน แต่จะเป็นร้านอาหารที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีเอกลักษณ์และสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ไม่ใช่เพียงรสชาติอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เบเกอรี่โฮมเมด เมนูฟิวชัน ของหวานสไตล์เกาหลี–ญี่ปุ่น หรือคาเฟ่ขนมอบร้านเล็กที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น สามารถเติบโตได้ดีในตลาด
นอกจากนี้ ตลาดเบเกอรี่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ใช่เพียงของว่าง แต่กลายเป็นอาหารทางเลือก เช่น ขนมปังโฮลวีต ขนมเพื่อสุขภาพ หรือเค้กคีโต ส่งผลให้ร้านมีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น
อีกทั้งงบลงทุนในการเปิดร้านอาหารขนาดเล็กต่ำกว่าขนาดใหญ่ สามารถดำเนินการโดยพนักงานเพียง 1–2 คน และใช้พื้นที่ไม่มาก ทำให้เหมาะกับแฟรนไชส์ที่ต้องการคืนทุนเร็ว นอกจากนี้ ธุรกิจอาหารและเบเกอรี่มีความไวต่อกระแสบนโซเชียลมีเดียสูง
หากร้านมีเมนูถ่ายรูปสวยหรือสามารถสร้างกระแสได้ง่าย จะช่วยดึงดูดลูกค้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งระบบการผลิตและสูตรอาหารที่สามารถควบคุมมาตรฐานได้ง่าย ทำให้แฟรนไชส์อาหารและเบเกอรี่สามารถขยายสาขาได้เร็ว โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง
สรุป
ปี 2026 อาจยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่สำหรับแฟรนไชส์ที่มีระบบบริหารจัดการดี มีความยืดหยุ่น และปรับตัวตามตลาด ถือเป็นโอกาสทองที่จะสร้างความมั่นคงและขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
เจ้าของแฟรนไชส์ที่เตรียมพร้อมสำหรับสร้างความมั่นคงให้แฟรนไชส์ของตัวเอง ไม่เพียงแต่จะสามารถรักษากำไรและขยายสาขาได้ แต่ยังสามารถดึงดูดนักลงทุนใหม่ๆ และสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ที่แข็งแรงในระยะยาว
------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com