การเมืองไทย VS สงครามอิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่ออหร่านตอบโต้เอาคืน สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หลายฝ่ายกังวลการสู้รบจะยื้ดเยื้อ ยาวนานกลายเป็นสงครามโลกครั้ง ที่ 3 คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เปิดประชุมฉุกเฉินทันที แต่ก็ได้แค่โต้เถียงกัน และประณามการใช้ความรุนแรงของสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่ไม่ได้มีมาตรการใดๆออกมา ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที 13 % เป็นสัญญาณเตือนว่า หาสถานการณ์ยังคงบานปลาย เศรษฐกิจทั่วโลก ที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง
จะเสียหายย่อยยับไม่แพ้กัน
ประเทศไทย เพิ่งจะผ่าพ้นภาวะความขัดแย้ง จนกลายเป็นสงครามขนาดย่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่น่ารำคาญอย่างกัมพูชา น่าจะพอเข้าใจดีว่า สถานการณ์ไมพึงประสงค์แบบนี้ ไม่ควรเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะที่ใดในโลก เพราะเมื่อมีความขัดแย้ง มีสงครามจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของประชาชน ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาประเทศ
สงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง และคนไทยจำนวนมากนับแสนคน ไปทำงานในภูมิภาคดังกล่าวนำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีจำนวนมากมหาศาล อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง คือลูกค้าชั้นดีของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนั้นท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
นายกรัฐมนตรี "อนุทิน ชาญวีรกุล" โพสต์เฟซบุ๊คกลางดึก สั่งเตรียมเครื่องบินรับคนไทยในตะวันออกกลับประเทศ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และให้กระทรวงต่างประเทศ ที่มี "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" เป็นหัวเรือใหญ่ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยต้องวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุดพร้อม วิงวอนทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต พูดคุย และสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องการให้โลกของเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด ก่อนประชุม สมช.เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการทั้งหมดเพื่อรองรับสถานการณ์
ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อไทย เป็นพรรคแรกที่ออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณืในตะวันออกกลาง ส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทย และครอบครัว ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังสูงสุดขอให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อดูแลความปลอดภัย และการอพยพ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงทีและขอให้รัฐบาลรักษาบทบาทที่สมดุลในการประสานความช่วยเหลือภายใต้กรอบมนุษยธรรม ตลอดจนสนับสนุนการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจา และสันติวิธี
ขณะที่พรรคประชาชน ก็ออกแถลงการณ์เช่นกัน เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้า 3 ภารกิจเพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน 1.คุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพของคนไทยเป็นลำดับแรก 2.เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และ 3.ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลกเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ประเทศไทยและความปลอดภัยของคนไทยในอนาคต
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค โพสต์เฟซบุ๊คสนับสนุนท่าที ของ"นายกฯอนุทิน"ต่อเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมขอทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น
ขณะที่ "อิสรา สุนทรวัฒน์" รองหัวหน้าพรรค จี้รัฐบาล เร่งแผนอพยพคนไทย คุมราคาพลังงาน รับมือวิกฤตเหตุขัดแย้ง
ส่วน สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ ภายใต้กำกับของประธานรัฐสภา ออกแถลงการณ์ แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศ ใช้กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี และงดเว้นจากการใช้กำลัง ทั้งหมดนี้คือท่าที ของฝ่ายการเมืองไทย ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นบททดสอบที่สำคัญของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews