โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน KUMO KUMO จาก 5 หยวนปู้สู่รายได้ระดับพันล้าน

ThaiFranchiseCenter

เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 23.16 น.

สำหรับคนจีนส่วนใหญ่อาหารหลัก คือข้าวหรือเส้นหมี่ ส่วนหมั่นโถว หรือ ซาลาเปา คือสิ่งที่ทำให้อิ่มท้องได้ในราคาถูก อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็ว วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนจีนก็ลดน้อยเช่นกัน ทำให้ขนมปังหรือเบเกอรี่เป็นสินค้าที่ดูมีความสำคัญมากขึ้น

สอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 หรือ ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ คนรุ่นใหม่ไม่มีเวลาทำอาหารเช้า หรือนั่งกินโจ๊ก/หมั่นโถวร้อนๆ ขนมปังหนึ่งชิ้นกับกาแฟหนึ่งแก้ว

จึงกลายเป็นไลฟ์สไตล์แบบใหม่ของพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ต่างๆ แต่เมื่อราคาขนมปังหนึ่งชิ้นเริ่มแพงเท่าข้าวราดแกงหนึ่งมื้อ ก็ทำให้คนในเมืองจีนรู้สึกว่า ความสะดวกสบายที่ว่านี้แลกมาด้วยราคาที่แพงเกินไป นำไปสู่ กระแส “5 หยวนปู้” ในที่สุด

เบเกอรี่ในจีนราคาแพงแค่ไหน? ทำไมคนถึงบ่น

ภาพจาก www.kumokumo.cn

คำว่า “5 หยวนปู้” มีความหมายในทำนองว่าถ้าเบเกอรี่ราคาแพงกว่า 5 หยวนก็จะไม่ซื้อ ซึ่งมีที่มาจากกระแสในโซเชียลมีเดียอย่าง Xiaohongshu และ Weibo ที่คนรุ่นใหม่เริ่มออกมาประท้วงแบบเงียบๆ ต่อราคาเบเกอรี่ในเมืองใหญ่ อย่างปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เซินเจิ้น ซึ่งขนมปังหนึ่งชิ้นอาจมีราคาสูงถึง 20-40 หยวน (ประมาณ 100-200 บาท) ในย่านการค้าหลักของเมืองใหญ่ ราคาของขนมปังถูกดันให้พุ่งสูงจนน่าตกใจ

ยกตัวอย่าง ครัวซองต์ธรรมดา 28 หยวน (ประมาณ 126 บาท) เบเกิล (ขนมปังรูปวงแหวนที่ทำมาจากแป้งสาลี) ราคา 30 หยวน (ประมาณ 135 บาท) ขนมปังเซียบัตตา (Ciabatta) ราคากว่า 50 หยวน (ประมาณ 225 บาท) ขนมปังปอนด์แป้งนำเข้าและยีสต์ธรรมชาติ บางชิ้นแตะหลักร้อย

ถ้าวิเคราะห์ว่าทำไมเบเกอรี่ในจีนถึงได้แพงต้องดูที่องค์ประกอบหลายปัจจัยได้แก่

  • ราคาค่าเช่าพื้นที่แพงมาก ยกตัวอย่างในปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ร้านเบเกอรี่มักตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหรือย่านธุรกิจ ค่าเช่าคิดเป็นสัดส่วน 30-40% ของต้นทุน ราคาสินค้าจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับค่าเช่าที่แพงมาก
  • การทำธุรกิจแบบ On-site Baking เพื่อแสดงถึงความพรีเมี่ยมของร้าน จึงนิยมผลิตขนมปังกันสดๆในร้าน ทำให้ต้องใช้พื้นที่ร้านขนาดใหญ่เพื่อวางเตาอบและที่เตรียมแป้ง ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นมาก แตกต่างจากสมัยก่อนที่ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่นิยมรับสินค้ามาจากโรงงาน
  • กระแสโซเชี่ยลทำให้ต้นทุนเพิ่ม คนจีนรุ่นใหม่ไม่ได้นิยมซื้อขนมปังเพื่อทำให้อิ่มท้อง แต่เน้นที่การซื้อเพื่อเป็นคอนเทนต์ ทำให้ร้านค้าต้องพยายามเอาใจ ด้วยการแต่งร้านสวยงามเพื่อให้ถ่ายรูปออกมาดูสวย หรือการใช้บรรจุภัณฑ์หรูหราที่ไปเพิ่มให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก 2-5 หยวน/ชิ้น รวมถึงบางร้านมีการจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิว เพื่อสร้างกระแสต่อคิวยาวเหยียด

เงินเดือนของคนจีน VS ราคาเบเกอรี่!

