โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (160)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 02.10 น.

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (160)

โชคชะตาเหนี่ยวรั้งให้อยู่ ‘ใต้’

ในยามวิกาลดึกสงัดคืนหนึ่ง เวลาล่วงเลยกว่า 2 นาฬิกาไปมากแล้ว ผมกำลังหลับสนิทอยู่ที่บ้านพักของผม ซึ่งเป็นบ้านเช่าหลังเดียวโดดๆ ห่างไกลจากโรงพัก ไม่มีเพื่อนตำรวจอยู่ใกล้ๆ มีเพียงบ้านหลังหนึ่งของชาวบ้านที่อยู่เยื้องๆ ฝั่งตรงกันข้ามถนนกับผมเพียงหลังเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด มีน้าผู้หญิงที่มีอายุเป็นเจ้าของบ้าน

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นทันที เมื่อผมได้ยินเสียงปืนดังลั่น ดังติดๆ กันจำนวนหลายนัด ดังมาจากถนนหน้าบ้าน ผมนอนอยู่บนที่นอนคอยระวังตัวและไม่หลับอีกเลย

ผมไม่รู้ว่าเสียงปืนนั้น จงใจและตั้งใจที่จะยิงข่มขู่ผมหรือไม่

จนรุ่งเช้าจึงแต่งเครื่องแบบตำรวจจะไปทำงานตามปกติ น้าผู้หญิงเดินมาหาผมพร้อมกับบอกผมว่า “น้าว่า ท่านรอง น่าจะย้ายที่นอนนะ” ผมเชื่อว่า น้าคงจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ และคงจะเตือนผมให้ระวังตัว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คงจะไปสืบหาพยานหลักฐาน คงจะลำบากยากเย็น

ห้องนอนผมติดกับหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ คงจะไม่สามารถป้องกันกระสุนปืนได้ และอยู่ห่างจากโรงพัก ถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริงๆ กับผม ตำรวจคงจะมาช่วยผมไม่ทัน แล้วผมจะไปบอกเล่าให้ใครฟัง เขาก็คงไม่เชื่อ กลับจะถูกเยาะเย้ย ถากถางให้เสียหน้าอีก

ผมจึงตัดสินใจย้ายที่นอนตามที่น้าผู้หญิง เพื่อนบ้านเตือนทันที

โดยผมย้ายไปนอนที่ห้องทำงานของผมบนโรงพัก ผมเอาเก้าอี้มาต่อเรียงกันทำเป็นที่นอน นอนพักกันแบบนี้ ตอนเช้าตี 5 ลูกน้องจะมาปลุก แล้วออกไปทำงานตรวจค้นด้วยกัน เสร็จงาน ผมจึงกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านพัก

กลางคืนผมกลับมาทำงานทำสำนวนการสอบสวนแล้วนอนที่ห้องทำงานของผมมาโดยตลอด

บรรยากาศสภาพการทำงานที่ผมเจอ มันจึงบั่นทอนกำลังใจและจิตใจของผมไปทีละเล็กทีละน้อย

ผมเพิ่งผ่านพ้นจากการถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาเมื่อไม่กี่วัน

ถูกชาวบ้านทำร้ายร่างกาย ชิงตัวผู้ต้องหาไป 2 ครั้งแล้ว เห็นสภาพบ้านเมืองไร้ขื่อแป และยังมาถูกปรามาสอีก

มีเสียงปืนปริศนาในยามดึกสงัด

ผมจึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัวในการทำงานที่ภาคใต้ ที่ผมทำงานมาอย่างยาวนาน และคิดที่จะขอย้ายกลับไปทำงานใกล้กับภูมิลำเนาบ้านเกิด ที่พอจะมีญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือได้บ้าง

แล้วผมก็ตัดสินใจติดต่อเพื่อนร่วมรุ่นของผมคือ พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ที่ขณะนี้เป็นนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ ขอร้องเพื่อน ให้ช่วยย้ายผมกลับไปอยู่ที่ภาคกลาง จังหวัดไหนก็ได้ ในตำแหน่งเดิมที่เป็น รองผู้กำกับ

ผมขอเพียงแค่นั้น พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติก็รับปากผม

และต่อจากนั้นไม่นานนัก พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติได้ติดต่อผมกลับมาว่า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมได้ย้ายไปอยู่ภาคกลาง

แต่ผมไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ไหน

ส่วนความคืบหน้าของคดีฆาตกรรม 5 ศพ ครอบครัวบุญทวี

นายกำพล ภู่สุดแสวง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าคดีฆ่าโหดครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ซึ่งมีนายเรืองศักดิ์ หรือไอ้ศักดิ์ ปากรอ จำเลยที่ 1 นายสงกรานต์ หรือไอ้จ้อง แก้วอุบล จำเลยที่ 2 ใกล้จบแล้ว ขณะนี้ศาลเร่งสืบพยานโจทก์ที่ยังขาดอยู่อีก 3 ปาก คือ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก., พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร และ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง รอง ผกก.1 ป. ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดี

เหตุที่คดีล่าช้าไปเนื่องจากจำเลยต่อสู้คดี จึงต้องใช้เวลานาน ล่าสุดนัดสืบพยานโจทก์ไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 แต่ทนายจำเลยขอเลื่อน เพราะติดว่าความคดีอื่น จึงนัดใหม่เป็นวันที่ 26-27 สิงหาคม และวันที่ 2 กันยายน 2540 และจะต้องสืบพยานจำเลยอีก 4 นัด คาดว่าคงพิพากษาคดีนี้ได้ไม่เกินเดือนกันยายน 2540 นี้

ต่อมา พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก. เดินทางมาเป็นพยานในการเบิกความสืบพยานโจทก์ คดีสังหารครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ที่ห้องพิจารณา 5 ศาลจังหวัดสงขลา ในเวลานั้น คำสั่งการแต่งตั้งนายตำรวจระดับผู้บัญชาการได้พิจารณากันแล้ว และ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ รอง ผบช.ก. จะได้เลื่อนยศเป็นพลตำรวจโท ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา

ผมพร้อมนายตำรวจหลายคนได้ไปต้อนรับท่าน หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นในวันนั้น

พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้ชวนผมให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน โดยท่านพูดกับผมว่า “ปวีณ ไปอยู่กับผมที่ภาค 8 นะ” และเนื่องจากผมได้รับการยืนยันจาก พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติมาก่อนแล้วว่าผมจะได้ย้ายกลับไปอยู่ภาคกลาง เมื่อได้ยินคำชักชวนจากท่านวรรณรัตน์ โดยไม่เคยมีการทาบทามมาก่อน และผมคิดไปเองว่า หากผมไปอยู่ที่ภาค 8 ก็คงจะให้ผมไปปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมรุนแรงเหมือนกับพื้นที่ อ.สิงหนคร เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น และผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งอ่อนล้าเหลือเกินเมื่ออยู่ที่ สภ.อ.สิงหนคร

ผมจึงได้ตอบปฏิเสธทันที

ภายหลังที่คำปฏิเสธของผมล่วงรู้ไปถึง พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ รองผู้บังคับการกองปราบ จึงได้เรียกผมไปพบที่ห้องพักตอนกลางคืน พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ หรือพี่โต้ง เป็นรุ่นพี่ที่น่ารักน่าเคารพนับถือมาก เป็นสุดยอดฝีมือในการสืบสวนของเมืองไทยในสมัยนั้นเลย ทำงานสืบสวนเก่งมาก ละเอียดรอบคอบมาก และเป็นนายตำรวจที่ทำงานใกล้ชิดกับท่านวรรณรัตน์ ระหว่างที่ทำงานสืบสวนสอบสวนคดีฆ่า 5 ศพ ศักดิ์ ปากรอ ผมจึงสนิทสนมกับพี่โต้งมาก และพี่โต้งก็เป็นกันเองกับน้องๆ

ส่วนท่านวรรณรัตน์นั้นผมแทบจะไม่เคยพูดคุยเป็นการส่วนตัวเลย เพราะตบะบารมีและเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผมจึงไม่กล้า นอกจากเรื่องงานสืบสวนสอบสวนเท่านั้น

แล้วพี่โต้งก็เรียกผมเข้าไปเฉ่งทันที “ไอ้เหี้ย วีณ นายเขาไม่เคยชวนใคร พอชวนมึงหน่อย ทำเป็นหยิ่งไม่ไป” แล้วก็จวกผมต่างๆ มากมาย เวลานั้นผมพยายามอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมพบเจอ พี่โต้งไม่ยอมรับฟังทั้งนั้น พร้อมทั้งบังคับผมให้ไปรับปากกับท่านวรรณรัตน์เมื่อมาชวนอีกครั้ง

ในเวลานั้นผมจึงรู้ว่า การทำงานของผมที่ผ่านมาได้สร้างความประทับใจให้กับ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก.และกำลังจะเป็นว่าที่ ผบช.ภ.8 เป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับชวนผมเพียงคนเดียวเท่านั้นให้ไปอยู่ที่ภาค 8 ด้วยกัน รวมทั้งทีมงานของท่านก็ชื่นชม โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ รอง ผบก.ป.ในการเรียกผมไปต่อว่า ถึงจะเป็นคำพูดที่ดูรุนแรงแต่กิริยาท่าทางก็บ่งบอกถึงความเอ็นดูผม

และเมื่อสถานการณ์กลับออกมาเป็นเช่นนี้ ผมจึงต้องรับปากกับ พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ หรือพี่โต้ง คนที่ผมเคารพนับถือและประทับใจฝีมือที่เป็นสุดยอดนักสืบ

รวมทั้งผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับท่านวรรณรัตน์

และในเวลาต่อมาผมได้พบ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบช.ภ.8 อีกครั้งที่ศาลจังหวัดสงขลา แล้วท่านก็เอ่ยปากชวนผมไปอยู่ที่ภาค 8 อีกครั้งจริงๆ ตามที่ พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์บอกเอาไว้

ท่านวรรณรัตน์ ใช้ประโยคเดิมเลยว่า “ปวีณ ไปอยู่ภาค 8 กับผมนะ”

ผมรับปากกับท่านสั้นๆ ว่า “ครับ” และพูดเบาๆ ไม่ทราบว่าจะได้ยินไหม “ท่านอย่าทิ้งผมนะ”

หลังจากนั้น ผมต้องติดต่อ พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน อีกครั้ง ว่าขอยกเลิกการย้ายไปอยู่ภาคกลางด้วยเหตุดังกล่าว

ในเวลานั้นและเวลาต่อๆ มา ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ผมจะได้ย้ายไปอยู่ที่ตรงไหนของภาค 8

จนกระทั่งจวนเจียนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายใกล้จะออก ผมจึงทราบว่า ตำแหน่งใหม่ที่จะถูกย้ายไป คือเป็นรอง ผกก. (สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต

ชีวิตของผมเหมือนโชคชะตาเหนี่ยวรั้งไว้ให้อยู่แต่พื้นที่ภาคใต้จนตลอดชีวิตการรับราชการตำรวจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (160)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...