โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยทีทีบี คาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 69 โตแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 5-6% ในปี 69 หนุนไทยเบอร์ 2 โลก รับเทรนด์ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกครอบครัว

BTimes

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 09.22 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) คาดการณ์มูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 69 จะเติบโตอยู่ที่ 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีปัจจัยกดดันจากฐานสูง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่ มีการเร่งนำเข้าในปีก่อน แต่ยังได้แรงหนุนจากทั้งตลาดยุโรปที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชีย ที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมาหลังจากหดตัวลงเมื่อปีก่อน ประกอบกับจุดแข็งของไทยในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ยังมีความต้องการในตลาดโลกสูง จากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงตระหนักและให้ความสำคัญกับโภชนาการอาหารของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ปัจจัยบวกเหล่านี้ เป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ยังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

โดยตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงระดับ 2 Digit ที่ 13.1% โดยแรงขับเคลื่อนหลัก มาจากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมทุ่มเวลาและเม็ดเงิน เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของตนมีสุขภาพแข็งแรงในทุกช่วงวัยผ่านอาหารการกิน โดยที่เจ้าของยินดีจ่ายและให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ โภชนาการที่เหมาะสม รวมถึงอาหารพรีเมียมเกรดราคาสูง เช่น อาหารเปียก อาหารที่ไม่ผ่านความร้อน หรืออาหารรูปแบบ Holistic หนุนให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมขยายตัวต่อเนื่อง

สอดคล้องกับรายงานของ Statistics MRC ผู้ให้บริการข้อมูลวิจัยตลาดชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ได้รายงานแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์พรีเมียมโลก จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.4% ต่อเนื่องยาวถึงปี 75 ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 80.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน โครงสร้างการค้าโลกที่ประเทศผู้บริโภคจำนวนมากต้องพึ่งพาการนำเข้า เปิดโอกาสให้ประเทศผู้ผลิตอย่างไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร สามารถขยายบทบาทจนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ดี ในปี 68 ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ขยายตัว 8.1% จากปีก่อนบนมูลค่าส่งออกราว 2.9 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2 เท่าของมูลค่าส่งออกก่อนช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หากไม่นับรวมตลาดส่งออกหลักของไทย อย่างสหรัฐฯ ที่ได้ปัจจัยบวกจากการเร่งส่งออกในปี 68 พบว่าตลาดขยายตัวเพียง 3.0% เท่านั้น สะท้อนสัญญาณชะลอตัวลงหลังผ่านช่วงเร่งเติบโตจากปีก่อน ทั้งจากปัจจัยฐานสูงและสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้น

ดังนั้น ปี 69 ทาง ttb มองว่าภาพรวมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย เติบโตในลักษณะที่ชะลอตัวจากปีก่อน 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ แม้จะได้รับแรงส่งของกระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว และความต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความกังวลท่ามกลางความไม่แน่นอนในบางตลาดหลัก ซึ่งเมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงหลักของไทย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1. ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.6% ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 68 หรือขยายตัวได้ 18.6% แรงหนุนหลักมาจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถูกบังคับใช้ช่วงปลายปี คาดปี 69 กลับมาเติบโตเพียง 4-5% กดดันจากผลกระทบของภาษี Reciprocal Tariffs เต็มปี แม้ช่วงแรกอาจยังรักษาการเติบโตได้จากแต้มต่อด้านราคา และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่ภาระภาษีที่สูงย่อมทำให้ราคาปรับสูงขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อใหม่ ๆ อาจชะลอตัวลง นอกจากนี้ ผู้แข่งขันรายอื่นในตลาดอาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งมากขึ้น เช่น ผู้ผลิตในประเทศเองที่ได้เปรียบเรื่องไม่มีภาษีนำเข้า หรือเม็กซิโกที่ได้เปรียบเรื่องระยะทางขนส่ง