ภาพจาก www.kumokumo.cn

ในยุคที่คนไทยนิยมความ “คุ้มค่า” ถ้าแพงดูแล้วไม่คุ้มก็ไม่อยากจ่าย ในประเทศจีนเองก็ไม่ต่างกัน ถ้าดูข้อมูลเรื่องรายได้ ยกตัวอย่างในเซี่ยงไฮ้ , ปักกิ่ง

  • รายได้เฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศทั่วไป 10 ,000 - 15,000 หยวน ต่อเดือน (ประมาณ 50,000 - 75,000 บาท)
  • ห้องพักแบบ 1 ห้องนอนในย่านกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ราคาสูงถึง 7,000 - 8,000 หยวน (ประมาณ 35,000 - 40,000 บาท) ซึ่งกินสัดส่วนไปกว่า 50-70% ของรายได้พนักงานจบใหม่
  • หลังจากหักค่าที่พักและค่าประกันสังคม หลายคนเหลือเงินใช้สอยจริงเพียงวันละ 100 - 150 หยวน (500 - 750 บาท) สำหรับค่าอาหาร 3 มื้อและค่าเดินทาง

เมื่อขนมปัง 1 ชิ้นราคา 30-40 หยวน จึงกินพื้นที่ไปถึง 1 ใน 3 ของงบกินใช้รายวัน ทำให้การกินขนมปังกลายเป็นการตัดสินใจที่ต้องคิดให้มากขึ้น นำไปสู่แฮชแท็ก Yuèxīn yīwàn chī bù qǐ miànbāo (เย่ว์-ซิน อี-ว่าน ชื่อ ปู้ ฉี่ เมี่ยน-เปา) หรือแปลเป็นไทยคือ “เงินเดือนหมื่นหยวน กินขนมปังไม่ลง” ที่มียอดวิวกว่า 300 ล้านครั้งสะท้อนได้ถึงความรู้สึกในเรื่องของราคาแพงที่มากเกินไป

แฟรนไชส์ KUMO KUMO ปรับตัวตาม กระแส “5 หยวนปู้”

ภาพจาก www.kumokumo.cn

กระแส 5 หยวนปู้ ในจีนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้มีแฮชแท็กเกี่ยวกับเบเกอรี่ราคาแพงเพิ่มขึ้นเยอะมากและมียอดรวมการเข้าชมใน Weibo และ Xiaohongshu รวมกันกว่า 500 ล้านครั้ง หนึ่งในแบรนด์ดังที่ขยับตัวเล่นเรื่องนี้อย่างรวดเร็วก็คือ KUMO KUMO ที่แต่เดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มเบเกอรี่พรีเมียม ที่คนต้องต่อคิวนาน และมีราคาสูง (ก้อนละประมาณ 39-49 หยวน)

ซึ่ง KUMO KUMO ได้เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ที่ลดราคาสินค้าลงมา คือชีสเค้กขนาดจิ๋วที่ราคาต่อชิ้นถูกลงมาก ในจีนบางช่วงมีการจัดเซตที่ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นลงมาอยู่ที่ 9.9 หยวน หรือต่ำกว่านั้นหากซื้อเป็นแพ็ก

แม้สินค้าหลักของ KUMO KUMO จะไม่ได้ราคา 5 หยวน แต่การที่แบรนด์เลือกวิธีถอยลงมาหาลูกค้า ด้วยสินค้าขนาดเล็กและราคาใกล้เคียง 10 หยวน (9.9 หยวน) ทำให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกของคนจีนมากขึ้น คือคนยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้คุณภาพที่มั่นใจได้ แทนที่จะไปเสี่ยงกับขนมปัง 5 หยวนที่ราคาถูกจริงแต่อาจจะด้อยในเรื่องคุณภาพ

และถ้าพูดถึง KUMO KUMO ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์จากจีนที่ตอนนี้ก็มีอยู่ 3 สาขาในเมืองไทย ที่ใช้ชื่อว่า KUMOLAB เพื่อสอดคล้องกับการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นห้องแล็บขนมหวาน ส่วนในจีน KUMO KUMO มีสาขารวมกว่า 150 แห่งกระจายในเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว, เซินเจิ้น, หางโจว

โดยเน้นทำเลในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โดยในปี 2024 เป็นแบรนด์ที่มีรายได้สูงถึง 500 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท เคยทำสถิติยอดขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดในอุตสาหกรรมร้านอาหารของจีน โดยเฉลี่ยรายได้ต่อตารางเมตรต่อเดือนสูงถึง 90,000 หยวน (ประมาณ 450,000 บาท) เนื่องจากขนาดร้านที่เล็กแต่มีคิวการซื้อที่ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

