เปิดตัวตน “ดัง พันกร” โสดมา 46 ปี ยอมรับมองภาพตัวเองมีคู่ไม่ออก
เปิดตัวตน “ดัง พันกร” โสดมาตั้งแต่เกิด จนอายุ 46 ปี ยอมรับมองภาพตัวเองมีคู่ไม่ออก เห็นคนมีแฟน แต่ตัวเองไม่เจอ ถึงขั้นคิดตัวเองมีปัญหา ก้ามข้าวดราม่าด้วยธรรมะ
จากอดีตสามีแห่งชาติ สู่แม่นาย ดัง พันกร โสดมา 46 ปี ชีวิตนี้ไม่เหมาะจะมีแฟนจริงไหม? เปิดใจถึงเส้นทางชีวิต การเปลี่ยนผ่านตัวตน ความสัมพันธ์กับครอบครัว การมองความรักในมุมที่ไม่เหมือนเดิม และการเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ยึดติดกรอบ สันโดษแต่ชอบสังคม ในรายการ How Are You Feeling? บทสนทนาที่ชวนให้กลับมาถามใจตัวเองว่าวันนี้เราอยู่กับตัวเองอย่างเข้าใจแล้วหรือยัง
เป็นนักร้องที่เป็นลูกอธิบดีกรมตำรวจชื่อดัง ใคร ๆ ก็รู้จัก ในวันนั้นอึดอัดไหม? “จริง ๆ แล้วเราไม่มีช้อยส์อื่นที่จะเลือก เราเกิดมาแบบนั้นอยู่แล้ว การดำเนินชีวิตทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเราก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เราไม่ได้รู้ว่าทางอื่นมันเป็นทางไหนบ้าง ถามว่าอึดอัดไหม ก็ไม่ได้อึดอัดเพราะเราเติบโตมาแบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาครับ คุณพ่อเป็นตำรวจ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ เราต้องรู้สึกยังไงไหม ก็รู้สึกว่าเรายังเป็นลูกคุณพ่อเหมือนเดิม”
คุณพ่อดุไหม? “คุณพ่อใจดีมากครับ คนอื่นจะกลัวหมด ถ้าเป็นคนนอกหรือเพื่อนเองก็จะกลัวแต่ว่าพอได้มาสัมผัสแล้วคุณพ่อจะเป็นคนที่ตรงกันข้าม ซึ่งเราไม่เคยมองมุมพ่อดุอยู่แล้ว คุณพ่อจะเป็นคนที่ใจดี นุ่มนวล สุภาพ จะไม่ค่อยดุ แล้วเวลาอยากจะได้อะไร พี่ ๆ น้อง ๆ พี่เอ พี่ดาวจะไปขอคุณพ่อ คุณพ่อเป็นคนใจดี ส่วนคุณแม่เป็นคนเข้มงวด คุณแม่จะดุหน่อย ดุจนลูก ๆ กลัว”
เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นลูกชายคนเล็ก ? “เป็นลูกหลงด้วย เพราะว่าจะห่างจากพี่ ๆ เขา ห่างจากพี่ดาว 6 ปี”
ครอบครัวมีความคาดหวังกับกับดังเยอะไหม ? “ไม่คาดหวัง เพราะว่าเรียนไม่ค่อยเก่ง เป็นคนไม่ตั้งใจเรียน คือเรียนได้ เรียนดีแต่ว่าไม่ค่อยตั้งใจเรียน ตั้งแต่เด็กเป็นคนชอบเล่นสนุกชอบคุย ก็เลยมีคาแร็กเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลย เหมือนกับเป็นคนอารมณ์ดี เรารู้สึกว่าไม่ทำทุกอย่างให้ซีเรียส จะไม่ได้มีการกดดันว่า ดังจะต้องเรียนให้ได้ที่ 1 นะ”
ถ้าไม่เข้มงวดเรื่องการเรียนคุณแม่เข้มงวดเรื่องอะไร ? “เข้มงวดเรื่องการใช้ชีวิต อย่างเช่นการทำสีผมสมัยวัยรุ่นจะไปทำสี ชอบอะไรที่มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไปทำสีเขียว ทำไฮไลต์ทำตั้งแต่เด็กครับ เขาก็จะห้าม จะดุ”
