ทิสโก้ ลุ้นดัชนี 1,500 จุด หวังรัฐบาล “อนุทิน” เดินนโยบาย “10+” ดัน GDP กลับสู่ระดับ 4%
กลุ่มทิสโก้ ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ จุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นฟื้น มองดัชนีมีลุ้น 1,500 จุด คาดรัฐบาล “อนุทิน” ไม่เกินมิ.ย. หวังเดินหน้านโยบาย “10+” ดัน GDP กลับสู่ระดับ 4%
วันที่ 10 ก.พ. 2569 กลุ่มทิสโก้ ได้จัด เสวนาหลังการเลือกตั้ง : เศรษฐกิจ – การลงทุนไทย จะไปทางไหน?
โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่าจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้
นายไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
“ตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นแตะระดับ 1,400 จุดในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ควบคู่การฟื้นบทบาทตลาดทุน อาจเป็นแรงส่งสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป”
นายไพบูลย์ กล่าวและว่าปีนี้เป็นปีแห่งความคาดหวัง โดยนักลงทุนรอความชัดเจนนโยบายรัฐบาลใหม่ ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้คาดเติบโตประมาณ 5–10% ใกล้เคียงประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ราว 10% สะท้อนการเข้าสู่รอบฟื้นตัว แม้ยังไม่เร่งตัวแรง
เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อีกสิ่งที่สำคัญ คือ รัฐบาลควรใช้นโยบายตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
โดยการแก้ปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นเป็นโจทย์เร่งด่วน หนึ่งในแนวทางคือโครงการ TISA ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวร สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ทั้งทางตรงและผ่านกองทุน โดยต้องออกแบบให้จูงใจ เข้าใจง่าย แยกวงเงินจากการออมเพื่อเกษียณ และกำหนดวงเงินเหมาะสม
Wealth Effect ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น
สุดท้าย รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของ SET อยู่ที่ราว 18 ล้านล้านบาท หาก SET เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ความมั่งคั่งนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้านบาท (หักสัดส่วน 35% ของต่างชาติออก) ซึ่งงานวิจัยต่างประเทศชี้ ให้เห็นว่าผลของความมั่งคั่ง จะช่วยกระตุ้นการบริโภคทางตรงได้ราว 5% ซึ่งจะเท่ากับ 60,000 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อรวมผลของตัวคูณทางเศรษฐกิจ ซึ่งเฉลี่ยที่ 3-4 เท่า จะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้น 180,000-240,000 บาท หรือ ราว 1%”
นายไพบูลย์ กล่าว และว่าในมุมมองตลาดทุน ปัญหาใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือสภาพคล่องในตลาดทุนไทยลดลงอย่างมาก จากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกือบ 90,000 ล้านบาทต่อวันในปี 2564 เหลือราว 40,000 ล้านบาทต่อวันในปีก่อน และมูลค่าการระดมทุน IPO จากกว่า 140,000 ล้านบาท เหลือไม่ถึง 9,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทตลาดทุนที่ถดถอย
ส่งออก–ท่องเที่ยวแผ่ว ผลิตภาพแรงงานลด
ขณะที่นายเมทัศน์ รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่องจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจหลายรอบ โดยปัจจุบันเหลือเพียง 2.3% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน
นายเมทัศน์ กล่าวด้วยว่าเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งออกและการท่องเที่ยว เริ่มเผชิญแรงกดดัน โดยภาคส่งออกยังพึ่งพาสินค้าที่ความต้องการโลกชะลอลง เช่น รถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ยังตามไม่ทันกระแสโลก
ด้านการท่องเที่ยว แม้ไทยยังเป็นจุดหมายหลัก แต่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามมีอัตราการเติบโตสูงกว่า โดยปีที่แล้วเติบโตกว่า 20% และมีค่าเฉลี่ยเติบโตระดับเดียวกันต่อเนื่องหลายปี หากไม่มีการยกเครื่องอุตสาหกรรม อาจถูกแซงในระยะยาว
อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างประชากร แรงงานวัยทำงานลดลง อัตราการเกิดต่ำ ส่งผลให้กำลังการผลิตและศักยภาพการเติบโตในอนาคตถูกจำกัด จำเป็นต้องมีมาตรการเติมแรงงานเข้าสู่ระบบและเพิ่มผลิตภาพอย่างเร่งด่วน
เสถียรภาพการเมือง–แรงกระตุ้นระยะสั้นหนุน GDP
นายเมธัส กล่าวอีกว่าสำหรับผลการเลือกตั้งของไทยครั้งล่าสุด ออกมาในลักษณะพลิกโผ และแนวโน้มที่พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีจำนวนที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง และมีโอกาสที่จะรวมเสียงจากพรรคร่วมอื่นๆ จนเกินกึ่งหนึ่ง
ทำให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา อายุเฉลี่ยรัฐบาลไทยอยู่ที่ 9 เดือน มีเพียงบางรัฐบาลที่อยู่ครบวาระ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างทางการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ
"แจกเงิน" ยังจำเป็น
อย่างไรก็ดีในด้านนโยบาย พรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างมีนโยบายเชิงประชานิยมเป็นจุดขาย โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหรือโครงการสนับสนุนกำลังซื้อประชาชน ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ จึงมองว่าในระยะสั้นการใช้นโยบายแจกเงินยังมีความจำเป็น เพื่อประคองเครื่องยนต์ไม่ให้ดับ หรือช่วยให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้
ตัวอย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง เฟส 2 หากมีการดำเนินการจริง คาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ราว 0.15–0.2% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตที่ราว 1.6% ก็อาจขยับขึ้นเป็นประมาณ 1.8% ได้ แม้ยังถือว่าเป็นระดับต่ำกว่า 2% ก็ตาม
หนี้สาธารณะเสี่ยงชนเพดาน–กระทบเครดิตเรตติ้ง
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือฐานะการคลังของประเทศ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 65% ของ GDP ขณะที่กรอบวินัยการคลังถูกขยายเพดานขึ้นเป็น 70% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ดังนั้นพื้นที่การคลังของรัฐบาลยังเหลืออยู่มีเพียง 5% ของ GDP เท่านั้น
"ในเชิงงบประมาณ ปัจจุบันงบกลางคงเหลืออยู่ประมาณ 27,000 ล้านบาท แม้จะเพียงพอสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นบางส่วน แต่ก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่พอสำหรับนโยบายขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไทยมีการขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยปีละประมาณ 4% ของ GDP หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างการคลัง ภายใน 1–2 ปีข้างหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่ระดับหนี้สาธารณะจะชนเพดาน 70% ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ"
นายเมธัส ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของการปฏิรูปการคลัง โดยเฉพาะแนวคิดการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้เคยส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง แต่อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก
อย่างไรก็ตามวิธีการปรับขึ้นอาจต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ปรับครั้งละ 1% หรือ 1.5% ต่อปี หรือทยอยปรับในจังหวะที่เหมาะสมควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างรายได้และรายจ่ายภาครัฐ
นโยบาย “10+”ยกระดับศักยภาพประเทศ
ทั้งนี้ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลาย นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส
ขณะเดียวกันมองว่าการดำเนินนโยบาย ยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน
ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป
ชู Fast Track FDI–เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI ) แม้สัดส่วนที่ไหลเข้าไทยเมื่อเทียบกับเอเชียด้วยกันลดลงจาก 18% เหลือราว 11% แต่ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ปีล่าสุดสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เติบโต 60% สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ
ข้อเสนอสำคัญคือ เร่งกลไก “Fast Pass” แปลงคำขอส่งเสริมราว 480,000 ล้านบาท ให้กลายเป็นการลงทุนจริง พร้อมกำหนดเงื่อนไขเพิ่มมูลค่าในประเทศ เช่น การจ้างงานแรงงานไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างห่วงโซ่อุปทานภายใน เพื่อให้ FDI สร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
บาทแข็งแตะ 31 บาท
นายเมธัส กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทว่า หลังการเลือกตั้งค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ สาเหตุหลักมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มองว่าเศรษฐกิจไทยมีความหวังมากขึ้น จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ถึง 3% รวมถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง
อย่างไรก็ดีคาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้ ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ประมาณ 32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยจากฤดูกาลโอนเงินปันผลกลับประเทศ และปัจจัยภายนอกอย่างความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กรณีศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจมีการตัดสินยกเลิกภาษีทรัมป์ เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ท้ายที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปีจนถึงปลายปี แนวโน้มหลัก ยังคงเป็นการกลับมาแข็งค่า เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานและความน่าสนใจของค่าเงินบาทเอง โดยคาดว่ามีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งในช่วงปลายปี
ดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสลดอีก 1 ครั้ง
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% โดยมุมมองพื้นฐานยังประเมินว่าน่าจะมีการปรับลดได้อีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรก แม้อาจไม่เกิดขึ้นทันที แต่มีแนวโน้มเกิดก่อนกลางปี เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวต่ำ เฉลี่ยอาจอยู่เพียงราว 1% จึงยังมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติม
ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากกลับมาลดดอกเบี้ยชัดเจน จะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์และเงินบาทโดยตรง
ไทม์ไลน์ 60 วัน ลุ้นไม่เกินมิ.ย.จัดตั้งรัฐบาลเสร็จ
นายเมธัส กล่าวอีกว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการรับรองผลเลือกตั้ง ซึ่งตามกรอบกฎหมายอาจใช้เวลาสูงสุด 60 วัน วัน จากนั้นอีก 5 วัน จะมีการประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานสภา และเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ประเมินว่าน่าจะได้รัฐบาลใหม่ไม่เกินเดือนมิ.ย.
ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าเล็กน้อยจากกรอบเดิม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทยอยออกช่วงปลายปี แต่กรณีล่าสุดมีการประท้วงเพื่อขอให้มีการนับคะแนนใหม่ในบางเขต อาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า และมีผลต่อการเสนอร่างงบประมาณล่าช้า เช่น ไปถึงเดือนก.ย. อาจทำให้งบประมาณประกาศใช้จริงในช่วงปลายปี ส่งผลให้การเบิกจ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายชะลอตัว และกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม
คะแนนห่างมาก โอกาสพลิกต่ำ
นายเมธัส ให้ความเห็นว่า กรณีมีการประท้วงเพื่อขอให้นับคะแนนใหม่ดังกล่าว โดยมองว่าผลกระทบต่อตลาดมีจำกัด เนื่องจากคะแนนรวมห่างกันมาก ต่างจากกรณีที่เฉือนกันเพียง 5–10 เสียง ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการทางการเมืองได้
"สมมตินับคะแนนผิดไป 10 เขต ก็ไม่เปลี่ยนอะไร โอกาสที่จะทำให้ทุกอย่างพลิกเป็นสมการใหม่มีน้อย”
ตลาดยัง “ยืนได้” ดาวน์ไซด์จำกัด
ขณะที่นายไพบูลย์ ยังได้กล่าวถึงมุมมองต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ประเมินว่าตลาดไม่น่าปรับลงแรง เว้นแต่เกิดความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มเติม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทิสโก้ ลุ้นดัชนี 1,500 จุด หวังรัฐบาล “อนุทิน” เดินนโยบาย “10+” ดัน GDP กลับสู่ระดับ 4%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th