“ทรัมป์” ยกเครื่องระบบข้าราชการสหรัฐ เพิ่มอำนาจปลด-ตั้งพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง
"ทรัมป์" ประกาศปรับโครงสร้างระบบข้าราชการพลเรือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ เปิดทางให้ประธานาธิบดีมีอำนาจตัดสินใจถอดถอนความคุ้มครองตำแหน่งงานของเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 04.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีอำนาจมากขึ้นในการจ้างและปลดพนักงานข้าราชการประจำของรัฐบาลกลางสหรัฐสูงสุดถึง 50,000 คน ภายใต้การยกเครื่องระบบข้าราชการพลเรือนครั้งใหญ่ ที่รัฐบาลประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี โดยถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านการบริหารบุคลากรภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ
การปรับโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่โดย Office of Personnel Management (OPM) เป็นไปตามคำมั่นสัญญาหาเสียงของทรัมป์ ที่ต้องการตัดสิทธิ์ความคุ้มครองด้านความมั่นคงในการทำงานของข้าราชการบางกลุ่ม ซึ่งทีมงานของเขามองว่าเป็นผู้มีบทบาทชี้นำหรือแทรกแซงนโยบายรัฐบาล โดยทรัมป์เคยเรียกแนวคิดนี้ว่า “Schedule F” ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก
สก็อตต์ คูเปอร์ ผู้อำนวยการ OPM กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบุคลากรปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายบริหาร พร้อมระบุว่ามาตรการใหม่นี้มุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ที่รัฐบาลมองว่าบ่อนทำลายลำดับความสำคัญของประธานาธิบดี
ตามกฎใหม่นี้ ทรัมป์จะมีอำนาจเป็นผู้ตัดสินใจว่าตำแหน่งใดในหน่วยงานรัฐจะถูกถอดถอนความคุ้มครองด้านตำแหน่งงาน ซึ่งเปิดทางให้สามารถปลดหรือโยกย้ายได้ง่ายขึ้น โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐบาลกลางในเร็ว ๆ นี้
ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานข้าราชการกลางและกลุ่มพันธมิตรได้ยื่นฟ้องในเดือนมกราคม เพื่อขัดขวางนโยบายนี้ตั้งแต่ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดยผู้พิพากษาได้สั่งชะลอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่ารัฐบาลจะสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย ขณะที่ Democracy Forward ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ยื่นฟ้อง ระบุว่าจะกลับไปต่อสู้คดีในศาลอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
สกาย เพอร์รีแมน ผู้นำของ Democracy Forward กล่าวว่า กลุ่มจะใช้ทุกช่องทางทางกฎหมายเพื่อหยุดยั้งกฎที่มองว่าผิดกฎหมาย และเพื่อเอาผิดกับรัฐบาลในกรณีนี้
ปรับเปลี่ยนการคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล (Whistleblowers)
รัฐบาลทรัมป์ยังเตรียมเปลี่ยนแปลงวิธีบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูลในหน่วยงานรัฐ ซึ่งเดิมห้ามไม่ให้หน่วยงานตอบโต้หรือกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ที่ออกมาเปิดเผยการกระทำผิด
ภายใต้แนวทางใหม่ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งจะต้องเป็นผู้กำหนดและดูแลระบบคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูลของตนเอง แทนที่ก่อนหน้านี้จะเป็นหน้าที่ของ Office of the Special Counsel ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ปกป้องผู้ร้องเรียนจากการถูกเอาคืน
เจ้าหน้าที่ OPM ระบุด้วยว่า ผู้บริหารหน่วยงานต้องมีความเป็นกลางในการสอบสวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตอบโต้ผู้เปิดโปงข้อมูล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่อาจกระทบต่อโครงสร้างการคุ้มครองข้าราชการและระบบถ่วงดุลภายในรัฐบาลกลางสหรัฐ
อ้างอิง : reuters.com