โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“จุลพันธ์” หวัง เพื่อไทยคะแนนนำห่างอันดับ 2 30-40 ที่นั่ง หากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 04.44 น.

“จุลพันธ์” หวัง เพื่อไทยคะแนนนำห่างอันดับ 2 30-40 ที่นั่ง หากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชี้ทุกพรรคย่อมต้องการชัยชนะ ไม่หวั่น “พิธา” กลับมาโค้งสุดท้าย ลั่น ไม่ว่าใครจะกลับมาก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ย้ำ การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ประชาชน

วันที่ 26 ม.ค. 69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังที่พรรคประชาชนประกาศบนเวทีปราศรัยใหญ่เมื่อวาน (25 ม.ค. 69) ที่สามย่าน มิตรทาวน์ว่าถ้าจะชนะขาด ต้องห่างจากอันดับ 2 ที่ 30-40 ที่นั่ง ว่า พรรคเพื่อไทยก็อยากได้แบบนั้น การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องห่างกับที่ 2 ให้เยอะพอตัว ทุกพรรคถ้าคาดว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกันตรงนี้อยู่ที่ประชาชนเป็นคนตัดสิน

เมื่อถามว่ากังวลที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กลับมาหาเสียงการเลือกตั้งโค้งสุดท้าย หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ทุกพรรคการเมืองช่วงนี้ต้องลงพื้นที่พบปะประชาชน รู้สึกดีอยากให้ทุกพรรคลงพื้นที่พบประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพรรคเพื่อไทยเน้นเรื่องนี้มาโดยตลอด อย่างแรกผู้สมัครของเพื่อไทยเดินหาพี่น้องประชาชนไปทุกหมู่บ้านทุกจุด และ พรรคเพื่อไทยเน้นเรื่องการปราศรัยเพื่อจะได้พบปะประชาชนให้ ได้มากที่สุด ที่วันนี้หลายพรรคการเมืองเริ่มที่จะจัดปราศรัยเป็นสิ่งที่ดี

โดยการนำเสนอแนวคิดอุดมการณ์ และ นโยบายต่อประชาชน เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องบอกเขาว่านโยบายของแต่ละพรรค คืออะไร และจะนำพาประเทศไปทางไหน บอกว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาชนได้คิดและพิจารณาเรื่องนโยบาย ไม่ว่าใครจะกลับมาหรือ ไปพบปะประชาชนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี

ด้านนายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดการเลือกตั้งจะมีการแข่งขันเรื่องนโยบาย ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าเมื่อมีการแข่งขันก็จะยิ่งดี เพราะต่างคนต่างเสนอแล้วมาดูว่าของใครดีกว่า เป็นโอกาสสำคัญของประชาชนที่จะเลือกอนาคต เราเชื่อมั่นในแนวทางนี้ตั้งแต่ตั้งพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทย

"จุลพันธ์" ชี้ นนโยบายแจกเงินล้าน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ-ให้เปล่า หวัง จูงใจคนเข้าระบบภาษีสร้างฐานข้อมูล เชื่อ เป็นจิ๊กซอว์สุดท้ายเปลี่ยนประเทศ มอง ดึงเงินเข้าได้กว่า 2 แสนล้านบาท ด้าน " นพ.พรหมินทร์ " โต้ คนละเรื่องกับหวยใบเสร็จ ฟาด มีแต่พรรคพูดเรื่องใช้เงิน แต่เราพูดเรื่องหาเงิน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง

โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบนโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่าแต่เป็นการใช้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ ด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่แข็งแรงเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ

นายจุลพันธ์ ยังอธิบายว่า นโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาทนโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ วิธีการคือสุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1. สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2. สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน , กลุ่มอาสามสมัคร , กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ กลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน

จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ส่วนการสร้างฐานข้อมูลหรือ Big Data หัวใจสำคัญคือการนำคนเข้าระบบเพื่อสร้างฐานข้อมูล แนะนำข้อมูลไปต่อยอดนโยบายอื่นให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ข้อมูลรายได้ในสายอาชีพต่าง ๆ จะช่วยให้รัฐ จะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จนทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อแก้คอรัปชั่นจำเป็นต้องมีข้อมูล

" ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำเป็น การดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศ และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง " นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวว่า อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทยเราตกขบวนไปหลายเรื่องแล้ว ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง การจัดการน้ำทั้งระบบ ครั้งนี้เราทำการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ซึ่งเป็นการลงทุนที่น้อยมากอย่าให้เราต้องตกกระบวนอีกครั้ง

เมื่อถามว่านโยบายแจกเงินล้านอาจจะคล้ายคลึงกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชน หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบายหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าดูและเปรียบเทียบกันดี ๆ คนละเรื่องกัน เพราะเรากำลังลงทุนที่จะสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด และวิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือการที่เข้าใจภาพรวมทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากดูง่าย ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายเทคโนโลยีเพราะการสร้างสิ่งเหล่านี้ทุกอันเชื่อมโยงกัน มองว่าทุกพรรคมองแต่เรื่องการใช้ตังค์ แต่พรรคเราพูดแต่วิธีการหาเงินและเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน

นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระบบทั้งหมดที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งคนอาจจะมองข้ามไปว่าคนไทยไร้จนเป็นศักดิ์ศรีที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถแก้ปัญหาสวัสดิการได้ทุกกลุ่มทุกเป้า และจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าคนไทยจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ จนจริงหรือไม่ โดยมองว่าเป็นคนละเรื่องกับเรื่องที่บางพรรคพูดถึงเรื่องของการแก้ปัญหาเพิ่มรายได้ให้ SME ซึ่งเรื่องกระบวนการก็ไม่ยุ่งยากเข้าใจง่าย เลยมองว่าไม่ได้เป็นการหาเงินแต่เป็นการเชื่อมโยงระบบซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดครบทั้งกระบวนการ

เมื่อถามว่าทำไมต้องจ่ายแยกเฉพาะกลุ่ม ทำไมไม่เป็นระบบถ้วนหน้าและเป็นสุ่มเอา นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ระบบถ้วนหน้าคือคนที่มีสิทธิ์ซื้อของระบบถ้วนหน้าทุกคนวันละ 5 สิทธิ์ หากใส่ใบเสร็จหนึ่งใบก็จะมีโอกาสถูกจับได้ถึงห้าครั้ง ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะจูงใจให้คนเข้าระบบ และแก้ปัญหาเงินที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ในปัจจุบันจีดีพีที่บันทึกไว้ประมาณ 18-19 ล้านล้าน โดยมองว่า 9 ล้านล้าน คือครึ่งหนึ่ง หากเอาครึ่งหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะและอยู่ในระบบได้ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ซึ่งเราใช้วิธีคิดที่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยที่รู้สึกอยากมีความหวังมาใช้ประกอบกัน

ส่วนนโยบายนี้จะเป็นการสร้างหนี้ให้กับประชาชนใช่หรือไม่เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐจะสามารถเก็บรายได้จาก Vat เพิ่มขึ้นได้ และในส่วนของการบริโภคนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะคนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติเพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...