2. ตลาดเอเชีย จากเดิมเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งของมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกำลังซื้อ และจำนวนสัตว์เลี้ยงในบางประเทศของภูมิภาคนี้ ยังอยู่ในโซนต่ำ ทำให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ส่งผลให้ในปี 68 เหลือส่วนแบ่งตลาดกลุ่มนี้อยู่ราว 37% ด้วยมูลค่าส่งออก 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือหดตัวจากปีก่อน 0.9% กดดันโดยเฉพาะจากกลุ่มอาเซียน อย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่หดตัว 0.7%, -2.0% และ -14.9% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดส่งออกเบอร์ 2 ของไทยอย่าง ญี่ปุ่น ยังทรงตัวต่ำ อยู่ที่ 2.9% คาดปี 69 ตลาดเอเชียกลับมาขยายตัวในทิศทางบวกอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 4-5% หลังผ่านช่วงหดตัวจากปีก่อน และข้อได้เปรียบด้านระยะขนส่ง เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกหลักรายใหญ่อื่นอย่าง เยอรมัน และสหรัฐฯ

3. ตลาดยุโรป เป็นภูมิภาคที่ไทยกำลังรุกขยายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น โดยปี 68 ไทยมีสัดส่วนส่งออกไปยุโรปเพียง 17% แต่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจากปีก่อน 11.4% และคาดยังรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 69 เฉลี่ย 9-10% ปัจจัยหนุนมาจากกำลังซื้อที่สูง แนวโน้มความนิยมเลี้ยงสัตว์ และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมในยุโรป ยังคงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น อิตาลี เยอรมนี สหราชอาณาจักร และเบลเยียม ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย สะท้อนผ่านปี 2568 ที่ผ่านมาเติบโตได้ดีต่อเนื่องที่ 6.0%, 16.8%, 16.8% และ 17.9% ตามลำดับ

รวมถึงตลาดในภูมิภาคนี้ มีจำนวนสัตว์เลี้ยงสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ที่มีจำนวนสุนัขมากสุดในยุโรปถึง 12 ล้านตัว จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับขยายตลาดในภูมิภาคยุโรป

นอกจากแรงหนุนของตลาดยุโรป และการฟื้นตัวของตลาดเอเชียแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไทยยังรักษาโมเมนตัมในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ ศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มพรีเมียม และอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (Wet Pet Food) ที่มีส่วนผสมเนื้อสัตว์ หรือปลาคุณภาพสูง ซึ่งเป็น Segment ที่มีมาร์จินสูง และเจาะตลาดกลุ่ม Niche Market ได้ดี

สะท้อนผ่านราคาส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ที่สูงกว่าคู่แข่งเฉลี่ยถึง 24% จากจุดแข็งของไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร และความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปโปรตีนจากผลผลิตพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อไก่ เศษเนื้อปลา แป้ง และธัญพืชต่าง ๆ ทำให้ไทยมีวัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม รวมถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากลอย่าง GMP, HACCP และอื่น ๆ ส่งผลให้สินค้าไทยได้รับการยอมรับในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน กระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว หนุนความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง และอาหารสูตรเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยยังคงรักษาบทบาทผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมรายสำคัญของโลกได้ ดังนั้น แนวโน้มภาพรวมของตลาดส่งออกอาหารสัตว์ของไทยปี 69 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง บนมูลค่าส่งออกราว 3 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 5-6% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อน จากปัจจัยฐานสูงและแรงกดดันในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปยังมีศักยภาพสูง และเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชีย ที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมาหลังจากหดตัวเมื่อปีก่อน ประกอบกับจุดแข็งของไทยที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม และอาหารเปียกคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้ จากห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบในประเทศที่แข็งแกร่งได้เปรียบคู่แข่ง

รวมไปถึงแรงหนุนจากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารสัตว์เลี้ยงที่ดี ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนเหล่านี้เป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มโดยรวมยังเป็นบวก แต่ในปี 69 นี้ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายหลายด้านที่ต้องติดตาม เช่น ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของตลาดส่งออกหลัก การแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอื่น กฎระเบียบและมาตรการกีดกันการค้า รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ไทยควรเน้นบริหารความเสี่ยง กระจายตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เราเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางรายเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้น ผ่านเทรนด์ Longevity ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Value Added ให้กับสินค้า กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...