Haidilao , Luckin Coffee ปรับตัวรับมือกระแส “5 หยวนปู้”

ภาพจาก https://citly.me/9NZSb

ไม่ใช่แค่ KUMO KUMO เท่านั้นอีกหลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็ไม่พลาดที่จะปรับตัวรับมือกระแสมาแรงนี้ในจีนยกตัวอย่าง

  • Haidilao ที่เข้ามาในตลาดเบเกอรี่ใช้ชื่อร้านว่า "Dadatang" ชูจุดเด่นคือบรรยากาศร้านหรูหราสไตล์มินิมอล แต่ขนมปังในร้านกว่า 60% ราคาต่ำกว่า 10 หยวน บางเมนูราคาแค่ 5.8 หยวนหรือประมาณ 28 บาท
  • Luckin Coffee แตกไลน์ธุรกิจมาเป็น "Light Meals" ใช้โมเดลคูปองส่วนลดหรือจัดเซตอาหารเช้าที่ทำให้ขนมปังชิ้นหนึ่งราคาตกอยู่ที่ประมาณ 9-12 หยวนและด้วยสาขาที่มีมากกว่า 20,000 แห่งทั่วจีน ทำให้ Luckin กลายเป็นจุดแวะซื้อขนมปังราคาประหยัดที่สะดวกที่สุดสำหรับพนักงานออฟฟิศ
  • Holiland เป็นแบรนด์เบเกอรี่ดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในจีน เปิดตัวสินค้าขนาด Mini เพื่อให้ลูกค้าซื้อกินคนเดียวได้ในราคาที่ต่ำลง ประมาณ 10-15 หยวน แทนที่จะต้องซื้อกล่องใหญ่ราคาสูง รวมถึงมีการจับคู่สินค้าขายดีมาจัดโปรโมชั่นเพื่อให้ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นลดลง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ยังอยากกินของมีแบรนด์แต่ไม่อยากจ่ายราคาเต็ม

นอกจากนี้จากกระแส “ 5 หยวนปู้” ก็ทำให้เกิดกลุ่ม “ร้านขนมปัง 2 หยวน” เพิ่มมากขึ้น มีจุดเด่นคือการตัดค่าตกแต่งร้าน ไม่มีที่นั่งในร้าน, ตัดค่าบรรจุภัณฑ์หรูๆ และเน้นขายขนมปังอบสดใหม่ในราคา 2-3 หยวน ประมาณ 10-15 บาท เท่านั้น

ภาพจาก www.kumokumo.cn

สำหรับร้านเบเกอรี่ในเมืองไทยที่ขายสินค้าราคาสูงกว่า 25 บาท วิเคราะห์ว่าถ้าจะทำตามกระแส 5 หยวนปู้ แบบในจีนบ้าง อาจต้องผ่าตัดโครงสร้างต้นทุนขนานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องค่าเช่ายิ่งทำเลทองยิ่งราคาแพง รวมถึงการขายเดลิเวอรี่ที่ต้องหัก GP 30-35% การจะขายให้ถูกลงก็คงเป็นไปได้ยาก

ถ้าทำได้อาจต้องปรับขนาดร้านให้เล็กลงขายเมนูที่น้อยลงเอาแค่เมนูขายดี 4-5 เมนูเป็นจุดขาย เพื่อให้การหมุนเวียนวัตถุดิบเร็วที่สุด ลดของเสีย (Zero Waste) และพนักงานสามารถทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ทักษะสูง รวมถึงอาจต้องปรับแพ็กเกจจิ้งให้เรียบง่าย แต่ทั้งหมดนี้ดูแล้วคงเป็นไปได้ยากสำหรับร้านเบเกอรี่แบบพรีเมี่ยมที่จะหันมาสู้ในสงครามราคาที่น่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

แต่โชคดีที่เมืองไทยมีเบเกอรี่หลากหลายราคาให้เลือกถ้ามองว่ากลุ่มเบเกอรี่พรีเมี่ยมราคาต่อชิ้นสูงมากไป ก็ยังมีเบเกอรี่ตามตลาดหรือร้านเบเกอรี่ที่เน้นลูกค้าทั่วไป ราคาไม่แพงชิ้นละ 10-20 บาทก็หาซื้อได้ บางร้านก็อร่อยมากด้วย แต่ถ้าต้องการความพรีเมี่ยมความคุ้มค่าก็อาจต้องยอมจ่ายแพงหน่อยเท่านั้นเอง

----------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...