โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ศักยภาพการโจมตีของ ‘อิหร่าน’ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ!

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ศักยภาพการโจมตีของ "อิหร่าน" ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ!

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าศักยภาพการโจมตีของอิหร่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่าอัตราการยิงขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงเหลือไม่ถึง 10% ของวันแรกของสงคราม โดยจำนวนขีปนาวุธทิ้งตัวที่เคยอยู่ระดับประมาณ 480 ลูก เหลือเพียงราว 40 ลูกต่อวัน ขณะที่โดรนโจมตีลดลงจากกว่า 720 ลำ เหลือประมาณ 60 ลำต่อวัน พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงลดระดับความรุนแรง แม้สงครามจะยังไม่สิ้นสุดลงก็ตาม

อิหร่าน

โครงสร้างการรบของอิหร่านที่อ่อนกำลังลง

การลดลงของจำนวนการโจมตีเกิดจากความเสียหายเชิงโครงสร้างของกองทัพอิหร่าน จากการโจมตีของสหรัฐและพันธมิตรกว่า 3,000 จุด ซึ่งรวมถึงแท่นยิงเคลื่อนที่ที่ถูกทำลายไปราว 60–75% ส่งผลให้แม้อิหร่านยังคงมีอาวุธในคลัง แต่ไม่สามารถปล่อยขึ้นฟ้าได้ในอัตราที่เทียบเท่าช่วงต้นของสงคราม ระบบสนับสนุนปฏิบัติการ เช่น ระบบบัญชาการควบคุม (C2) สถานีควบคุมภาคพื้นดิน และยานพาหนะลำเลียงซึ่งจำเป็นต่อการยิงระลอกใหญ่ก็ได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้ความสามารถในการโจมตีต่อเนื่องหรือโจมตีเป็นฝูงลดลงอย่างชัดเจน

ข้อจำกัดด้านคลังแสงเองเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ก่อนสงครามจะเริ่มต้น หน่วยข่าวกรองประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธทิ้งตัวราว 2,500 ลูก แต่ในช่วงสิบวันแรกได้มีการยิงไปแล้วถึง 2,410 ลูก ขณะเดียวกันโรงงานผลิตอาวุธยุทธศาสตร์หลายแห่งถูกโจมตี ทำให้ความสามารถในการผลิตทดแทนในระยะสั้นเป็นเรื่องยาก นำไปสู่ข้อสังเกตว่าอิหร่านอาจเริ่มปรับยุทธศาสตร์จากการโจมตีโดยตรงไปสู่การใช้กองกำลังตัวแทนมากขึ้น

การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต

ข้อมูลจาก ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ Rising Lion ในปี 2568 จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน โดยในปี 2569 อิหร่านเลือกเปิดฉากด้วยการยิงขีปนาวุธจำนวนมากกว่าเดิมถึงเกือบห้าเท่า สะท้อนเจตนาในการใช้ยุทธศาสตร์ "Shock and Awe" เพื่อสร้างความเสียหายและแรงกดดันกับฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ช่วงต้น แต่ด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐและพันธมิตรที่มีอัตราสกัดกั้นเฉลี่ยกว่า 90% ทำให้ความพยายามดังกล่าวไม่สามารถสร้างผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจไว้

ขณะเดียวกัน การปฏิบัติการของพันธมิตรในปี 2569 มุ่งเน้นการทำลายโครงสร้างการยิงมากกว่าตัวอาวุธเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นลักษณะของสงครามสมัยใหม่ โดยใช้ฝูงบิน Stealth ร่วมกับโดรนลาดตระเวนเพื่อตัดความสามารถในการยิงซ้ำ ทำให้ศักยภาพของอิหร่านลดลงรวดเร็วกว่าในปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นไปได้ที่เข้าสู่จุดสูงสุดของวัฏจักรความขัดแย้ง

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งอาจเข้าใกล้จุดสูงสุดของวัฏจักรแล้ว จากการที่คลังแสงใกล้หมด ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และสัญญาณการปรับยุทธศาสตร์ในเชิงปฏิบัติการ การเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีจากฐานทัพหลักไปสู่การโจมตีแบบก่อกวนในช่วงวันที่ 7–9 มีนาคม ตอกย้ำข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การแถลงของสหรัฐเมื่อวันที่ 10 มีนาคมยังยืนยันว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธลดลงกว่า 90% และโดรนลดลงกว่า 83% ซึ่งสอดคล้องกับแบบแผนของสงครามระหว่างรัฐที่มีกำลังรบไม่สมดุลกัน ซึ่งมักมีช่วงรบหนักเพียงระยะสั้นก่อนจะเข้าสู่ช่วงลดระดับความรุนแรง

ภาพการโจมตีของอิหร่านในปี 2568 เทียบกับปี 2569

นัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและการลงทุน

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค ความเสี่ยงเชิงระบบเริ่มผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือการโจมตีโครงสร้างพลังงานในประเทศกลุ่ม GCC ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศในภูมิภาค เช่น ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน ยังสามารถจำกัดระดับความเสียหายได้พอสมควร ขณะที่ศักยภาพการโจมตีของอิหร่านเองก็ลดทอนลง แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากปฏิบัติการแบบไม่สมมาตร เช่น การใช้กองกำลังตัวแทนหรือการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เฉพาะจุด ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจสร้างความผันผวนเป็นระยะแม้สงครามจะเข้าสู่ช่วงลดระดับแล้วก็ตาม

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...