โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจบริษัทที่ชื่อว่า ‘โลก’ ผ่านภาพยนตร์เรื่อง ‘HUMAN RESOURCE’ ไปกับ ‘เอิงเอย ประภามณฑล’ นักแสดงที่สวมบทเป็นทั้ง ‘พนักงาน HR’ และ ‘แม่’ ผู้มีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครสักคนเข้าสู่ ‘วงจรบิดเบี้ยว’ เหมือนตัวเองหรือไม่

Mirror Thailand

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 04.21 น.
ภาพไฮไลต์

จากเจ้าแม่หนังอินดี้ สู่สนามหนังแมส ‘เอิงเอย - ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์’ นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ ที่ชวนทุกคนมาเฝ้าสังเกตโลกปัจจุบัน สภาพสังคมที่เป็นอยู่ และชีวิตจริงของมนุษย์เงินเดือน โดยเธอสวมบทบาทเป็น ‘เฟรน’ เจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคลซึ่งใช้ชีวิตไปกับการสัมภาษณ์ผู้คน เพื่อเฟ้นหาตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดให้กับบริษัท แม้ว่าคุณสมบัติที่บริษัทต้องการจะเป็นการกดขี่แรงงานด้วยกันก็ตาม

และแล้ว ‘เฟรน’ ก็พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต นั่นคือ ‘ทารก’ อายุหนึ่งเดือนที่กำลังเติบโตในท้องของเธอ การตั้งครรภ์ท่ามกลางสภาพสังคมที่ ‘ไม่พร้อม’ ทำให้เธอได้กลับมาพิจารณาถึงปัจจัยรอบข้าง และทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า ตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบไหนกันแน่? ก่อนจะตัดสินใจพาใครสักคนมาแจ้งเกิดเป็น ‘พนักงานใหม่’ ในบริษัทที่ชื่อว่า ‘โลก’

“ในระหว่างที่ลูกกำลังจะเกิด โลกเปลี่ยนไปทุกๆ วัน มันเป็นความเอาแน่เอานอนไม่ได้ในชีวิต เหมือนกับว่าตอนแรกชีวิตอาจจะดีก็ได้ แต่พอลูกเกิดมา โลกอาจจะใกล้แตกแล้ว และไม่ใช่แค่เรื่องสภาพแวดล้อม แต่รวมไปถึงตัวพ่อแม่เองด้วย เราเคยได้ยินคนบอกว่า “ไม่มีใครมีลูกตอนพร้อมหรอก” ซึ่งมันอาจจะจริงก็ได้ เพราะต่อให้ใจพร้อมแค่ไหน แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยมากที่ควบคุมไม่ได้”

สำรวจและตีความตัวละครนี้ ไปพร้อมกับวิถีคิดของ ‘เอิงเอย - ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์’ ผ่านการตีแผ่ 4 ประเด็นของภาพยนตร์เรื่อง ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความเป็นจริง โลกการทำงาน โลกของมนุษย์ธรรมดา รวมถึงโลกของแม่และภรรยา

มาเฝ้ามองโลกทั้ง 4 มุมไปด้วยกัน เพราะเราทุกคนต่างล้วนเป็นพนักงานใหม่บนโลกใบนี้ แล้วตอนนี้คุณกำลังรับใช้ระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม และอยู่ในสังคมที่บิดเบี้ยว โดยไม่ตั้งคำถามหรือเปล่า?

โลกของ ‘เฟรน’ มนุษย์ธรรมดา

ตัวละคร ‘เฟรน’ มีคาแรกเตอร์เป็นอย่างไร

ตัวละคร ‘เฟรน’ เป็นแกนหลักของเรื่องนี้ หนังบอกเล่าประเด็นต่างๆ ผ่านมุมมองของตัวละครนี้ โดยในเชิงคาแรคเตอร์ ‘เฟรน’ เป็นหนึ่งในตัวละครที่ไม่ได้มีคาแรคเตอร์จัด หรือมีลักษณะพิเศษขนาดนั้น เพราะ ‘HUMAN RESOURCE’ เป็นหนังประเภท Slice of Life ที่เล่าถึงชีวิตปกติธรรมดา ดังนั้น การทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครจึงไม่ใช่การหาคาแรคเตอร์ที่เด่นชัด แต่เป็นการหาปฏิกิริยา และวิธีการที่ตัวละครแสดงออกในสถานการณ์นั้นๆ ตามสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่มากกว่า

