Thailand Healthcare การเติบโตที่ขาดความโดดเด่น!
The Bangkok Insight
อัพเดต 08 ก.พ. เวลา 05.47 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. เวลา 05.42 น. • The Bangkok Insightวิเคราะห์กลยุทธ์ 5 หุ้น Healthcare ท่ามกลางความท้าทาย ส่องปัจจัยท้าทายที่ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลขาดความโดดเด่น
ภาพรวมหุ้น Healthcare ไทย เป็นกลุ่มที่มีลักษณะ Defensive สูง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และกำไรมีเสถียรภาพ โดยแกนหลักอยู่ที่หุ้นโรงพยาบาลเอกชน ได้อานิสงส์จากโครงสร้างประชากรสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วกว่า GDP และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพการรักษามากขึ้น
หุ้นขนาดใหญ่อย่าง BDMS และ BH มีความได้เปรียบด้านเครือข่าย แบรนด์ และ medical tourism ทำให้มี pricing power และ earnings visibility สูง ขณะที่โรงพยาบาลขนาดกลางที่พึ่งพาประกันสังคมและภาครัฐจะได้ volume เป็นหลัก แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านอัตราเหมาจ่ายและนโยบายรัฐมากกว่า
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยในสายตาของนักลงทุนสถาบันต่างชาติเริ่มมีความน่าสนใจลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการสำรวจความคิดเห็นนักลงทุนในกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ของ บล. เมย์แบงก์ พบว่ากองทุนส่วนใหญ่แทบไม่มีหรือลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้ลง เนื่องจากมองว่า “การเติบโตไม่จูงใจ” โดยเฉพาะรายได้จากผู้ป่วยในประเทศที่ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์จึงคงมุมมองความน่าสนใจของกลุ่มนี้ไว้ที่ “เท่ากับตลาด” (Neutral) โดยคาดการณ์ว่ากำไรในปี 2569 จะเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 3.3% YoY เท่านั้น
ปัจจัยท้าทายที่ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลขาดความโดดเด่น ประกอบด้วย
อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ: ปัญหาด้านความสามารถในการจ่าย ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น
การแข่งขันและต้นทุน: การขยายโรงพยาบาลเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่บริษัทประกันเริ่มเข้มงวดกับการเคลมมากขึ้นในระยะยาว
ตลาดต่างประเทศที่ยังกดดัน: ตลาดกัมพูชายังคงเป็นปัจจัยลบที่ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวในระยะใกล้
วิเคราะห์กลยุทธ์ 5 หุ้น Healthcare ท่ามกลางภาพความท้าทาย
1. BH หรือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 210.00 บาท
ถูกยกให้เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติที่มีอัพไซด์ดีกว่า คาดการณ์การเติบโตของกำไรปี 2569 ที่ 6% สูงที่สุดในกลุ่ม โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดตะวันออกกลางและการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด
2. BCH หรือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)
คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 12.00 บาท
เป็นตัวเลือกที่มาพร้อมปันผล แม้จะมีแรงคัดค้านจากนักลงทุนบางส่วนเรื่องผลการดำเนินงานหลักที่อ่อนแอและการขยายเตียงจำนวนมากในปี 2570 แต่ BCH ยังมีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงที่สุดในกลุ่ม 4.4% และมีโอกาสได้อัพไซด์จากผู้ป่วยคูเวตและการปรับเพิ่มอัตราเบิกจ่ายประกันสังคม (SSO)
3. BDMS หรือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)
คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 20.50 บาท
ในฐานะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากเงินสดเป็นหลัก BDMS ยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนที่เน้นความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มการเติบโตที่ไม่ได้โดดเด่นกว่าภาพรวมตลาดมากนัก
4. CHG หรือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน)
คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 1.75 บาท
การเติบโตในระดับที่น่าสนใจ โดยมีระดับการซื้อขายที่ P/E ปี 2569 อยู่ที่ 17.1 เท่า และคาดการณ์อัตราเงินปันผลที่ประมาณ 4.3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ในกลุ่ม
5. PR9 หรือ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)
คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นักวิเคราะห์มองว่ายังมี Upside ประมาณ 11% จากราคาปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นด้านมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต
แม้ว่าภาพรวมกลุ่ม Healthcare จะดูขาดสีสันจากการเติบโตที่จำกัด แต่ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนข่าวลบไปมากแล้วจน P/E ของกลุ่มลดลงเหลือราว 17 เท่า โดยมีปัจจัยกระตุ้นที่ต้องติดตาม คือ การกลับมาของผู้ป่วยจากคูเวตหลังจากมีการชำระหนี้ค้างจ่าย และความชัดเจนของการตั้งสำนักงานแพทย์ในไทย ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้มุมมองของตลาดกลับมาเป็นบวกได้อีกครั้ง
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ความคาดหวัง 'เชิงบวก' หลังการ 'เลือกตั้ง' ส่องทิศทางหุ้นไทยเดือน ก.พ. ที่นี่
- กางฉากทัศน์เลือกตั้ง ให้สูตร ‘ภท.-พท.’ เต็งหนึ่ง ดันหุ้นไทยพุ่ง 1,450-1,480 จุด
- ส่อง 4 หุ้นเด่นรับ Election Rally คงเป้าหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ 1,370 จุด
ติดตามเราได้ที่