โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ออกหมายจับ! เบนสมิธ-เมีย ฟอกเงินพันล.

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 4.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ "เบน สมิธ-ภรรยา" พบหลักฐานหลอกลงทุนข้ามชาติ เสียหายกว่า 1 พันล้านบาท ลุยค้น 6 จุดเป้าหมาย ยึดของกลาง 13 รายการ ขยายผลต่อประสาน ปปง.ดำเนินการมูลฐานฟอกเงิน นายกฯ แจงหมายจับทำตามกฎหมาย-ไม่มีอิทธิพล ย้ำไม่เข้าข้างคนผิด มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม เพจตำรวจสอบสวนกลางได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า "CIB ออกหมายจับ เบน สมิธ-ภรรยา พบหลักฐานชัด หลอกลงทุนข้ามชาติ ลุยค้นเป้าหมาย-บริษัท รวม 6 จุด ยึดของกลางขยายผลต่อ ประสาน ปปง.ดำเนินการมูลฐานฟอกเงินเต็มที่"

มีรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยตำรวจกองปราบปราม รวบรวมพยานหลักฐาน จนศาลอนุมัติหมายจับนายเบน สมิธ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลง 26 ก.พ. 69 และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลง 26 ก.พ. 69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน

จากการสืบสวนพฤติการณ์ของนายเบน สมิธ กับพวก พบมีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท

จากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ (ผู้เสียหาย) ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับ เบน สมิธ อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในครั้งแรกได้แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ ต่อมานายเบน สมิธ อาศัยจังหวะนี้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซทำสัญญากู้ยืมเงิน และออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้นางแคทรียาเป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี

โดยในช่วงที่ผู้เสียหายยังเชื่อมั่นไว้วางใจนายเบน สมิธ กับพวก ประกอบกับมีการเดินทางไปดูโครงการต่างๆ หลายประเทศ นายเบน สมิธ อาศัยโอกาสนี้ชวนซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เดือนต่อมานายเบน สมิธ อาศัยความสนใจของผู้เสียหายในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า หลอกเงินผู้เสียหายไปอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซ้ำอีก จนกระทั่งผู้เสียหายพบว่าหุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ คนในเครือข่ายของนายเบนจึงเสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโดฯ 7 ห้อง และค่าบิลด์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหาย พร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ และปี 2565 ผู้เสียหายยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงได้ติดต่อทวงถามแล้วมีการบ่ายเบี่ยง ซึ่งได้ทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง

จากการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐาน พบว่านายเบนกับภรรยาหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่างๆ หลายครั้งต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการ ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ในชั้นนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบนกับภรรยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและฟอกเงิน

ทั้งนี้ ได้ขออนุมัติหมายค้นจำนวน 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดสืบสวนสอบสวน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดดังกล่าว ทำการตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ เงินไม่ถูกกฎหมายและการฟอกเงินต่างๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันนโยบายและหลักการของตนที่เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่รู้หรอกว่าใครไปทำอะไร แต่ถ้ามีเหตุอะไรขึ้นมาและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้คนในประเทศ ความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องโดน เราไม่ต้องให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อถามว่า ตอนนี้สแกมเมอร์ตัวจี๊ดๆ โดนดำเนินคดีไปหมดหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการลงข่าวไปแล้ว ที่ศาลมีการพิพากษาอายัดทรัพย์ผู้ที่เป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ ทั้งคนต่างชาติและคนไทย ที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปดำเนินการมา ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความมั่นใจ เป็นการพิสูจน์ให้ชัดว่าไม่มีอิทธิพลใดๆ อยู่เหนือกฎหมายได้

"ผมไม่เคยก้าวก่ายใดๆ จะรายงานมาที่ผมก็ต่อเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ต้องการทราบว่าใครอยู่ในข่าย ทั้งเฝ้าระวัง ติดตาม หรือสอบสวนพฤติกรรม ถ้าผมมารู้เดี๋ยวจะมีข่าวเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าผมไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย สั่งการ ผมให้อำนาจผู้ปฏิบัติไปดำเนินการเต็มที่ ข้อสั่งการก็คือ ใครทำผิดกฎหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร" นายอนุทินกล่าวถึงกรณีมีนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ เพราะมีแกนนำพรรคการเมืองบางพรรคเชื่อมโยงนายเบน สมิธ นายกฯ กล่าวว่า “ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ กระเพื่อมของอะไร ตำแหน่งของผมเหรอ" ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า แรงกระเพื่อมทางการเมืองทั้งหมด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาล บางทีคดีนี้อาจไปล็อกคอแกนนำบางพรรค นายกฯ กล่าวว่า "ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศชาติมีความสำคัญกว่าเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลคนไหน ไม่มีความหมายเลยตรงนี้".

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...