แล้วตัวละคร ‘เฟรน’ มีความคิดความเชื่อแบบไหนที่ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินเรื่องของหนัง

สำหรับเรา ‘เฟรน’ เป็นมนุษย์ปกติทั่วไปที่เกิดมาทำทุกอย่างตามระบบระเบียบที่โดนวางไว้ในสังคม ไม่ได้หมายความว่า เขาโดนกำหนดมาให้เป็น HR หรือมีความฝันอยากทำอาชีพนี้ แต่เขาก็เลือกเส้นทางชีวิตตามโอกาสที่ได้รับมา เราจึงมองว่าตัวละครนี้มีความเป็น Ordinary People เหมือนชีวิตพาไปทางไหน สังคมหล่อหลอมยังไง เราก็เดินทางไปตามนั้น

ผู้ชมบางส่วนที่รับชม ‘HUMAN RESOURCE’ ไปแล้วได้เอ่ยถึง ‘ความเพิกเฉยเย็นชา’ และ ‘อารมณ์พลุ่งพล่าน’ ของตัวละคร ‘เฟรน’ ช่วยเล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย

เท่าที่เราจำได้ พี่เต๋อไม่ได้บรีฟว่าต้องแสดงสองอารมณ์นี้ออกมา แต่ ‘ความพลุ่งพล่าน’ น่าจะมาจากความเห็นที่เรามีต่อตัวละคร ในฐานะนักแสดง เราไม่สามารถเป็นแก้วที่ว่างเปล่าได้ เราเองก็แบกความเป็นตัวเราเข้าไปในนั้นด้วย ในทางหนึ่ง เราต้องแสดงเป็นตัวละคร ‘เฟรน’ แต่อีกทางหนึ่ง ความเชื่อส่วนตัวของเราอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้กลายเป็นสองอารมณ์ที่สวนทางกัน

ตอนทำเวิร์กชอปเกี่ยวกับตัวละคร มันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้กำกับกับนักแสดง พี่เต๋ออาจจะมีแกนหลักว่าเขาต้องการอะไร แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ตีความและแสดงออกในแบบของตนเอง เช่น การแสดงบางอย่างที่เล็ดลอดออกมา โดยที่เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นรีแอคจริงๆ ที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์ของตัวละคร ซึ่งเป็นวิธีการดีไซน์ตัวละครแบบหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครแบบที่ผู้กำกับวางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผสมการตีความของนักแสดงเข้าไปด้วย

อย่างสิ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นในหนังก็ถูกคัดมาอีกทีเหมือนกัน เพราะในสถานการณ์หนึ่ง พี่เต๋อจะหาผลลัพธ์ของสถานการณ์นั้นไว้ 3-4 แบบ เราจึงไม่ได้แสดงแค่แบบเดียว สุดท้าย Material ต่างๆ ถูกเลือกและตัดต่อให้ออกมาเป็นเนื้อเรื่องที่ผู้กำกับต้องการ

โลกการทำงาน

‘โลก’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘HUMAN RESOURCE’ เป็นโลกแบบไหน

เรามองว่า ‘โลก’ ในหนัง HUMAN RESOURCE เป็นโลกปัจจุบันมากเลยนะ ซึ่งเล่าถึงชีวิตของ ‘มนุษย์ออฟฟิศ’ ที่ Mundane มากๆ เลยมั้ง ตื่นมาทำงาน วันๆ ไม่ได้สบตาใคร ทำแต่งานแล้วก็กลับบ้าน สำหรับเรา หนังเรื่องนี้ไม่ได้ชี้นำว่า ผู้ชมจะต้องคิดในแบบไหน แต่เป็นการชวนเฝ้ามอง และชวนคิดมากกว่า ว่าถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ คุณจะทำแบบตัวละครไหม หรือพยายามทำให้ผู้ชมเข้าใจสภาพแวดล้อมของตัวละคร ว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจทำแบบนั้น

หนังค่อนข้างมีพื้นที่ว่างและระยะห่างให้ผู้ชมได้ลองมองในเลนส์เดียวกับตัวละคร ซึ่งระยะห่างนั้นทำให้ผู้ชมไม่ได้รับรู้ความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร แม้ว่าจะจ้องมองตัวละครอยู่ก็ตาม สุดท้ายจะเห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ความคิดเห็นและการตีความของผู้ชม

