นักวิชาการ เผย ตอนนี้ยังไม่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 จับตาจีน-รัสเซีย
ผศ.ดร. มาโนชญ์ เผย ตอนนี้ยังไม่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 จับตารอดูท่าทีจีนกับรัสเซีย แนะภาวะสงครามไทยต้องทำตัวเป็นมิตร สนุนอาหารให้กับผู้เดือดร้อน
วันที่ 2 มี.ค.2569 ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและโลกมุสลิม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงสงครามระหว่างอิหร่าน เเละอิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกา หนุนหลัง ว่า จุดเริ่มต้นของสงครามในครั้งนี้ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ต้องการทำให้อิหร่านเป็นประเทศที่ไม่มีนิวเคลียร์ และไม่มีขีปนาวุธ และไม่ต้องการเห็นอิหร่านไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอิสราเอล มีนโยบายมาตั้งแต่ทศวรรษ 80 จะไม่ให้ประเทศใดในตะวันออกกลางมีอาวุธร้ายเเรง แต่อิสราเอลมีได้คนเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้ประเทศอื่นรู้สึกไม่มั่นคง อิหร่านจึงต้องการพัฒนาอาวุธของตัวเอง
ฉะนั้นสงครามในตอนนี้เป็นเรื่องของดุลอำนาจในภูมิภาค ซึ่งในช่วงการเจรจาที่ผ่านมาทั้งอิสราเอล และสหรัฐต้องการกดดันให้อิหร่านดำเนินการตามขัอเรียกร้อง 3 ข้อ
1. อิหร่านจะต้องไม่มีโครงการนิวเคลียร์อีก โดยอิสราเอล เเละสหรัฐกล่าวหา อิหร่านมานานกว่า 40 ปี ว่าอิหร่าน มีอาวุธนิวเคลียร์ เเต่อิหร่านปฏิเสธเเละยืนยันมาตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ ผลิตพลังงานไม่ได้ทำเพื่ออาวุธ
2.อิสราเอล ต้องการให้อิหร่าน ยกเลิกการพัฒนาขีปนาวุธและให้มีขีปนาวุธวิสัยใกล้เท่านั้น แต่อิหร่านไม่ยอม เพราะมองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะพัฒนาขีปนาวุธของตัวเองเพื่อป้องกันประเทศ
3.ไม่ต้องการให้อิหร่านขยายอำนาจไปยังภูมิภาคอื่นในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยสหรัฐพยายามเจรจาต่อรองหลายครั้ง โดยอิหร่านยอมลดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่จะไม่พัฒนาต่อไปเป็นอาวุธได้ และเสนอให้สหรัฐเข้ามามีผลประโยชน์ในเรื่องทรัพยากรพลังงานแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากสหรัฐ แต่อีหร่านจะไม่คุยเรื่องขีปนาวุธ
ท้ายที่สุดอิสราเอลไม่พอใจ และสหรัฐมองว่าอิหร่านต่อรองยาก แม้ในการเจรจาทั้ง 3 ครั้งจะมีสัญญาณที่ดีก็ตาม ส่วนในครั้งที่ 4 จะมีการเจรจาในวันที่ 2 มีนาคมที่จะถึงนี้ เชื่อว่าน่าจะเอา IAEA หรือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องปรมาณูมาสังเกตการณ์และตรวจสอบการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ซึ่งตนคาดว่าถ้าหากการเจรจาในครั้งนี้เกิดขึ้นแล้วนำไปสู่การตรวจสอบจริง การดำเนินการของอิสราเอลและสหรัฐจะมีปัญหา จะไม่เหมาะสมเเละขาดความชอบธรรม
อิสราเอลจึงชิงโจมตีอิหร่านก่อนอย่างที่เห็น เพราะสาเหตุ คือ 1.ไม่อยากให้อิหร่านและสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลง และดึงสหรัฐเข้ามาโจมตีอิหร่านโดยตรง วัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง เเละทำลาย ศักยภาพทางการทหาร
2.กระแสสนับสนุนอิสราเอลในสหรัฐเริ่มหายไป นี่จึงเป็นช่วงเวลาและโอกาสสุดท้ายของอิสราเอล ที่ดึงสหรัฐเข้ามาทำสงครามกับอิหร่าน และคงมองว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ทรัมป์อาจจะแพ้เเละไม่ได้กลับมา
ส่วนกรณีที่บอกว่านี่อาจเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ตนมองว่า ตอนนี้ยังเป็นสงครามในระดับภูมิภาค อย่างที่เห็นว่าอิหร่านโจมตีในหลายประเทศในกลุ่มอาหรับ อย่างล่าสุดมีการโจมตีฐานทัพอังกฤษในไซปรัส แสดงว่าตอนนี้อังกฤษกระโดดเข้ามาร่วมในสงครามครั้งนี้แล้ว ฉะนั้นสงครามในครั้งนี้เริ่มทำท่าจะทะลักออกมานอกภูมิภาค แต่การจะขยับไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้จะต้องมี จีนและรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ ณ วันนี้ยังไม่มี รวมถึงปัญหาในประเทศต่างๆ ที่รอวันปะทุด้วย
โดยรัสเซียเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่าย อดทนอดกลั้นและใช้วิธีการเจรจา ประณามการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล พร้อมกับเสนอตัวที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาช่วยกันหาทางออก นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าสหรัฐเอง ก็มองทางลงไว้คือต้องมีการพูดคุยกับรัสเซีย
ส่วนจีนก็มีผลประโยชน์ทางทรัพยากรมากในอิหร่านรวมถึงเส้นทางสายใหม่ จีน จำเป็นจะต้องแสดงบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่ง เเต่ตนคิดว่าจีนเเละรัสเซียตกที่นั่งลำบาก และรู้สึกกดดันเพราะถ้าหากช่วยอิหร่านมากไป หรือเข้ามาแทรกแซงโดยตรง ก็จะทำให้ต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐ ซึ่งทั้งสองประเทศไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่ถ้าหากไม่มีการดำเนินการเลยก็จะถูกพันธมิตรในประเทศอื่นมองว่าทิ้งอิหร่านให้เผชิญชะตากรรมอยู่ตามลำพัง เริ่มไม่ไว้ใจ เเละอาจหันไปพึ่งสหรัฐแทน
ส่วนกรณีที่ผู้นำของอิหร่านเสียชีวิตไป ก็มีผู้นำคนใหม่ขึ้นมาโดยระบบยังคงอยู่ รวมถึงการจัดการเรื่องภายในประเทศด้วย เเละบัญชาการรบตอบโต้อิสราเอลเเละสหรัฐต่อไปจนถึงที่สุด ซึ่งเราจะต้องจับตาดูต่อไปว่าจะมีความรุนแรงและต่อเนื่องแค่ไหน
อีกมุมหนึ่ง คือ ภายในประเทศอิหร่านเอง ก็มีทั้งฝั่งที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งสหรัฐก็ส่งสัญญาณให้กับกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยว่าตอนนี้ถึงโอกาสในการที่จะยึดอำนาจจากผู้นำอิหร่านเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ในขณะเดียวกัน มกุฏราชกุมารของอิหร่านก็พยายามที่จะกระตุ้นให้ประชาชนออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำให้สหรัฐฉวยโอกาสนี้โจมตีอิหร่านมากขึ้น เพื่อหาตัวเเทนของตัวเองในอิหร่าน
ในตอนนี้ที่อิหร่านสามารถตอบโต้ได้คือ
1.ในเวทีโลกทำให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐอเมริกาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
2.อิหร่านยังมีกลุ่มพันธมิตรในหลายประเทศ ซึ่งถ้าหากมีการตอบโต้กับสหรัฐก็อาจจะทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น
3.อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้พลังงานและน้ำมันกว่า 20% ที่จะต้องออกสู่ตลาดโลกต้องหยุดชะงักไปด้วย และจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า ต้นทุนค่าขนส่ง จนทำให้เงินเฟ้อ
อย่างเช่นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่รับน้ำมันจากตะวันออกกลางและเป็นคู่ค้ากับประเทศไทย ถ้าหากเศรษฐกิจเขามีปัญหาจากภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตราคาน้ำมัน ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยด้วย ไข่จะต้องเตรียมตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเป็นห่วงคือเรื่องสวัสดิภาพของคนไทยที่อยู่ในต่างแดน โดยในอิหร่านส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาและนักธุรกิจ ส่วนในอิสราเอลจะเป็นแรงงาน จึงคาดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ตนรู้สึกกังวลคือในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดสงครามรัฐบาล กลับสนับสนุนและส่งเสริมกระตุ้นให้คนไทยไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก นั่นหมายถึงว่าไทยกำลังมีปัญหาในเรื่องของการประเมินสถานการณ์ในต่างประเทศหรือไม่ ทั้งที่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่สหรัฐกำลังขนเรือรบเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลางเตรียมที่จะยิงอิหร่าน กระทรวงแรงงานอาจจะต้องคิดหนักและทำการบ้านเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ส่วนการเตรียมความพร้อมและการรับมือของประเทศไทยอันดับแรกเราต้องตั้งวอร์รูม ต้องคิดให้ออกว่าเราจะชูธงอะไรที่จะทำให้ไทยรอดในสมรภูมินี้ ซึ่งไทยมีต้นทุนที่ดีคือเรื่องของภาพลักษณ์ความเป็นมิตรกับทุกฝ่าย เรามีอาหารเพียงพอในขณะที่โลกมีความกังวลเรื่องอาหาร เราต้องเล่นบทบาทความมีมนุษยธรรมที่ดี ยิ่งในตะวันออกกลางที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเยอะ ไทยสามารถผลักดัน ฮาลาลมนุษยธรรมได้ เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในภาวะสงคราม ถ้าเราทำได้ จะไม่มีใครอยากมีปัญหากับเรา
ส่วนสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาตอนนี้คือ สงครามเเละอนาคตที่ไม่มีเเน่นอน แต่ ณ วันนี้ สงครามภายนอก ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้นเรายังไม่ควรที่จะตื่นตูมกับสถานการณ์จนมากเกินไปเพียงแต่ต้องวางแผนตั้งรับให้ดี ไม่จำเป็นว่าพอมีภาวะสงครามแล้วจะต้องหยุดชะงักในเรื่องของการลงทุน