โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ยูทูบ’ เปิดตัวโปรแกรมสแกนหน้า ระบุคลิปใช้ ‘เอไอดีพเฟค’

เดลินิวส์

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 06.13 น. • เดลินิวส์
แพลตฟอร์มชื่อดังเผยว่า กำลังจะมีโปรแกรมใหม่ที่สามารถช่วยสแกนคลิปวิดีโอเพื่อค้นหาว่าเป็นภาพที่ใช้ “เอไอ” สร้างขึ้นโดยจงใจให้เหมือนบุคคลที่มีตัวตนจริงหรือไม่

วานนี้ (11 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากบล็อกโพสต์ของ “ยูทูบ” แพลตฟอร์มเผยแพร่คลิปวิดีโอชื่อดังระบุว่า กำลังจะเปิดใช้เครื่องมือใหม่ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถสแกนหารูปลักษณ์ของบุคคลในคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย “เอไอ” ว่าคล้ายกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เพื่อแจ้งให้ลบออกไป

รายงานข่าวชี้ว่า ยูทูบกำลังเพิ่มตัวช่วยเพื่อต่อสู้กับเทคโนโลยีปลอมแปลงอัตลักษณ์ระดับ “ดีพเฟค” และวิธีการแอบอ้างตัวตนอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอ โดยประกาศในโพสต์บล็อกของยูทูบเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ทางแพลตฟอร์มกำลังขยายขอบเขตของโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถลบวิดีโอที่เลียนแบบรูปลักษณ์ของตนเองได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะครีเอเตอร์ในโปรแกรม YouTube Partner Program แต่ในขณะนี้การคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มนักข่าวและเจ้าหน้าที่ทางการเมืองด้วย

ในบล็อกโพสต์ของยูทูบอธิบายว่า ระบบนี้ทำงานคล้ายกับ Content ID ซึ่งเป็นเครื่องมือของแพลตฟอร์มที่ใช้ในการระบุเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ แต่แทนที่จะสแกนหาเพลงหรือคลิปวิดีโอ เทคโนโลยีใหม่นี้จะค้นหารูปลักษณ์ของบุคคลในเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยเอไอ หากตรวจพบการจับคู่ที่ตรงกัน เช่น ใบหน้าบุคคลที่ใช้โปรแกรมดีพเฟคปลอมแปลงให้เหมือนบุคคลที่มีตัวตนจริง บุคคลที่เป็นเจ้าของใบหน้านั้นจะสามารถตรวจสอบวิดีโอและร้องขอให้ลบออกได้ โดยมีเงื่อนไขว่าคลิปวิดีโอนั้นจะต้องละเมิดหลักเกณฑ์รักษาความเป็นส่วนตัวของยูทูบ

ผู้เข้าร่วมเพื่อใช้โปรแกรมนี้จะต้องยืนยันตัวตนก่อนที่จะลงทะเบียนในโปรแกรมตรวจจับรูปลักษณ์ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเพื่อให้แน่ใจว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือนี้เพื่อคุ้มครองผู้ใช้ในกลุ่มเป้าหมายของโปรแกรมเท่านั้น ยูทูบยังเสริมว่าข้อมูลที่ส่งมอบในระหว่างกระบวนการยืนยันตัวตนจะถูกใช้เพื่อยืนยันตัวตนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคุณลักษณะด้านความปลอดภัยเท่านั้น จะไม่มีการนำไปใช้เพื่อฝึกฝนโมเดลเอไอสร้างภาพของกูเกิล

“เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เส้นชัย” โพสต์ดังกล่าวระบุเพิ่มเติม “เราจะยังคงสนับสนุนกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งอย่างเช่นกฎหมาย NO FAKES Act ซึ่งกำหนดสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณะในระดับรัฐบาลกลาง และทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปใช้ในระดับสากล เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะรับใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่”

เคย์ลิน แจ๊คสัน ชิฟฟ์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Purdue ผู้ศึกษาเรื่องเอไอ ดีพเฟคให้สัมภาษณ์สำนักข่าวนิวยอร์ก ไทม์ส ว่า เมื่อต้องจัดการกับเนื้อหาที่มีการบิดเบือนทางออนไลน์ การตอบสนองต่อรายงานอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“ความเร็วในการจัดการรายงานเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราทราบดีว่าเรื่องต่างๆ สามารถกลายเป็นไวรัลได้อย่างรวดเร็วมาก” เธอกล่าว “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองระดับสูงจะแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ และส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นของบุคคลจำนวนมาก”

ที่มา : people.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...