โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"ทวี" ซัดดีล "น้ำมันแลกไฟ" ไทยสำรองไฟล้น 45% แต่ประชาชนยังแบกค่าไฟแพง

สยามรัฐ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

วันที่ 3 มี.ค.69 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “‘น้ำมันแลกไฟ’ ซ่อนเงื่อนงำสัญญาไม่เป็นธรรมผลักภาระค่าไฟแพง”

กรณีการส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว ว่าเป็นเงื่อนไข “แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ไฟฟ้ามาใช้” นั้น…ในฐานะคนทำงานการเมืองที่คลุกคลีกับความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาค่าไฟแพง เป็นวาระของรัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

1. “จำเป็น” ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน กับความจริงที่ถูกปิดบัง เพราะวันนี้ไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบกว่า 45% แต่ตามมาตรฐานสากล เกณฑ์ปกติควรอยู่ที่ 15-25% นี่คือการ "สำรองจนล้นเกิน"

การจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าที่หยุดนิ่งจากกำลังผลิตที่ว่างเปล่าถึง 15,473 เมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนนี้มาจากสิ่งที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย (AP)" หรือค่าจองสิทธิที่รัฐต้องจ่ายให้เอกชนเป็นประจำเพื่อการันตีการเปิดเครื่อง แม้จะไม่มีการผลิตไฟจริงหรือไฟฟ้าจะสำรองล้นระบบก็ตาม ต้นทุนมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกปัดไปรวมอยู่ใน "บิลค่าไฟ" ของพี่น้องประชาชนในทุกๆ เดือน

ความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ "โรงไฟฟ้าในลาว" ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาซื้อไฟมานั้น แท้จริงแล้วคือ "โครงการของกลุ่มทุนใหญ่ไทย" ที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน แล้ววกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน

2. นายทุนพลังงานกำไรนิวไฮ ขณะที่พี่น้องเกษตรกรและมนุษย์เงินเดือนต้องปาดเหงื่อกับค่าไฟแพง

เมื่อหันไปดูงบการเงินของยักษ์ใหญ่พลังงานในปี 2568-2569 กลับพบภาพที่บาดตา คือกลุ่มทุนไทยที่ข้ามไปลงทุนในลาว โกยกำไรสุทธิโตขึ้นกว่า 106% ทะลุหลายพันล้านบาทจากการขายไฟคืนให้ไทย และบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงานในประเทศทำกำไรนิวไฮเฉียด 30,000 ล้านบาท

ขณะที่หนี้สินสะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ ช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 จากการแบกรับภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีหนี้ค้างชำระประมาณ 70,000 ล้านบาท (ผลักภาระให้ประชาชน) และยังมีหนี้เงินกู้ของ กฟผ. อีกก้อนที่สูงถึง 110,000 ล้านบาทเศษ

ระบบที่ "นายทุนนั่งเฉยๆ ก็รวย แต่คนจ่ายหนี้คือประชาชน" ภายใต้สัญญาที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย" รัฐบาลไทยได้ไปเซ็นตกลงว่า "ต่อให้โรงไฟฟ้าของคุณไม่ได้เดินเครื่องแม้แต่วินาทีเดียว ประชาชนไทยก็ต้องจ่ายเงินให้นายทุน"

3. ภาพในอนาคตที่ฝากรัฐบาลใหม่ คือร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ที่กำลังจะคลอดในเดือนพฤษภาคมนี้ หากรัฐบาลยังใช้สูตรเดิมคือ “พยากรณ์ความต้องการให้สูงเกินจริง” เพื่อหาข้ออ้างสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ หรือเซ็นสัญญาซื้อไฟเพิ่มจากโครงการข้ามพรมแดนของพรรคพวกตนเอง นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลกำลัง “วางระเบิดเวลา” ไว้ที่อนาคตของลูกหลานเราไปอีก 30 ปี หรือถึงเวลา “รื้อ” เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้อยู่รับใช้รัฐบาล แต่รัฐบาลต่างหากต้องอยู่รับใช้ประชาชน นั่นคือ “ไม่มีสัญญาใดใหญ่กว่าความเดือดร้อนของประชาชน” รัฐบาลจะอ้างว่าแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ไม่ได้เพราะกลัวเสียความเชื่อมั่นนักลงทุนไม่ได้อีกต่อไป เพราะ "ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลสำคัญกว่า"

ต้องทบทวนการอนุมัติโรงไฟฟ้าใหม่จนกว่าไฟฟ้าสำรองจะลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล เร่งการเปิดเสรีพลังงานสะอาดให้ประชาชนผลิตเอง-ใช้เอง-ขายเอง (Net Metering) ได้จริง ไม่ใช่กั๊กไว้ให้แต่นายทุน และเจรจาสัญญาที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ตามหลักกฎหมายปกครองและรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนและสัญญานั้นสร้างภาระที่ "เกินสมควร" รัฐมีอำนาจและหน้าที่ต้องแก้ไขเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ถ้ารัฐบาลยังบอกว่าแก้ไขไม่ได้ นั่นคือการยอมรับว่า “อำนาจทุนอยู่เหนืออำนาจอธิปไตย” และถึงเวลาที่เราต้องเลิกเกรงใจกลุ่มทุน แล้วหันมาเกรงใจประชาชนที่กำลังจะหมดตัวเพราะค่าครองชีพได้แล้วครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...