ตำแหน่ง HR มักจะถูกมองเป็นตัวร้ายในสายตาพนักงานคนอื่นๆ เพราะทำงานเกี่ยวกับการจัดการคน แต่จริงๆ แล้ว ตำแหน่งนี้ต้องเผชิญกับความกดดันหรือความโหดร้ายไม่ต่างจากคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง

ตำแหน่ง HR ก็เป็นพนักงานคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในกลไกที่ขับเคลื่อนระบบ เนื่องจากตำแหน่ง HR คือด่านหน้าของการคัดเลือกพนักงานให้ตรงกับความต้องการของบริษัท ซึ่งต้องคอยติ๊กถูกในช่องคุณสมบัติต่างๆ คนอื่นจึงอาจมีความเห็นว่า สิ่งที่ HR ทำคือการรับใช้บริษัทอย่างไม่ตั้งคำถาม หรือรับใช้ผู้บริหารที่มีอำนาจโดยไม่สนพนักงานทั่วไปหรือเปล่า

การเป็น ‘คนกลาง’ ซึ่งต้องจัดการปัญหาระหว่างผู้บริหารกับพนักงานมีความยากอย่างไรบ้าง

เมื่อเราทำงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการคน มันเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องรับรู้ถึงความรู้สึกของมนุษย์อีกคนหนึ่ง ตำแหน่ง HR จึงมีความกดดันแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานให้ตอบโจทย์ระบบ แต่มนุษย์ก็ต้อง Fit in กับระบบนี้ด้วย มันเลยเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์กับระบบ

หมายถึงว่า HR อาจจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ดีจากอีกฝ่าย แต่ไม่สามารถช่วยเขาได้ เพราะก็ต้องทำงานให้ตอบโจทย์บริษัทใช่ไหม

ไม่ใช่ว่า HR ช่วยพนักงานไม่ได้มั้ง แต่เราจะช่วยยังไงดี หรือเราจะจัดการความรู้สึกที่เกิดขึ้นยังไง ตอนที่สัมภาษณ์คนทำอาชีพ HR จริงๆ เพื่อเก็บข้อมูล เราก็ถามเขานะว่า ในกระบวนการสัมภาษณ์ มันต้องรู้สึกยังไง เพราะ HR ทำหน้าที่ปะทะกับคน ฉะนั้น เขาจึงต้องมีกระบวนการจัดการอารมณ์ตัวเอง หรือจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตำแหน่งนี้อาจจะดูเหมือนไม่มีช้อยส์ แต่จริงๆ ก็มีช้อยส์แหละว่าจะทำยังไง จะช่วยคนได้ยังไง หรือจะไม่ช่วยด้วยเหตุผลอะไร

ตัวละคร ‘เฟรน’ คิดอย่างไรกับ 3 คุณสมบัติของพนักงานใหม่อย่าง ‘ยึดมั่นใน KPI, ทนแรงกดดันได้สูง และไม่ตั้งคำถาม’

เรามองว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้ชมแต่ละคน เพราะจริงๆ แล้ว เวลาเลือกช้อยส์ มนุษย์ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเสมอ บางครั้งเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องมากๆ แต่สิ่งที่เราแสดงออกไปกลับไม่ใช่การต่อต้าน เพราะเรามีเหตุผลในการทำแบบนั้น เช่น เราอยากออกมาคอลเอาต์พฤติกรรมของคนคนหนึ่งมากเลย แต่เขาดันเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินชี้ชะตาชีวิตเราได้ สุดท้ายเราอาจจะเลือกไม่เทคแอคชัน

ในตัวอย่างหนังมีฉากหนึ่งที่ ‘เฟรน’ บอกให้พนักงานอดทน เมื่อโดน ‘พี่จักร’ ปากระดาษใส่หน้า คุณคิดอย่างไรกับการอดทนต่อความท็อกซิกในที่ทำงาน

ไม่เห็นด้วยค่ะ เราเองก็เคยผ่านการไม่ทนมาแล้ว และรู้สึกว่าชีวิตก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ยังไงชีวิตมันก็มีปัญหาใหม่ๆ มาให้เราแก้เสมอ ฉะนั้น การไม่ทนกับอะไรที่ไม่ถูกต้องอย่างความท็อกซิกในที่ทำงาน มันก็อาจจะดีกว่ามั้ง เพราะเรารู้สึกว่าทนหรือไม่ทนก็ซัฟเฟอร์อยู่ดี งั้นเราเลือกไม่ทนดีกว่า

ถ้าเรายังอดทน เราก็ต้องอยู่กับความ Toxic นี้ต่อไป แต่ถ้าไม่ทน เราอาจจะเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าก็ได้ ถึงมันจะไม่ได้การันตีว่าเราจะแฮปปี้ขึ้น แต่อย่างน้อยเราก็จะมีโอกาสและทางเลือกใหม่ๆ เข้ามา

ในภาพยนตร์พูดถึง ‘ไลฟ์โค้ช’ ที่สอนให้คนมองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดก็ตามในชีวิต คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

เรามองว่า คำสอนของไลฟ์โค้ชในปัจจุบัน มันถูกทำให้ง่ายและไม่ซับซ้อนจนเกินไป ทั้งพูดทุกอย่างให้ง่าย จำง่าย ย่อยง่าย เพื่อให้เอาไปใช้ได้เลย เหมือนเป็นสูตรสำเร็จแค่แบบเดียว จนไม่ต่างอะไรจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ทำออกมาแล้วได้ผลลัพธ์แบบเดียว แต่ชีวิตคนเรามีหลายแบบ

คำสอนของไลฟ์โค้ชจึงอาจทำให้คนเราขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์ต่อสถานการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง การคำนึงถึงบริบทชีวิตของตัวเอง สภาพแวดล้อม หรือการเมือง สิ่งเหล่านี้อาจขาดหายไปด้วย ทำให้เราไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วนว่าคำสอนนั้นเหมาะกับเราจริงไหม หรือวิธีคิดอีกแบบก็ไม่ได้แย่นี่หว่า การที่เราไม่มีความสุข มันอาจจะไม่สามารถแก้ที่ตัวเราได้ทุกเรื่อง ถ้าสาเหตุคืออย่างอื่นจริงๆ แล้วเราจะแก้ที่ตัวเราได้ยังไง

แต่เราไม่โทษคนที่ชอบหรือเชื่อไลฟ์โค้ชนะ เพราะบางทีชีวิตคนเราก็ไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนจริงๆ หรือบางคนอยากคิด แต่ก็เหนื่อยเกินไป แล้วเราก็อยู่ในโลกที่มีทุกอย่างให้หมดแล้ว ทำไมเราจะไม่เลือกในสิ่งที่ง่ายล่ะ แต่นั่นแหละ เรามองว่าการคิดวิเคราะห์ยังสำคัญเสมอ เพราะสูตรสำเร็จต่างๆ อาจทำให้เราเกิดความเคยชินกับการได้อะไรมาง่ายๆ ซึ่งต้องแลกไปกับการคิดวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งที่หายไป

‘SUCCESS IS WALKING FROM FAILURE TO FAILURE’ ชีวิตของคุณตรงกับคำนิยามนี้ไหม

ก็เป็นแบบนั้น แต่ความสำเร็จของเรา มันเป็นจุดเล็กๆ มากกว่า เพราะเราไม่ได้มียอดเขาที่จะต้องไปให้ถึงมั้ง สำหรับเรา มันเป็นแค่เนิน ประมาณว่าทำงานนี้ให้เสร็จและดีที่สุด แล้วก็ไปต่อ จะยากหรือง่ายก็แล้วแต่เงื่อนไขของงาน ไม่ใช่ว่าสำเร็จจุดเดียวแล้วเท่ากับว่าสำเร็จทุกอย่างในชีวิตแล้ว

ทำไมคุณถึงมีมุมมองความคิดว่า ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่ค่านิยมของสังคมเป็นอีกแบบ

ทัศนคติที่ไม่เราค่อยชอบจนถึงทุกวันนี้คือ การรีดเค้นแพสชันของมนุษย์ให้ออกมามากที่สุด เพราะผลกระทบที่ตามมาจากการทำแบบนั้นคือ ‘การเบิร์นเอาท์’ แพสชันมาพร้อมกับความเป็นไฟอยู่แล้ว สุดท้าย เราอาจจะเบิร์นตัวเองจนไม่เหลืออะไรเลย

ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีอะไรมารองรับเลยว่า หลังจากรีดเค้นแพสชันจนสำเร็จแล้ว มันยังไงต่อวะ ชีวิตหลังความสำเร็จคืออะไร ความสำเร็จมีแค่ครั้งเดียวในชีวิตจริงๆ หรือเปล่า บางทีมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว

ฉะนั้น เราจึงไม่เห็นด้วยกับการรีดเค้นทรัพยากรหรือประสิทธิภาพในตัวเองให้ออกมาอย่างสุดขีด เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ต้องการแค่จุดเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาเลย เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายแล้ว หลังจากนั้น เราก็ยังมีลมหายใจอยู่ และชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่องความสำเร็จเรื่องเดียว ถ้าต้องสำเร็จแค่เรื่องเดียวแล้วด้านอื่นๆ ในชีวิตล้มเหลวหมด เราว่ามันก็ท็อกซิกนะ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อุตส่าห์เกิดมามีชีวิตหนึ่ง

อย่างการเป็น ‘นักแสดงอิสระ’ ก็น่าจะมีความซัฟเฟอร์บางอย่าง อยากให้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนนี้หน่อย

เอิงก็มีช่วงหาตัวเองว่า เราจะ Fit in ในอุตสาหกรรมนี้ยังไง จะวางโพซิชันตัวเองยังไง เป้าหมายของอาชีพเราคืออะไร จากประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าการเป็นนักแสดงคือ ‘การต้องออกไปใช้ชีวิต’ เพราะการแสดงคือการเป็นมนุษย์ แต่ถ้าในชีวิตปกติ เราไม่มีความเป็นมนุษย์ หรือไม่มีมิติอื่นเลย แล้วเราจะเชื่อในตัวละครที่กำลังแสดงได้ยังไง ไม่นับเรื่องเทคนิคหรือศาสตร์ต่างๆ นะ เรามองว่า material ที่สำคัญของนักแสดงคือ ‘ตัวเอง’ ถ้าเราไม่มีทรัพยากรข้างในเลย แล้วเราจะทำการแสดงที่เป็นมนุษย์ได้ยังไง

แล้วคุณบาลานซ์ระหว่างเรื่องความสำเร็จในการเป็นนักแสดง กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตอย่างไรบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เรื่องนี้ไม่สามารถแนะนำใครได้ เพราะถ้าตอนนี้ชีวิตยังรอดอยู่ก็คือรอด (หัวเราะ)

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ทำไมถึงต้องเป็น ‘การแสดง’ เท่านั้น

มีหลายครั้งที่เรากลับมาถามตัวเองว่า ทำไมอยากทำการแสดงจังเลย นอกเหนือจากเรื่องเงินแล้ว มันมีเหตุผลอะไรอีก เพราะจริงๆ ทำอย่างอื่นก็ได้เงินนะ ทำไมไม่อยากทำอย่างอื่น เราพยายามหาคำตอบว่าทำไมถึงชอบการแสดง แล้วก็ได้ตกตะกอนว่า จริงๆ แล้ว มนุษย์เลือกไม่ได้ว่าจะชอบอะไรด้วยซ้ำ เราจะรู้ว่าตัวเองชอบก็ต่อเมื่อชอบไปแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ตอบได้ว่า ทำไมถึงชอบวะ ก็เราชอบไปแล้วอะ

โลกของแม่และภรรยา

การทำงานตำแหน่ง HR ซึ่งใช้ชีวิตไปกับการสัมภาษณ์และเฝ้าสังเกตผู้คน ทำให้ตัวละคร ‘เฟรน’ ได้ตกตะกอนถึงการมีลูกอย่างไรบ้าง

โอ้ หนังก็ไม่ได้ให้คำตอบเรื่องนี้เหมือนกันนะ มันเป็นคีย์หลักของหนังเลยที่ทำให้ผู้ชมคิดตามว่า ตัวละครคิดยังไงวะ ตัวละครคิดแบบนี้จริงๆ ไหม แล้วตัวละครทำสิ่งนี้เพราะคิดแบบนี้จริงหรือเปล่า หนังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเลย แล้วแต่ผู้ชมจะตีความ

ชีวิตของเฟรนมีจุดเปลี่ยน เมื่อเขาจะต้องนำ ‘ชีวิตใหม่’ มาสู่โลกที่เขาอยู่ ทำให้เขากลับมาคิดพิจารณาเรื่องต่างๆ รอบตัว ซึ่งจริงๆ แล้ว ตัวละครอาจจะคิดเรื่องเหล่ามาตลอด แต่ไม่เคยให้เวลาตัวเองได้รู้สึกกับมันเลยส่วนตัวมองว่า เฟรนไม่ได้เพิ่งคิดได้ แต่เฟรนเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิด หรืออาจจะเพิ่งลองอนุญาตให้ตัวเองรู้สึก

หลังจากได้รับบทบาท ‘แม่’ คิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า ‘มีลูกเมื่อพร้อม’

ในระหว่างที่ลูกกำลังจะเกิด โลกเปลี่ยนไปทุกๆ วัน มันเป็นความเอาแน่เอานอนไม่ได้ในชีวิต เหมือนกับว่าตอนแรกชีวิตอาจจะดีก็ได้ แต่พอลูกเกิดมา โลกอาจจะใกล้แตกแล้ว และก็ไม่ใช่แค่เรื่องสภาพแวดล้อม แต่รวมไปถึงตัวพ่อแม่เองด้วย เราเคยได้ยินคนบอกว่า “ไม่มีใครมีลูกตอนพร้อมหรอก” ซึ่งมันอาจจะจริงก็ได้ เพราะต่อให้ใจพร้อมแค่ไหน แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยมากที่ควบคุมไม่ได้

แล้วคำกล่าวที่ว่า “ลูกไม่ได้ขอมาเกิด” ล่ะ คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

คำพูดนี้ก็เป็นเรื่องจริง และคนที่พูดแบบนี้น่าจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือมีประสบการณ์ในการเติบโตที่ไม่ดี เขาน่าจะไม่แฮปปี้กับชีวิตที่ได้รับมามากๆ เลยคิดแบบนั้น ในทางกลับกัน คำพูดนี้ก็ทำให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว ชีวิตเราเลือกอะไรได้บ้าง เลือกเกิดยังไม่ได้ เลือกตายก็อาจจะไม่ได้ด้วยซ้ำ เราว่ามันเป็นคำถามที่เจ็บปวดเหมือนกันนะ

ถ้าเราเป็นแม่ที่ได้ยินประโยคนี้ก็คงตกใจนะว่า ฉันเลี้ยงแกไม่ดีพอเหรอ หรือให้ไม่พอเหรอ เพราะในมุมแม่ มันก็มีความยากเหมือนกันนะ อย่างแม่ของเราเองที่มีลูกสามคนติดกันเลย แม่จึงต้องแบ่งทรัพยากรให้สามคนในเวลาใกล้เคียงกัน แต่แม่เลี้ยงเรามาให้เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจผู้ปกครอง มันเลยกลายเป็นการใช้ชีวิตแบบช่วยกัน พอเราช่วยกัน มันก็เป็นทีมเวิร์กที่จะไปรอด

“อะไรที่มันจะไม่ดีต่อลูกของลูก …เราอาจจะต้องทำบางอย่างที่ไม่อยากทำบ้าง” คุณคิดอย่างไรกับการเสียสละเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แม้ตัวเองจะไม่มีความสุข

การเสียสละเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แม้ตัวเองจะไม่มีความสุข เป็นวิถีชีวิตที่เรามองว่า มันควรจะเปลี่ยนได้ เราก็เคยคิดเหมือนกันว่า ทำไมต่างชาติมีลูกกันง่ายจัง ดูชิลมากเลย เพราะจริงๆ แล้ว การมีลูกอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเสียสละทุกอย่าง หรือละทิ้งตัวตนของตัวเองไปจนหมด

การเสียสละแบบนี้อาจเป็นเงื่อนไขจาก ‘ความไม่พร้อมของสังคม’ ในบางประเทศ มากกว่าเป็นความจริงโดยทั่วไป บางประเทศอาจจะลำบากกว่าเราก็ได้ แต่เขาอาจจะมีค่านิยมหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรา เพราะฉะนั้น เรามองว่าเรื่องนี้คือปัญหาทางสังคม

ในมุมมองของคุณ ‘ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ’ คือครอบครัวแบบไหน

ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ เราเป็นคนไม่ค่อยนึกถึงอะไรที่สมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบทำให้เราอึดอัด จริงๆ แล้ว ความสมบูรณ์แบบ มันเป็นความสมบูรณ์แบบของใครล่ะ มันอาจจะไม่ใช่ของเราก็ได้ ความสมบูรณ์แบบของเราอาจจะแค่ว่า เราไม่ต้องเสียสละเงินเดือนทั้งหมดให้พ่อแม่ก็ได้ หรือแค่พ่อแม่ไม่ตีเรา ไม่ด่าเรา ไม่พูดคำหยาบกับเรา บางคนอาจจะโอเคแล้วก็ได้

พูดแล้วมันก็ Cliche แต่เรามองว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ที่สุดคือพ่อแม่สามารถสอนให้ลูกรู้ว่าต้องรักยังไง จะมีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ยังไง

ในภาพยนตร์ ‘HUMAN RESOURCE’ ตัวละคร ‘เทม’ อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกใช่ไหม

ใช่ๆ ตัวละคร ‘เทม’ จะมองในเชิงรูปธรรมมาก สิ่งที่เทมเตรียมไว้ให้กับลูกคือ การติดอาวุธที่จับต้องได้ในโลกปัจจุบัน เช่น การเลือกโรงเรียนนานาชาติ เพราะเรารู้ว่าลูกจะรอดและไปได้ดีในโลกที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษ รวมถึงเป็นการคัดกรองสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกด้วย ตัวละครนี้จะทำในสิ่งที่คิดว่า มันจะดีต่อลูกแน่ๆ

การที่เทมมีทัศนคติยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่ดีให้กับลูก ส่งผลให้ ‘ภรรยา’ ที่อยู่เคียงข้างรู้สึกถูกลืมไหม

มันอาจจะมีความคิดแบบนั้นในบางแวบ แต่เราคิดว่า ‘เฟรน’ ไม่ได้ลืมหรอกว่า ‘เทม’ รักเขาและลูก เพียงแค่ว่าตอนนี้ทั้งสองคนกำลังจัดการปัญหา และเตรียมพร้อมกับสิ่งใหม่ในแบบที่แต่ละคนคิดว่าดีที่สุด ซึ่งมันอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เฟรนก็ยังเข้าใจว่า เทมทำไปเพื่ออะไร

ก่อนจะพาใครสักคนมาแจ้งเกิดเป็น ‘พนักงานใหม่’ บนโลกใบนี้ คุณคิดว่าพ่อแม่ควรมีคุณสมบัติความพร้อมเรื่องใดบ้าง

เรามองว่าการมีลูกไม่ใช่ปัญหาเชิงปัจเจก (Individual) แต่เป็นปัญหาเชิงสังคม เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดมา สังคมต้องช่วยกันเลี้ยง เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กคนนี้จะโตไปเป็นแรงงาน และเข้าไปอยู่ในสังคมที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ดังนั้น ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องตัวใครตัวมันแน่นอน คุณสมบัติความพร้อมไม่ใช่แค่ที่พ่อแม่ แต่รวมไปถึงสังคมด้วยว่าจะสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมายังไงมากกว่า การมานั่งติ๊กถูกว่าพ่อแม่คนนี้พร้อมไหม มันก็มีความไม่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีวิถีการเติบโตคนละแบบ

ที่สุดแล้ว การเป็นแม่ และเป็นพนักงานไปด้วย ส่งผลต่อชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งอย่างไรบ้าง

เราคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมัลติฟังก์ชันได้ ฉะนั้นคนที่ต้องเลี้ยงลูกและทำงานไปด้วยเก่งมากนะ เพราะมีอีกภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับเพิ่ม นั่นคือการฟูมฟักชีวิตใหม่

มองว่า ‘กฎหมายแรงงาน’ ส่งผลต่อชีวิตคนทำงานอย่างไร เช่น กฎหมายลาคลอด ในบริบทของเฟรน

‘กฎหมายแรงงาน’ ส่งผลต่อชีวิตคนทำงานแน่นอนค่ะ เพราะเราจะมาคาดหวังให้นายทุนใจดีกับเราไม่ได้แล้ว มันต้องใช้กฎหมาย เพราะกฎหมายคือข้อตกลงร่วมกันว่านี่คือบรรทัดฐานของสังคม และเป็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับในฐานะแรงงาน

ในหนังพูดถึงเรื่อง ‘กฎหมายแรงงาน’ บ้างไหม

เราว่าชวนให้คิด แต่ไม่ได้พูดตรงๆ ไม่ได้มานั่งเถียงกันเรื่องข้อกฎหมายแน่นอน แต่มันจะสะกิดให้คนตระหนักถึงเรื่องนี้อ้อมๆ ว่าสภาพการทำงานที่เราเป็นอยู่ มันเป็นธรรมจริงๆ ไหมกับคนทำงาน

ในมุมนักแสดง ‘คุณค่าสำคัญ’ ของหนักเรื่องนี้ที่ผู้กำกับอยากสื่อสารกับผู้ชม

จากการทำงานที่ผ่านมา เรามองว่า พี่เต๋อให้คุณค่ากับ ‘การตั้งใจเฝ้ามอง’ สิ่งรอบข้างจริงๆ แล้วคิดทบทวนว่า มันกำลังเกิดอะไรขึ้น ถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หรือสภาพสังคมแบบนี้ ตัวละครจะตัดสินใจยังไง

โลกแห่งความเป็นจริง

ผู้ใหญ่ที่เติบโตมาแล้ว ก็ยังเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทที่ชื่อว่าโลกอยู่อีกไหม?

คิดว่าผู้ใหญ่ก็ยังเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทที่ชื่อว่าโลกอยู่นะ เพราะทุกวันที่ตื่นมา เราก็เป็นคนใหม่ การนอนก็เหมือนซ้อมตาย และถึงผู้ใหญ่จะอยู่มานานแล้ว แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวัน ความรู้ใดๆ ที่เคยจริงและเคยใช้ได้อาจจะไม่เวิร์กแล้วก็ได้ โลกไม่ได้เป็นเหมือนเดิม ตัวเราก็ไม่ได้เป็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น เราทุกคนจึงเป็นพนักงานใหม่ในทุกๆ วัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนผู้ชมตั้งคำถามว่า ‘เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร’ แล้วในฐานะนักแสดงที่สวมบทบาท ‘เฟรน’ คุณได้คำตอบว่า ความหมายในการมีชีวิตอยู่คืออะไร

ไม่มีค่ะ (หัวเราะ) ในแต่ละช่วงชีวิต เราก็จะมีเป้าหมายที่ต่างกันไป บางทีอาจจะเป็นเป้าหมายเล็กๆ ก็ได้ เรายังไม่ค้นพบ และมองว่าไม่จำเป็นต้องเจอให้เร็วก็ได้ เพราะบางทีการรู้ว่าความหมายในการมีชีวิตอยู่คือ อาจจะเป็นความรู้สึกโหวงๆ ก็ได้ว่า เจอแล้วพบแล้ว แล้วไงต่อ ชีวิตของคนเรามันเร็วอยู่แล้ว การค่อยๆ ดื่มด่ำทั้งความซัฟเฟอร์และความสุขก็ดีเหมือนกัน ไม่อยากรีบกำปั้นทุบดินว่านี่แหละคือจุดสูงสุด

อยากฝากอะไรถึง ‘พนักงานใหม่’ ทุกคนที่กำลังพยายามดิ้นรนใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีอยู่

เหมือนฝากให้ตัวเอง (หัวเราะ) สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจให้ ทุกวันนี้เราก็ยังพยายามอยู่ เราอาจจะมีช่วงที่ติดขี้เกียจบ้าง มีช่วงที่รู้สึกซัฟเฟอร์จังเลย และมีช่วงที่รู้สึกแฮปปี้มากๆ ก็ลองอ้าแขนโอบรับทุกๆ อย่าง ไม่ได้หมายความว่าให้มองมันในแง่ดีนะ แต่ลองรับรู้สถานการณ์ในแบบที่มันเป็น เราอาจจะได้กลับไปเข้าใจอะไรบางอย่างในตัวเราก็ได้ และก็สู้มันนะคะ อะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปยอม เราต้องสู้บ้างแล้ว

บทความต้นฉบับได้ที่ : สำรวจบริษัทที่ชื่อว่า ‘โลก’ ผ่านภาพยนตร์เรื่อง ‘HUMAN RESOURCE’ ไปกับ ‘เอิงเอย ประภามณฑล’ นักแสดงที่สวมบทเป็นทั้ง ‘พนักงาน HR’ และ ‘แม่’ ผู้มีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครสักคนเข้าสู่ ‘วงจรบิดเบี้ยว’ เหมือนตัวเองหรือไม่

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...