ทำไมตอนอายุ 10 ขวบถึงขอที่บ้านไปเรียนต่อเมืองนอก ? “ด้วยความที่เราไม่ได้รักในการเรียนขนาดนั้น ไม่ชอบตื่นเช้า เป็นนิสัยที่อยู่มาปัจจุบันนี้เหมือนกันคือไม่ชอบตื่นเช้า”
บ้านมืดมาก ? “ใช่ ๆ ชอบความมืดมาก โดยเฉพาะเวลานอนต้องมืดสนิท ต้องเงียบสนิทด้วย เพราะตื่นง่ายแล้วก็หลับยาก”
มีใครไปด้วยไหม ? “ไม่มี คุณพ่อคุณแม่ไปส่ง ตอนนั้นก็จะมี ก.พ. จะมีดูแลนักเรียนไทยอยู่ นั่งแท็กซี่ไปส่งที่โรงเรียนเท่านั้นแหละน้ำตาก็ร่วงมา แต่เราเดินกลับไม่ได้แล้ว ไปแล้วก็ต้องไปเลย ก็ต้องอยู่”
เป็นยังไงบ้าง เข้าโรงเรียนประจำก่อน ? “เหมือน Harry Potter ยังไงอย่างงั้นเลย แต่ว่าไม่ได้สนุกเท่า Harry Potter”
ชีวิตในโรงเรียนประจำเป็นยังไง ? “มีกฎระเบียบชัดเจน ต้องตื่นกี่โมง ตื่นแล้วจะต้องลงมาล้างหน้าแปรงฟันพร้อมกัน ต้องทานอาหารเช้าพร้อมกัน”
ไหนอิสระที่เราถามถึง ? “ไม่มีเลย ตอนเด็กเราจะปรับตัวยากมาก ตอนนั้นซ่าเหมือนกัน โรงเรียนแรกที่ไปเลย คุณแม่เขาอยากให้เรียนแบบตั้งใจเรียนภาษาก่อน คือมีเรียนอยู่ 2 คน ชายแล้วเป็นโรงเรียน Private เช้าไปเรียน เย็นก็ไปอยู่กับ family เป็น family ที่ดีทุกอย่างดีหมด แต่ว่ามันอยู่ในฟาร์ม เขาทำฟาร์มใหญ่ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือที่บ้านไม่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด หันซ้ายก็สะดุ้ง หันขวาก็สะดุ้งอะไรอย่างนี้ แล้วสัตว์ที่เรากลัวที่สุดคือแมว เราไม่ได้คุ้นชินกับเขามาตั้งแต่เด็กก็เลยรู้สึกว่ากลัว กลัวทั้งบ้านคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลย เลี้ยงได้แค่ปลาเพราะว่าเราไม่ต้องเอามือไปจับ”
แต่บ้านโฮสต์มีแมว ? “มีทั้งแมว มีทั้งม้า มีทั้งแกะ มีทั้งวัว มีหมา แต่ว่าอยู่ได้ 2 วัน อาศัยตอนแม่บ้านเผลอ เป็นเหมือนในหนังเลยวิ่งแอบมาหยิบโทรศัพท์ กด ๆ โทรหาที่บ้านเลย คอมเพลนว่าแม่อยู่ไม่ได้จริง ๆ เด็กมากเราอารมณ์แบบไม่เอาแล้ว แม่เลยแจ้ง ก.พ. ไปว่าขอย้ายไปโรงเรียนที่มันมีเด็กนักเรียนมากกว่านี้หน่อย ไม่มีแมว ตอนแรกเรียนภาษาก่อน ก่อนที่จะเข้าเรียนจริง ก็เลยย้ายไปอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งโอเคอันนี้มีคนไทยด้วย เป็นโรงเรียนสห เป็นโรงเรียนประจำที่มีกิจลักษณะ มีเด็กนักเรียน แบบสังคมโรงเรียนจริง ๆ”
ให้ย้อนกลับไปจะเลือกไปอยู่เมืองนอกเหมือนเดิมไหม ? “ในเมื่อมันย้อนกลับไปไม่ได้ก็คงเลือกเหมือนเดิม เพราะว่ามันทำให้เรามีวันนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปมันทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไปหมดเลย ดีแล้วที่เราได้ไป คือโอเคเพราะว่ามันผ่านมาแล้ว ตอนเราเรียนมันไม่ได้ได้สนุกหรอก แต่พอเรามองย้อนกลับไปมันก็สนุกดี”
มันเปลี่ยนอะไรเราบ้าง ? “มันเปลี่ยนในลักษณะของความมีระเบียบวินัย เพราะว่าเด็ก ๆ บางทีเราอาจจะดื้อมากจนพ่อแม่รู้สึกว่าต้องจับสั่งสอนมันซะหน่อย”
ทำไมพอกลับมาแล้วถึงเป็นนักร้องได้? “เรามีความตั้งใจอยากเป็นนักร้อง ทุกครั้งที่กลับมาหรือไม่ก็ทุกที่ที่เรารู้ว่ามีโอกาสได้ไปเจอใครที่เป็นนักร้อง หรือมีช่องทางไหนที่สามารถไปออดิชั่นก็จะไปตลอด ซึ่งเด็ก ๆ คุณแม่จะตามตัวอะไรกันลำบากอยู่แล้ว เราก็แค่ไปร้องเพลงเข้าไปเทสต์เสียงตามค่ายเพลงต่าง ๆ ไปหมดทุกค่ายตั้งแต่ สโตน เรคคอร์ดส พี่ฟอร์ดอัลบั้มแรก แกรมมี่ก็ไป sony ก็ไป ไปทุกที่จนกระทั่งมาจบที่ RS”
ไปจบที่ RS ได้ยังไง ? “จบที่ RS เพราะว่าก็เหมือนทุกที่ที่เราไปเทสต์เสียง แต่ว่า RS จะเป็นที่ที่ เขาถูกใจเราที่อื่นก็อาจจะยังไม่ถูกใจเรา”
RS ก็เหมือนอยู่โรงเรียนประจำ ? “ก็คล้าย ๆ กัน RS จะมีความแบบดูแลศิลปิน เราเป็นโปรดักต์ ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา อื่น ๆ ที่เขาทำมาทีมงานมากมายจะพังไปด้วย ดูแลเราเป็นพิเศษเขาจะห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามทำอะไรไม่ดี ห้ามกินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่มีแฟนได้ก็ดี ห้ามเดินห้าง ไม่เรียกว่าห้ามหรอก แต่แค่เป็นสิ่งที่เหมือนศีล 5 ศาสนาพุทธ ถ้าอยู่ใน RS แล้วมันจะมีศีลเหล่านี้ เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตห้ามออกจากห้อง ลงเครื่องก็เข้าโรงแรม เข้าโรงแรมเราก็จะมี AR ประกบ อยู่ในโรงแรมถึงเวลาทานอาหารก็ Room Service only ของดังอาจจะเด็กด้วยมั้ง รู้สึกว่าเขาจะดูแล ต้อง Room Service หรือบางทีมีสัมภาษณ์วิทยุ ก็ไปสัมภาษณ์วิทยุแล้วกลับมาอยู่โรงแรมจนกระทั่งถึงเวลาเราจะเล่นแสดงคอนเสิร์ตในคลับในบาร์อะไรก็ว่ากันไป”
ห้ามได้ไหม ? “ห้ามได้ เพราะชอบนวดไง บางทีฆ่าเวลาเราก็ไปนวดไทยอยู่บนห้อง”
มองตัวเองเป็น introvert ไหม ? “ไม่นะ ผสมผสานกัน อาจจะเป็นคนสันโดษ สันโดษแต่ชอบสังคม”
มีมุมซ่าแต่มีมุมที่อยากให้ทุกคนมีความสุขด้วย ? “เป็นคนที่ get along กับทุกคน คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราได้เห็นอะไรที่กว้างขึ้น ได้ไปเจออะไรที่หลากหลายตั้งแต่เราไปเรียนแล้วจะได้เห็นกลุ่มคนที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายวัฒนธรรม แล้วก็ปรับตัวเราให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่เราอยู่ มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี อันนี้จะพยายามตั้งแต่เด็กแล้ว จะเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก จะเป็นคนแบบธรรมะก็ช่วยเราเยอะ เป็นคนที่ทุกข์แล้วคิดอะไรให้มันสุข เจอทุกข์เข้ามาแล้วก็หาคำตอบมันให้ได้ ถามตัวเองว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วถามต่อจนมันได้คำตอบที่ว่ามันไม่ทุกข์แล้ว เราก็ซ่านะแต่ในมุมที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร”
