โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Armie Hammer อัปเดตชีวิต 4 ปีหลังถูกแบน เริ่มมีงานในฮอลลีวูด แถมคิวแน่นจนต้องปฏิเสธบางงาน

BT Beartai

อัพเดต 04 ม.ค. 2568 เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2568 เวลา 17.55 น.
Armie Hammer อัปเดตชีวิต 4 ปีหลังถูกแบน เริ่มมีงานในฮอลลีวูด แถมคิวแน่นจนต้องปฏิเสธบางงาน

คำเตือน: บทความนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับเพศและความรุนแรง

นับเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ อาร์มี แฮมเมอร์ (Armie Hammer) อดีตนักแสดงหนุ่มที่เคยมีชื่อเสียงจากหนังดัง ‘The Social Network’ (2010), ‘The Man from U.N.C.L.E.’ (2015) และ ‘Call Me By Your Name’ (2017) ต้องถูกฮอลลีวูดแบน หลังเผชิญข้อกล่าวหาหลังมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นแฟนเก่า แฉพฤติกรรมและรสนิยมทางเพศที่รุนแรงของเขา ทั้งการใช้ความรุนแรง ล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศแบบ BDSM (Bondage, Discipline, Sadism, Masochism) และรสนิยมชอบกินเนื้อมนุษย์ (Cannibalism)

แม้เขาเองจะรอดพ้นจากการตั้งข้อหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ แต่สิ่งนี้ก็นำไปสู่จุดดับในอาชีพของเขาอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่การถูกบริษัทตัวแทน William Morris Endeavor (WME) ยกเลิกสัญญา จนมีข่าวว่าเขาตัดสินใจหลบลี้ผู้คนไปทำงานขายไทม์แชร์ (Timeshare) ที่หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) อันห่างไกล พร้อมกับการออกมาเปิดเผยชีวิตด้านมืดของเขา ทั้งการเคยถูกบาทหลวงล่วงละเมิดทางเพศตอนอายุ 13 ปี และสารภาพว่าเคยนอกใจอดีตภรรยา อลิซาเบธ แชมเบอร์ส (Elizabeth Chambers)

ปีนี้ แฮมเมอร์ที่เปิดเผยว่าปัจจุบันอาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์แคบ ๆ ได้มีโอกาสอัปเดตชีวิตของเขากับพอดแคสต์ Your Mom’s House ซึ่งเขาได้เปิดเผยเรื่องราวตั้งแต่การรับมือกับมรสุมข่าวคราวที่โหมกระหน่ำ รสนิยมทางเพศ รวมทั้งความพยายามที่จะกลับมาในฐานะนักแสดงอีกครั้ง

Armie Hammer and Elizabeth Chambers

“(ตอนช่วงโรคระบาด) ตอนนั้นโลกเหมือนกำลังจะพังทลายเลยครับ และผู้คนก็ไม่มีความสุขในชีวิตตัวเองมาก ๆ แล้วก็มีเรื่องอื้อฉาวที่บอกว่านักแสดงคนนี้อยากฆ่าคนและกินพวกเขา แล้วทันใดนั้นทุกคนก็แบบว่า ‘เฮ้ย เรื่องนี้มันสนุกกว่าการต้องมานั่งจมอยู่ในห้องนั่งเล่นของตัวเองเยอะเลยนี่หว่า'”

เขายังเล่าถึงความรู้สึกในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในมรสุมข่าวอื้อฉาวที่ปรากฏไปทั่ว “ผมคิดว่าผมกำลังตื่นตระหนกมากกว่า เอาจริงนะ มันเหมือนกับว่ามีเกราะกำบังตัวตนของผมจริง ๆ เอาไว้ แต่ทุกคนกลับคิดว่าเกราะนั่นคือตัวผม และมันก็กลายเป็นตัวช่วยปิดบังตัวตนของผมเอาไว้ และเมื่อมันพังทลายลง ทุกคนก็บอกกันว่า ‘ฉันไม่ชอบไอ้หมอนี่แล้ว ฉันเกลียดมัน'”

“ซึ่งมันโหดร้ายมากครับ มันมีบทความใน The Punjabi Times ที่ลงเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเป็นมนุษย์กินคนและอะไรทำนองนั้น ผมคิดว่าในเดือนมีนาคม ปี 2021 ผมน่าจะเป็นคนที่ถูกค้นหามากที่สุดอันดับ 5 ของโลกใน Google และทั้งหมดนั้นมีแต่เรื่องในแง่ลบ มันเหมือนคุณถูกจับแก้ผ้าประจานต่อหน้าคนทั้งโลก และให้ทุกคนคอยตัดสินพฤติกรรมหรือรสนิยมทางเพศของคุณ เป็นอะไรที่แ-่งโคตรแย่เลย”

