โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB ชี้ บาทอ่อนหลังสงครามปะทุ หนุนผู้ส่งออกเร่งเครื่อง

AEC10NEWs

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 16.59 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 09.59 น. • AEC10NEWS

เงินบาทอ่อนค่าเร็วสุดในภูมิภาคหลังราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง SCB FM มองเป็นโอกาสให้ผู้ส่งออกทยอยขาย USDTHB ได้

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโสธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทอ่อนค่าเหนือ32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเพราะนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบของสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด โดยราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่ม Middle East เช่น UAE คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ โดยมีเพียงเรือพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านเท่านั้นที่ยังข้ามผ่านได้ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงเร็ว เงินบาทที่อ่อนค่าแรงและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นออกมาใกล้เคียงกับกรณีWorst case ที่นายวชิรวัฒน์ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เงินบาทและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงประคองจากฝั่งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ (Nonfarm payrolls) ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดมาก (Actual -92k vs Expected +55k ตำแหน่ง) จึงทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังไม่แข็งค่าทะลุ 100 ขึ้นไป และช่วยประคองให้เงินบาทยังอยู่ต่ำกว่า 32.30 บาทต่อดอลลาร์ได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือแนวโน้มราคาน้ำมันและการPrice-in มุมมองเศรษฐกิจของตลาดโดยขณะนี้โอกาสเกิดStagflation (Stagnation + Inflation) เพิ่มขึ้น

หากราคาBrent oil ยังอยู่ในระดับ110-120 ดอลลาร์/บาร์เรลและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ(DXY) ยังอยู่ในกรอบใกล้เคียง100 คาดว่าUSDTHB อาจอยู่ที่ราว32.00-32.50 โดยในกรณีนี้มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมากแต่ต้องจับตาระยะเวลาของสงครามหากยิ่งยืดเยื้อและราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงมาได้อาจยิ่งส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิโดยเฉพาะไทยซึ่งจะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกได้

หากราคาBrent oil สูงขึ้นสู่ระดับ130 ดอลลาร์/บาร์เรลและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่า USDTHB อาจขึ้นไปใกล้เคียง33.00 ได้ โดยในกรณีนี้ มองว่าตลาดจะ Price-in กรณี Stagflation ซึ่งอาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทำให้ Treasury yields (2-year) อาจสูงขึ้นเหนือ 3.75% ตามที่ประเมินไว้ในกรณี Worst case

สำหรับประเด็นในประเทศหากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศเช่นใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคองSentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้างซึ่งมาตรการนี้เคยถูกใช้เมื่อปลายปี2022 ตอนที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนและดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกว่า$130 ต่อบาร์เรลทำให้กองทุนน้ำมันเคยติดลบไปถึง1.3 แสนล้านบาท

คำแนะนำต่อผู้ประกอบการ

สำหรับผู้ส่งออกมองว่าUSDTHB ที่สูงขึ้นมาที่ราว32.15-32.50 เป็นระดับที่ขายเพิ่มได้แต่อาจทยอยแบ่งขายเพราะยังมีโอกาสที่สงครามจะทวีความรุนแรงและลากยาวต่อเนื่องทำให้มีUpside ที่เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อได้ นอกจากนี้ ลูกค้าอาจพิจารณาซื้อ USDTHB Put options เพื่อเปิดโอกาสที่จะขาย USDTHB ในระดับที่สูงขึ้น และปิดความเสี่ยงกรณีที่สงครามอาจจบเร็วและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว โดยข้อมูลจาก Polymarket ขณะนี้ให้โอกาสเพียง 20-25% ที่สงครามจะจบลงภายในเดือนนี้ และมีโอกาสถึง 30% ที่สงครามจะลากยาวถึง ก.ค. 2026 สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นมากในสัปดาห์นี้

สำหรับผู้นำเข้าอาจต้องรอจังหวะให้ตลาดคลายความกังวลก่อนโดยหากมีข่าวว่าอิหร่านอ่อนแอลง ก็อาจทำให้ตลาด Price-out ความเสี่ยงสงคราม และทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็ว เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนยังมีสูง จึงอาจพิจารณาซื้อ Call options เพื่อปิดความเสี่ยงหากบาทอ่อนค่าแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องซื้อUSDTHB ก็อาจพิจารณาProduct enhancement เพื่อให้ได้เรตที่ดีขึ้นเช่น Forward plus เนื่องจากความผันผวน (Volatility) ในช่วงนี้ปรับสูงขึ้นมาก จึงทำให้การขาย Options จะสามารถทำให้ซื้อ USDTHB ได้ดีกว่าราคา Spot ในอัตราที่ดีขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.00-32.30 บาท/ดอลลาร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...