โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองไทย VS สงครามอิหร่าน

INN News

อัพเดต 2 มีนาคม 2569 เวลา 22.20 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่ออหร่านตอบโต้เอาคืน สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หลายฝ่ายกังวลการสู้รบจะยื้ดเยื้อ ยาวนานกลายเป็นสงครามโลกครั้ง ที่ 3 คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เปิดประชุมฉุกเฉินทันที แต่ก็ได้แค่โต้เถียงกัน และประณามการใช้ความรุนแรงของสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่ไม่ได้มีมาตรการใดๆออกมา ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที 13 % เป็นสัญญาณเตือนว่า หาสถานการณ์ยังคงบานปลาย เศรษฐกิจทั่วโลก ที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง

จะเสียหายย่อยยับไม่แพ้กัน

ประเทศไทย เพิ่งจะผ่าพ้นภาวะความขัดแย้ง จนกลายเป็นสงครามขนาดย่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่น่ารำคาญอย่างกัมพูชา น่าจะพอเข้าใจดีว่า สถานการณ์ไมพึงประสงค์แบบนี้ ไม่ควรเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะที่ใดในโลก เพราะเมื่อมีความขัดแย้ง มีสงครามจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของประชาชน ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาประเทศ

สงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง และคนไทยจำนวนมากนับแสนคน ไปทำงานในภูมิภาคดังกล่าวนำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีจำนวนมากมหาศาล อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง คือลูกค้าชั้นดีของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนั้นท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

นายกรัฐมนตรี "อนุทิน ชาญวีรกุล" โพสต์เฟซบุ๊คกลางดึก สั่งเตรียมเครื่องบินรับคนไทยในตะวันออกกลับประเทศ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และให้กระทรวงต่างประเทศ ที่มี "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" เป็นหัวเรือใหญ่ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยต้องวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุดพร้อม วิงวอนทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต พูดคุย และสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องการให้โลกของเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด ก่อนประชุม สมช.เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการทั้งหมดเพื่อรองรับสถานการณ์

ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อไทย เป็นพรรคแรกที่ออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณืในตะวันออกกลาง ส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทย และครอบครัว ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังสูงสุดขอให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อดูแลความปลอดภัย และการอพยพ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงทีและขอให้รัฐบาลรักษาบทบาทที่สมดุลในการประสานความช่วยเหลือภายใต้กรอบมนุษยธรรม ตลอดจนสนับสนุนการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจา และสันติวิธี

ขณะที่พรรคประชาชน ก็ออกแถลงการณ์เช่นกัน เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้า 3 ภารกิจเพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน 1.คุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพของคนไทยเป็นลำดับแรก 2.เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และ 3.ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลกเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ประเทศไทยและความปลอดภัยของคนไทยในอนาคต

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค โพสต์เฟซบุ๊คสนับสนุนท่าที ของ"นายกฯอนุทิน"ต่อเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมขอทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น
ขณะที่ "อิสรา สุนทรวัฒน์" รองหัวหน้าพรรค จี้รัฐบาล เร่งแผนอพยพคนไทย คุมราคาพลังงาน รับมือวิกฤตเหตุขัดแย้ง

ส่วน สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ ภายใต้กำกับของประธานรัฐสภา ออกแถลงการณ์ แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศ ใช้กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี และงดเว้นจากการใช้กำลัง ทั้งหมดนี้คือท่าที ของฝ่ายการเมืองไทย ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นบททดสอบที่สำคัญของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด…

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...