โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

พญาเสือภาคใต้บุกทลายแคมป์ลับ! จับชาวเวียดนาม 3 คนขุดไม้กฤษณาหวังรวยทางลัด ยึดของกลางมูลค่าหลักล้าน

สวพ.FM91

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 06.25 น.

หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ภาคใต้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บุกทลายแคมป์ลักลอบตัดไม้กฤษณาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง จับกุมชาวเวียดนามได้ 3 คน พร้อมยึดชิ้นไม้กฤษณามูลค่าหลักล้านบาท
28 มกราคม 2568 - นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ผู้วางแผนและอำนวยการปฏิบัติการด้วยตนเองในครั้งนี้ เปิดเผยว่า ภารกิจเริ่มต้นจากการได้รับข้อมูลจากสายสืบที่แจ้งว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติเข้าไปตั้งแคมป์ลักลอบตัดไม้กฤษณาในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำตกโยงและอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง บริเวณตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มาแล้วเกือบ 10 วัน จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (พญาเสือ) ภาคใต้ นำโดยนายทรงคุณ ดาลัดกวิน หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ และนายสัญจร เพชรมาศศรี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 รวมกำลังกว่า 20 นาย เข้าปฏิบัติการ

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในคืนวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 23.45 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ป่าลึกตามพิกัดที่ได้รับมา จนกระทั่งพบแคมป์ที่พักซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังล้อมโอบแคมป์ก่อนแสดงตัวและควบคุมตัวชายสัญชาติเวียดนาม 3 คน ที่กำลังพักอยู่ในแคมป์ ซึ่งทั้ง 3 คนมาจากประเทศเวียดนาม การสื่อสารในขณะนั้นต้องใช้แอปพลิเคชัน Google Translate เป็นตัวกลางในการสนทนา

เมื่อทำการตรวจค้นภายในแคมป์ พบชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามลำดับที่ 4 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2530 น้ำหนักรวม 25.05 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบซากเม่นหางพวงหรืออีแกะย่างรมควันซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองน้ำหนัก 1.20 กิโลกรัม พร้อมเครื่องมือขุดไม้ 3 ชิ้น สิ่วแต่งไม้ 14 เล่ม มีดดาบ 2 เล่ม และอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงเงินสดทั้งไทยและเวียดนาม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

จากการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงยังพบการตัดโค่นต้นกฤษณาคาตอซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ไม้หวงห้ามธรรมดา ลำดับที่ 162 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 จำนวน 2 ต้น เมื่อสอบสวนผู้ต้องหาพบว่าพวกเขาเข้ามาตั้งแคมป์พักอาศัยเก็บหาชิ้นไม้กฤษณามาแล้ว 10 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไม้กฤษณาไปจำหน่ายในตลาดมืดในราคา 40,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไม้ ซึ่งหากคำนวณจากของกลางที่ยึดได้อาจมีมูลค่ารวมหลายล้านบาท

การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 3 คนเป็นความผิดตามกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ในข้อหาทำไม้หวงห้าม เก็บหาและมีไว้ครอบครองของป่าหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในข้อหาทำไม้และเก็บหาของป่าในป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในข้อหากระทำให้เสื่อมสภาพพื้นที่อุทยาน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า รวมถึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในข้อหาล่าและมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายสุรศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การอำนวยการของนายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษทำงานอย่างบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้สั่งการด่วนให้เพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดและลักลอบกระทำผิดในพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

"ท่านอธิบดีมีนโยบายชัดเจนว่าต้องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้ได้อย่างเต็มกำลัง และจะไม่มีการผ่อนปรนกับผู้กระทำผิดไม่ว่ากรณีใดๆ การจับกุมในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความจริงจังของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ โดยเฉพาะการทำงานของหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ที่มีความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ยากลำบาก เราจะทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นตามที่ท่านอธิบดีได้วางนโยบายไว้"

ขณะนี้ได้ แจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่แล้ว ขณะนี้อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงกำลังดำเนินการประเมินค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเพื่อเรียกค่าชดเชยจากผู้กระทำผิดต่อไป

"คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชาติว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้การนำของท่านอธิบดีอรรถพล เจริญชรรษา มีความพร้อมและมุ่งมั่นในการปกป้องป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างเข้มงวดและจริงจัง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครหรือมาจากที่ใดก็ตาม เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่และต่อเนื่องเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชาติไว้ให้ลูกหลานของเราต่อไป" นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...