ตัวตนของ ดัง พันกร เป็นแบบไหน ? “ทุกอย่างมันคือตัวตนของดังตั้งแต่เด็ก มันคือความเป็นตัวเราที่ทุกคนได้เห็นมา มันก็คือความจริง มันไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นเพราะดังเชื่อว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมันโกหกกันไม่ได้ความจริงมันคือความจริง”
ซ่ากับสันโดษไม่น่าไปด้วยกันได้เลย ? “เพราะว่าพลังงานที่เราส่งออกไปมันเยอะ เวลาเราเล่นคอนเสิร์ต เราไม่รู้ตัวหรอกแต่เราสนุก แต่ว่าบางทีเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ เราจะอยู่มุมสันโดษแล้ว เพราะมันเหนื่อยที่มาจากการโชว์ของเรา ก็จะไม่ค่อยได้เจอใครเพราะว่าจริง ๆ แล้วมันเหนื่อยอยู่ข้างใน”
จาก ดัง พันกร นักร้องที่เป็นสามีแห่งชาติมาเป็น แม่นายดัง มีจุดเปลี่ยนยังไง ? “มันคงเป็นจุดเปลี่ยนที่บอกยากเหมือนกันนะ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยเหมือนแฟชั่น ด้วยความที่เราเป็นคนชอบแฟชั่น เราจะตามแฟชั่นตลอดว่าเป็นยังไง บางทีมันเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ยุคเปลี่ยนจากเทปมาเป็น MP3 จากหนังสือพิมพ์กลายเป็นโซเชียลเป็นออนไลน์ มันเริ่มจากตรงนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เข้ากับยุคสมัยด้วย เลยทำเป็นเพจขึ้นมา ซึ่งมันต้องมีอยู่แล้วไว้อัพเดตผลงานว่าเราทำอะไรบ้าง ตารางงานมีอะไรบ้าง ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้สำหรับแฟนเพลงของเราได้ติดตาม”
จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าถูกใจคนดู ? “น่าจะเป็นจุดที่เราเล่นมุกต่าง ๆ เอาเรื่องอื่น ๆ มาผสม เราไม่ได้ทำงานเพลงอยู่ตลอดเวลา พยายามไม่ให้เพจมันหายไป พยายามโพสต์ทุกวัน บางทีอาจจะเอาเรื่องอื่น ๆ มาใส่บ้าง เอาเรื่องตลกโปกฮาของเราหรือไม่ก็เป็นมุกขำ ๆ ขึ้นมาแล้วโพสต์ลงไป กลายเป็นว่าคนก็ขำไปกับเราด้วย คนเข้าใจมุกเราแล้วขำในสิ่งที่เรานำเสนอ ก็ enjoy กันมันเลยทำให้มีคนติดตามเรามากขึ้นเรื่อย ๆ”
ตัวตนแม่นายเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่เพิ่งจะตัดสินใจเดบิวต์เขาออกมาเหรอ ? “คือแม่นาย มันต้องให้ทุกคนทราบก่อนว่า เพจของดัง พันกร DK Official มีแอดมินอยู่ด้วย มีความเป็นดังบวกกับคาแร็กเตอร์ของแอดมินก็คือทีมงานด้วย เพราะฉะนั้นแม่นายจะเป็นคาแร็กเตอร์ที่วาไรตี้กว่าดัง พันกร มันจะมีอีกรสชาติหนึ่งที่ต่างออกไป แต่ว่าต้นตำรับก็คือ ดัง พันกร นั่นแหละ แต่ว่าใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เพราะว่าเรามีแอดมินมาช่วยกันดูแลมีทีมงานดูแล”
