โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"หุ้นแบงก์" เสี่ยงหนี้สูญเพิ่ม ต้องตั้งสำรองเพิ่ม กำไรหด หากน้ำมันสูงกว่า 100 ดอลลาร์นาน 6 เดือน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
“หุ้นแบงก์” เสี่ยงหนี้สูญเพิ่ม ต้องตั้งสำรองเพิ่ม กำไรหด หากน้ำมันสูงกว่า 100 ดอลลาร์นาน 6 เดือน

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลาหกเดือน เชื่อว่าผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของสินเชื่อและกำไรของธนาคารพาณิชย์ของไทยน่าจะมีเพียงเล็กน้อย โดยธนาคารไทยเน้นทำธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจายไปยังธุรกิจต่างๆในหลาย อุตสาหกรรม

ขณะที่ในกลุ่มธนาคารที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯทำการศึกษารวม 8 แห่ง พบว่า BBL มีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศสูงที่สุดราว 23% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 4/68 อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย, จีน และไต้หวัน ส่วนธนาคารอื่นมีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศน้อยกว่ามากหรือเพียง 3-5% ของยอดสินเชื่อรวม

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารอาจตั้งสำรองพิเศษหรือตั้งสำรองผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) แบบ management overlay สะท้อนความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลการวิเคราะห์ ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) แสดงให้เห็นว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นทุก 10bp จะทำให้ ประมาณการกำไรสุทธิรวมในปี 69 ของธนาคาร 8 แห่งมี downside 1.3% และเนื่องจากเชื่อว่าธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 20-30bp ในปี 69 ประมาณการกำไรสุทธิรวมจึงน่าจะมี downside risk ประมาณ 2.6-3.9% ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL อยู่ที่ 202% ณ สิ้นไตรมาส 4/68

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มธนาคารช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปี 46, ปี 62 และปี 66 พบว่า ธนาคารของไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งด้านการขยายตัวของสินเชื่อรวม, การเติบโตของกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP), อัตราการสำรองหนี้สูญ และ ROE ในช่วงเวลาเหล่านั้น ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงมองว่าหากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ/อิสราเอลคลี่คลายลงภายในหนึ่งเดือน เชื่อว่ากลุ่มธนาคารของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งอาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูงเนื่องจากลูกค้าธุรกิจน่าจะต้องการใช้บริการป้องกันความเสี่ยงของสถานบันการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตแข็งแกร่งในปี 69

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.9% ในปี 69 ปัจจุบันธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.75 เท่าหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า ขณะที่เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.2-8.2% ต่อปีในปี 69-71

โดยกลุ่มธนาคารอาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น เพราะน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพ.ค.- มิ.ย.69

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...