โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ปันผลปี 68 รวม 6.09% เตรียมจ่าย 22 ม.ค. 69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 07.27 น.

คลัง เผย กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ผลตอบแทนสวนทางตลาดหุ้นผันผวน ปี 2568 ปันผลรวม 6.09% สูงกว่าเป้าขั้นต่ำถึงสองเท่า ขณะที่ NAV ปรับเพิ่มเป็น 10.70 บาท เตรียมจ่ายปันผลงวดล่าสุด 22 ม.ค. 69 ย้ำเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวที่มั่นคง ท่ามกลางแนวโน้มตลาดทุนไทยปี 2569 ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว

15 ม.ค. 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับ การดำเนินงานกองทุนรวมวายุภักษ์ เปิดเผยว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (กองทุนฯ) ได้เสนอขายหน่วยลงทุนประเภท ก. ให้แก่นักลงทุนทั่วไปจำนวน 150,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการลงทุนเบื้องต้น 10 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 - 30 กันยายน 2577) และมีราคาที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป อัตราหน่วยละ 10 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ หน่วยลงทุนประเภท ก. ได้เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 และเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หน่วยลงทุนประเภท ก. ได้มีราคาปิดที่หน่วยละ 10.70 บาท

ในปี 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดย ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลงจากสิ้นปี 2567 ซึ่งปิดที่ 1,400.21 โดยมีจุดต่ำสุดที่ 1,053.79 จุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองทุนฯ ได้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคงในระยะยาว มีความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กองทุนฯ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน

โดยสำหรับรอบผลการดำเนินงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทุนฯ จะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.4604 บาท/หน่วย ในวันที่ 22 มกราคม 2569 (กำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 5 มกราคม 2569) ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลที่จ่ายไปแล้วสำหรับครึ่งปีแรก (1 มกราคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568) ที่ 0.1488 บาท/หน่วย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้อัตราเงินปันผลสำหรับปี 2568 เท่ากับ 0.6092 บาท/หน่วย หรือคิดเป็น 6.09% ต่อปี

ทั้งนี้ กองทุนฯ จะมุ่งเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนในระยะยาว

“จากการบริหารงานอย่างมืออาชีพในช่วง 1 ปีเต็ม กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง สามารถทำผลประกอบการได้ดีเกินความคาดหมาย โดยมีตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จ 2 ส่วนหลัก คือ เงินปันผลที่ทำได้สูงถึง 6.09% ในปี 2568 สูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งไว้ 3% ต่อปี ถึงสองเท่าตัว ขณะที่มูลค่าหน่วยลงทุน หรือ NAV พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 10.70 บาท จากราคาเริ่มต้นที่ 10 สะท้อนการบริหารจัดการระดับมืออาชีพและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล”

ทั้งนี้คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานกองทุนรวมวายุภักษ์จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชน ผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. และภาครัฐซึ่งเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ข. ในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป

ด้าน นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. จะได้รับเงินปันผลงวดล่าสุดในวันที่ 22 ม.ค. 2569 โดยการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ของกองทุน โดยอัตราเงินปันผล ปี 2568 จ่ายรวม 6.09% ซึ่งในครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้วประมาณ 1.48% และครึ่งปีหลังจ่ายอีกประมาณ 4.6% มีกำหนดจ่ายเงินจริงในวันที่ 22 มกราคมนี้ คิดเป็นเม็ดเงินรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท

ทั้งนี้กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง เน้นการสนับสนุนตลาดทุนไทย โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยประมาณ 90% ขณะที่อีกส่วนหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง โดยกองทุนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยจะมีการกลั่นกรองหุ้นอย่างเข้มข้น หากบริษัทใดมีปัญหาด้านธรรมาภิบาลกองทุนจะใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การหยุดลงทุนเพิ่ม หรือลดสัดส่วนการลงทุนทันที

โดยปัจจุบันกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดทรัพย์สินรวมประมาณ 500,000 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทุน ประเภท ก จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และ กองทุนประเภท ข จำนวน 3.3 แสนล้านบาท โดยมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายเงินปันผลโดยไม่ต้องกระทบต่อการถือครองหุ้นหลัก

สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2569 มองว่าปัจจัยลบน่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาแม้ยังต้องติดตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มนิ่ง จะช่วยให้ตลาดทุนไทยอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น ในส่วนของความกังวลต่อปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น เรื่องมาตรการภาษี Tariff เชื่อว่าตลาดและบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว โดยคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงจนเกิดวิกฤต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...