ตัวจริง ๆ เป็นคนแบบไหน ? “ตัวจริง ๆ เหรอ ยังไม่รู้ว่าตัวปลอม ๆ เป็นยังไง(หัวเราะ) ก็เป็นคนปกติเหมือนทุกคนแหละ ด้วยอาชีพเรามันทำให้ต้องมีคนรู้จักเยอะ เป็นนักร้อง ความรู้สึกทุกอย่างเหมือนกับทุกคนที่ทำงาน เป็นงานที่เรารัก เรามีความสุขกับการทำงาน การที่เราจะเป็นที่รู้จักถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ดังมองว่ามันคือสิ่งที่เราเลือกมาแล้ว มันคือแพ็คเกจที่เราอยากเป็นนักร้องอันนี้คือสิ่งที่เราถือว่าเรารับได้อุปสรรคอะไรอย่างนี้ครับ”
ดราม่าที่เจอรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ? “เป็นเรื่องปกติ ถ้ายุคนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ตอนแรกเลยเจอข่าวไม่ดีเราจะเครียดเลย เพราะว่ากลัวทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ”
ออกไปข้างนอกแล้วมีคนคาดหวังว่าตัวเราจะเหมือนเพจ 100% รับมือยังไง ? “ไม่รับมือยังไงเลย มายังไงก็ไปอย่างนั้น บางคนอาจจะคาดหวังว่าเราคงจะปากจัดกว่านี้ แต่ว่านั่นมันคือในเพจ เวลาใครเข้ามาแขวะเรา เราก็แขวะกลับ ถามว่า ดัง พันกร ปากจัดไหม ก็ปากจัดบ้างเหมือนในเพจแหละ มันจะบางอารมณ์แต่ไม่ได้เป็นอย่างงั้นตลอดเวลา คิดว่าคนจะติดภาพเราในมุมที่เขาถูกใจมากกว่า บางคนชอบเราเวลาใช้คำพูดแบบปากจัดนิดหน่อย มันทำให้เขามีรอยยิ้ม เขาจำภาพเราในมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมเป็นนักร้องร้องเพลงก็เป็นมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมของความสุภาพ ความเรียบร้อยก็จะเป็นในมุมนั้น เชื่อว่าภาพจำแต่ละคนก็คงหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ว่าเขาชอบและจุดไหนที่เขาถูกใจเรา คิดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่คิดว่าหลัก ๆ น่าจะเป็นที่หน้าตาเพราะว่าหน้าตาดี (หัวเราะ)”
ชอบ ดัง พันกร ในเวอร์ชั่นไหนของตัวเองมากที่สุด ? “ชอบทุกเวอร์ชั่นเลย แต่ไม่ชอบเวอร์ชั่นตอนอายุเยอะ เพราะอยากจะหยุดมันไว้ตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ไม่ชอบตอนอ้วนด้วย”
เคยน้ำหนักขึ้นไปถึง 78 เหรอ ? “78 ครับ แล้วก็จะจำไว้ตลอดชีวิตแล้วว่าฉันจะไม่มีวันกลับไปวันนั้นอีกแล้ว จะไม่มีใครได้เห็น ถ้ามีเมื่อไหร่เดี๋ยวจะเปิดขายพรีเซ็นเตอร์เลย (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนดูแลตัวเอง เป็นช่วงที่เราสนุกกับชีวิตมากจนเราลืม ไม่เคยอ้วนมาก่อน เมื่อก่อนไม่ต้องมีตาชั่งเลย เพราะว่าจะกี่ปี ๆ มาชั่งก็เท่าเดิม จะกินเยอะแค่ไหนก็เท่าเดิม พออายุเยอะขึ้นมันก็มาโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเหมือนกัน”
ความอยากเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ไม่ว่าจะเรื่องแฟชั่นเรื่องเพจเป็นความสุขจริง ๆ ? “เหมือนกับเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนคนเจาะจมูกกันอย่างนี้ เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ให้เด็กเยาวชนได้มองบ้าง แล้วได้เกิดแรงบันดาลใจ ถ้าเราเกิดอ้วนแล้วเราไปใส่กางเกงใครจะอยากใส่กางเกงตามเราหรือใครจะอยากดู”
อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนที่ก้าวข้ามทุกอย่างไปเป็นคนแรก ๆ ? “คิดว่ามันคือสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เราอยู่กับแฟชั่นเยอะ บางทีเสื้อผ้ามันจะเป็นในภาพของแฟชั่นมากกว่า การใส่กระโปรงก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเป็น transgender ก็ไม่ใช่ เราใส่กระโปรงเพราะรู้สึกว่ามันเท่ มันคือแฟชั่นของยุคนี้ซีซั่นนี้ ใส่แล้วมันออกมาเท่”
เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรไหม ? “ไม่เคยถามตัวเองว่าขาดอะไรไหม ไม่ได้มองว่าชีวิตตัวเองมีอะไร ไม่ได้มองชีวิตตัวเองเป็นกราฟหรือว่าเป็นพายที่มีอะไรบ้างเลยไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร รู้สึกว่าชีวิตเรา complete อยู่แล้วทุกวัน แต่ว่าสมมติไม่มีแฟน ถ้าเรื่องแฟนขาดแฟนไหม ถ้าเรามองว่าเราเป็นโสดคืออยู่กับตัวเอง เรามองว่าเราไม่ขาด แต่ถ้าเราเริ่มเอ๊ะ เราอยากมีเมื่อไหร่หรือมีความรู้สึกว่าไปแอบชอบใครจะรู้สึกขาดทันที คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่า เรื่องความรักมันจะขาดไม่ขาดมันอยู่ที่ว่าเราจะเจอใครคนนั้นมากกว่า มันไม่เจอก็เลยรู้สึกว่าไม่ขาด”
46 ปีไม่เจอเลยเหรอ ? “อาจจะแค่เจอกันแต่ไม่ได้ว่าเจอแบบอย่างนั้น มีมองผ่านคนนี้คนนี้น่ารักจังเลยอะไรอย่างนี้ คนนี้ดีนะ แต่ว่าคงเจอแค่นั้น ได้เจอแต่ยังไม่ได้เจอความรักแบบอย่างนั้นจริง ๆ มากกว่า ตอนเด็ก ๆ ไม่เจอถึงขั้นที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เคยถามตัวเองเหมือนกันไม่ได้ว่าตัวเองขาดนะ แต่เห็นคนอื่นมีแฟนแล้วถามคำถามกลับว่าทำไมเราไม่มีล่ะ”
ดังแค่แฮปปี้ที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ และเอนเตอร์เทนแฟนคลับ มี personal space ที่ให้ความอุ่นตัวเองได้เลย ? “คือดังเพิ่งจะมาวิเคราะห์ตัวเองได้ไม่นานนี้ว่าเหตุผลมันคืออะไร ดังคิดว่าเมื่อก่อนมองว่าเราอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เป็นไทป์ที่จะมีแฟน เป็นบุคลิกหรือการเติบโตมาอาจจะไม่เหมาะกับการจะมีแฟน ตอนแรกคิดว่าเป็นอย่างนั้น ไปศึกษาทุก ๆ สถาบันหมดเรื่องความรัก แต่พอเราโตมาอีกหน่อยแล้วเริ่มมาถามตัวเองมันเป็นเพราะอะไร คิดว่าจริง ๆ อาจเป็นเพราะเรามีความคาดหวังเยอะเกินไปหรือเปล่า Perfectionist คิดว่าอาจจะเลือกเยอะก็ได้ มองว่าดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังเป็นคนที่เก็บดีเทล คนที่จะมา เราต้องถูกใจ เขาจะต้องหมดจดเลย สมมติว่าถ้าเจอกันครั้งแรกกินอาหารแล้วข้าวติดปากข้างบน ติ๊กออก หรือไปเที่ยวกันแล้วเต้นท่าแปลก ๆ ก็อาจจะลดคะแนนลงมาทันที หลัง ๆ ถ้าใครถามจะบอกถ้าคนที่ใช่ก็คือใช่แหละ ถ้าเจอคนที่มันแบบถูกชะตากันเจอกันชอบเรา เราชอบเขาก็แค่นั้นพอแล้ว”
