‘ยูทูบ’ เปิดตัวโปรแกรมสแกนหน้า ระบุคลิปใช้ ‘เอไอดีพเฟค’
วานนี้ (11 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากบล็อกโพสต์ของ “ยูทูบ” แพลตฟอร์มเผยแพร่คลิปวิดีโอชื่อดังระบุว่า กำลังจะเปิดใช้เครื่องมือใหม่ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถสแกนหารูปลักษณ์ของบุคคลในคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย “เอไอ” ว่าคล้ายกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เพื่อแจ้งให้ลบออกไป
รายงานข่าวชี้ว่า ยูทูบกำลังเพิ่มตัวช่วยเพื่อต่อสู้กับเทคโนโลยีปลอมแปลงอัตลักษณ์ระดับ “ดีพเฟค” และวิธีการแอบอ้างตัวตนอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอ โดยประกาศในโพสต์บล็อกของยูทูบเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ทางแพลตฟอร์มกำลังขยายขอบเขตของโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถลบวิดีโอที่เลียนแบบรูปลักษณ์ของตนเองได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะครีเอเตอร์ในโปรแกรม YouTube Partner Program แต่ในขณะนี้การคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มนักข่าวและเจ้าหน้าที่ทางการเมืองด้วย
ในบล็อกโพสต์ของยูทูบอธิบายว่า ระบบนี้ทำงานคล้ายกับ Content ID ซึ่งเป็นเครื่องมือของแพลตฟอร์มที่ใช้ในการระบุเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ แต่แทนที่จะสแกนหาเพลงหรือคลิปวิดีโอ เทคโนโลยีใหม่นี้จะค้นหารูปลักษณ์ของบุคคลในเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยเอไอ หากตรวจพบการจับคู่ที่ตรงกัน เช่น ใบหน้าบุคคลที่ใช้โปรแกรมดีพเฟคปลอมแปลงให้เหมือนบุคคลที่มีตัวตนจริง บุคคลที่เป็นเจ้าของใบหน้านั้นจะสามารถตรวจสอบวิดีโอและร้องขอให้ลบออกได้ โดยมีเงื่อนไขว่าคลิปวิดีโอนั้นจะต้องละเมิดหลักเกณฑ์รักษาความเป็นส่วนตัวของยูทูบ
ผู้เข้าร่วมเพื่อใช้โปรแกรมนี้จะต้องยืนยันตัวตนก่อนที่จะลงทะเบียนในโปรแกรมตรวจจับรูปลักษณ์ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเพื่อให้แน่ใจว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือนี้เพื่อคุ้มครองผู้ใช้ในกลุ่มเป้าหมายของโปรแกรมเท่านั้น ยูทูบยังเสริมว่าข้อมูลที่ส่งมอบในระหว่างกระบวนการยืนยันตัวตนจะถูกใช้เพื่อยืนยันตัวตนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคุณลักษณะด้านความปลอดภัยเท่านั้น จะไม่มีการนำไปใช้เพื่อฝึกฝนโมเดลเอไอสร้างภาพของกูเกิล
“เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เส้นชัย” โพสต์ดังกล่าวระบุเพิ่มเติม “เราจะยังคงสนับสนุนกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งอย่างเช่นกฎหมาย NO FAKES Act ซึ่งกำหนดสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณะในระดับรัฐบาลกลาง และทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปใช้ในระดับสากล เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะรับใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่”
เคย์ลิน แจ๊คสัน ชิฟฟ์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Purdue ผู้ศึกษาเรื่องเอไอ ดีพเฟคให้สัมภาษณ์สำนักข่าวนิวยอร์ก ไทม์ส ว่า เมื่อต้องจัดการกับเนื้อหาที่มีการบิดเบือนทางออนไลน์ การตอบสนองต่อรายงานอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
“ความเร็วในการจัดการรายงานเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราทราบดีว่าเรื่องต่างๆ สามารถกลายเป็นไวรัลได้อย่างรวดเร็วมาก” เธอกล่าว “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองระดับสูงจะแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ และส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นของบุคคลจำนวนมาก”
ที่มา : people.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES