โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทรัมป์ ลงนามภาษีเก็บนำเข้า 10% ทั่วโลก หลังศาลสูงสุดสั่งเพิกถอน reciprocal tariffs

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ก.พ. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. เวลา 02.02 น.

ทรัมป์ ใช้มาตรา 122 ประกาศเก็บภาษี Global Tariff 10% ทั่วโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยเพิกถอนอำนาจภาษี reciprocal tariffsเดิมจากกฎหมาย IEEPA

21 ก.พ. 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าใหม่อัตรา 10% แบบ “Global Tariff” ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 มีผลบังคับใช้เกือบจะในทันที หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ หรือ Supreme Court of the United States มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 เสียง เพิกถอนภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) วงกว้างที่เขาเคยบังคับใช้ก่อนหน้านี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

คำวินิจฉัยของศาลสูงสุด ระบุว่า กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากร” ส่งผลให้ภาษีหลายรายการที่รัฐบาลทรัมป์อาศัย IEEPA เป็นฐานกฎหมายถูกเพิกถอนทันที

ที่ผ่านมา ภาษีตอบโต้และภาษีที่เชื่อมโยงกับมาตรการปราบปรามการค้ายาเสพติดของรัฐบาลทรัมป์ ต่างตั้งอยู่บนการตีความอำนาจภายใต้ IEEPA แบบขยายขอบเขต ซึ่งศาลเห็นว่าเกินขอบเขตกฎหมาย

ทรัมป์แสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำตัดสินดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และย้ำว่าจะหาช่องทางกฎหมายอื่นในการจัดเก็บภาษีโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส

ทั้งนี้ภาษี 10% ใหม่นี้อ้างอิงอำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารกำหนดภาษีชั่วคราวได้ไม่เกิน 150 วัน หากต้องการขยายระยะเวลาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ภาษีใหม่ดังกล่าวจะเข้ามา “แทนที่” ภาษีเดิมที่ถูกเพิกถอนจากคำตัดสินของศาล ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราภาษีที่บางประเทศเผชิญอยู่ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้า

ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป ซึ่งเคยตกลงเผชิญภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 15% ภายใต้กรอบเจรจาการค้าเดิม อัตราดังกล่าวส่วนใหญ่พึ่งพาฐานกฎหมาย IEEPA เมื่อถูกเพิกถอน จึงอาจถูกแทนที่ด้วยอัตรา Global Tariff ใหม่ที่ 10% แทนในระยะสั้น

กรณีจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ก่อนหน้านี้จีนเผชิญภาษี 10% สองชุดภายใต้ IEEPA บวกกับภาษีเดิมอีก 25% ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่

ภายใต้โครงสร้างใหม่ ภาษี 10% สองชุดจาก IEEPA จะถูกแทนที่ด้วย Global Tariff 10% ส่งผลให้อัตราภาษีรวมของสินค้าจีนอยู่ที่ 35% ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว

อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารส่งสัญญาณว่า ระหว่างที่กำลังพิจารณาใช้กฎหมายฉบับอื่นรองรับการจัดเก็บภาษี อัตราภาษีรายประเทศอาจ “ดีดกลับ” สู่ระดับที่สูงกว่าเดิมได้ในอนาคต

ทรัมป์ประกาศชัดว่า ภาษีที่ออกภายใต้กฎหมายมาตรา 232 (ด้านความมั่นคงแห่งชาติ) และมาตรา 301 (การตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม) ยังคง “มีผลเต็มรูปแบบ” โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างใช้มาตรา 301 เปิดการสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดภาษีใหม่ในระยะถัดไป

ด้าน นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ต่อเวที Economic Club of Dallas ว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายภาษีฉบับอื่นทดแทน IEEPA เพื่อรักษาระดับรายได้ภาษีศุลกากร โดยย้ำว่า “ไม่มีใครควรคาดหวังว่ารายได้ภาษีจะลดลง” และประเมินว่ารายได้ภาษีปี 2026 จะใกล้เคียงเดิม

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา รายได้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เกิดจากมาตรการภายใต้ IEEPA ซึ่งการปรับโครงสร้างกฎหมายครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อกระแสเงินไหลเข้าและเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามการเร่งออก Global Tariff 10% ภายใต้กรอบเวลาจำกัด 150 วัน สะท้อนความพยายามของฝ่ายบริหารในการรักษาเครื่องมือเชิงนโยบายการค้า ท่ามกลางข้อจำกัดทางกฎหมายที่ศาลสูงสุดวางกรอบไว้

ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ความไม่แน่นอนด้านฐานกฎหมายภาษีอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน ค่าเงิน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศคู่ค้าอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนหรือเจรจาข้อตกลงการค้าเพิ่มเติม จนกว่าจะเห็นทิศทางนโยบายที่ชัดเจนหลังครบกำหนด 150 วัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการใหม่จะช่วยรักษารายได้รัฐ เสริมความแข็งแกร่งทางการคลัง และสนับสนุนเป้าหมายฟื้นฟูภาคการผลิตในประเทศตามแนวทาง “America First” ต่อไป

ที่มา : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...