คนที่เข้ามาต้องสบายขึ้นต้องไม่สบายน้อยลง ? “ถ้าสบายน้อยลงจะมีทำไม บางทีถ้าเรามองข้ามไปแล้วเรามองว่านิสัยเข้ากันได้นะ สุดท้ายดีเทลเหล่านี้มันก็ต้องกลับมาอีก”
แต่เพจแม่นายยังประกาศอยู่เรื่อย ๆ ? “คือลุกส์เราด้วยอาชีพ จะมีความมั่นด้วยการเป็นนักร้อง ความมั่นใจสำคัญอยู่แล้ว แต่ในเรื่องความรัก เราค่อนข้างซีเรียสนะ จะ Old fashioned นิดหนึ่ง จะเป็นคนจริงจัง ภาพคนมองอาจคิดว่าเราไปได้หมดแหละ ซึ่งไม่ใช่ จะมีความเป็น conservative นิดหนึ่ง”
มองภาพตัวเองมีคู่ไหม ? “มองไม่ออก”
คิดยังไงกับคำว่าคู่ชีวิต ? “ก็เหมือนดูละคร น่าจะเหมือนดูในละครมากกว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะมีคู่ชีวิตอย่างที่นักจิตของเราบอก คิดว่าถ้ามีจะมีใคร คู่ชีวิตก็ต้องเป็นคนที่เรารู้สึกสบายตัวลอยตัวมากกว่านี้”
เคยทุกข์กับอะไรที่ทำพังบ้างไหม ? “ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ไง ปฏิบัติธรรมช่วยเราเยอะมาก ถามตัวเองถามจิตตัวเองมันคือการฝึกให้เราอยู่ได้บนโลกใบนี้”
ถ้าคนนั้นสนทนาธรรมกับดังได้แบบลึกซึ้ง แล้วทำให้สบายตัวขึ้นก็เป็นไปได้ที่จะเริ่มเปิดใจ ? “ก็แค่เรื่องธรรมไง”
ถ้ามี 1 คำถามให้ถามอยากถามอะไรนักจิตบำบัดเกี่ยวกับตัวเรา ? “พี่ต้องมีแฟนหรือยังครับ (หัวเราะ) ก็ให้ถามนักจิตอีกทีหนึ่ง ดังเป็นโรคจิตไหม”
เป็นคนอยู่กับตัวเองได้ลึกและดีมาก? “ต้องขอบคุณธรรมะจริง ๆ เลยเพราะว่าชอบศึกษาตั้งแต่วัยรุ่นเริ่มตั้งแต่สวดมนต์ ทอดกฐินผ้าป่า จนกระทั่งมานั่งปฏิบัติวิปัสสนา มันทำให้เราได้ handle กับเรื่องหลาย ๆ อย่างได้ง่ายขึ้น แทนที่เราจะไปกังวล หรือบางคนเจอปัญหาแล้วกระวนกระวายอย่างนี้ก็คิดใหม่ คิดอย่างนี้เราก็โล่งคิดอย่างนี้ดีกว่าไหม”
เวลามีปัญหาเราสามารถที่จะพูดคุย ? “ใช่ อยากจะบอกคือธรรมะมันคือ philosophy of life มันคือการฝึกให้อยู่กับตัวเอง บางคนฟุ้งอยู่ข้างนอกเยอะ แต่บางทีเราเจอปัญหาเราแก้ทันทีเลย ถ้าปัญหามาเราจะแก้อย่างนี้ เวลามีความทุกข์มาก็คิดให้มีความสุข อย่างเช่นคุณพ่อไม่อยู่แล้วเสียไปแล้วอย่างนี้ บอกตัวเองว่าเรามีเลือดพ่อเลือดแม่อยู่ในตัวเรา พ่อไม่ได้ไปไหนก็อยู่ในนี้แหละ เวลาคิดถึงพ่อก็ไม่ได้ไปไหน”.
https://www.youtube.com/watch?v=tei0Sz6ElhM
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดตัวตน “ดัง พันกร” โสดมา 46 ปี ยอมรับมองภาพตัวเองมีคู่ไม่ออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th