ในการสัมภาษณ์เดียวกัน เขายังเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ ทั้งการยอมรับว่าเขาเคยใช้ผู้หญิงเพื่อเติมเติมความต้องการของตัวเอง และชอบมัดหญิงสาวในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และเขาเคยซื้อหุ่นลองเสื้อจากห้างสรรพสินค้ามาลองฝีกซ้อม

“คนเหล่านั้นเหมือนกับซองยาที่มีผิวหนังหุ้ม สำหรับผม การมีเซ็กส์กับคนที่อยากมีเซ็กส์กับผม มันทำให้ผมรู้สึกมีอำนาจและได้รับการยอมรับ สิ่งที่ผมทำคือ ผมจะพาสาว ๆ ไปใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงสักเดือนครึ่ง ไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ทำทุกอย่างด้วยกัน และมีเซ็กส์ที่ยอดเยี่ยม ทุกอย่างจะออกมาสมบูรณ์แบบ และพอถึงตอนจบ ผมจะบอกว่า ‘พวกเราเข้าขากันได้ดีมากเลย’ และผมก็จะหายไป ไปทำแบบเดียวกันกับคนอื่น ทิ้งให้ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกว่าเพิ่งถูกถึงเข้าไปในที่ที่เธอรู้สึกว่านี่คือที่ของฉัน แล้วก็ถูกทิ้งไปเสียดื้อ ๆ “

“ผมชอบความคิดที่ผมสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ผมสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ผมต้องการและคุณก็ชอบด้วย เพราะคุณรู้ว่าคุณเป็นของผม และการได้ครอบครองนั้นมันก็เป็นเรื่องที่สนุกที่จะพูดถึงด้วย โดยเฉพาะตอนที่คุณเมาเพราะเสพยาตอนกลางคืน แล้วก็พูดพลางหัวเราะกับตัวเองว่า ‘ฉันจะตัดนิ้วเท้าของคุณออกแล้วเก็บไว้ในกระเป๋า ฉันจะได้มีชิ้นส่วนของคุณติดตัวไปทุกที่ ฮ่า ๆๆ ‘”

“ซึ่งถ้าใครเอาบทสนทนาในห้องนอนของใคร โดยเฉพาะตอนที่กำลังมีจังหวะเซ็กซี่กัน ไม่ว่าเรื่องมันจะไร้สาระ หรือเป็นเรื่องธรรมดาแค่ไหนก็ตาม และคุณก็อ่านเจอข้อความจากที่อื่นโดยไม่ได้คิดถึงบริบทนั้น ทุกคนก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘พวกคุณนี่น่ารังเกียจสิ้นดี'”

“ผมว่าในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ผมอยากถูกจับได้ว่ะ ในหัวผมไม่เคยมีภาพลักษณ์ของตัวเองที่ปรากฏต่อสาธารณะในทำนองแบบ ‘ดูสิ พวกเขา (แฮมเมอร์และภรรยา) พวกเขาเหมือนอย่างกับครอบครัวในโฆษณา Ralph Lauren เลย มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีบ้านและลูก ๆ ที่สมบูรณ์แบบ’ แต่ผมรู้สึกเหมือนเป็นตัวเอเลี่ยนห่-อะไรสักอย่างที่เดินไปเดินมามากกว่า ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ แต่เหมือนเป็นตัวประหลาดอะไรสักอย่าง”

แต่อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก และบรรดาข่าวคราวเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขา อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของลูกชายและลูกสาว ที่ได้รับรู้เรื่องราวของพ่อเมื่อเติบโตขึ้น

“ผมรู้ดีว่า พอถึงจุดหนึ่ง ลูกสาวและลูกชายของผมอาจจะต้องเข้ารับการบำบัด แล้วพวกเขาก็จะบอกว่า ‘พวกเราเกลียดพ่อ’ และผมก็จะบอกพวกเขาว่า ‘ให้ตายเถอะ พ่อเองก็กำลังพยายามอยู่นะเว้ย'”

Armie Hammer

ปัจจุบัน แฮมเมอร์กำลังค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืดเพื่อเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่การเป็นโฮสต์ของพอดแคสต์ของตัวเองในชื่อ ‘The Armie Hammertime Podcast’

“ผมทำตามเงื่อนไขของตัวเอง และทำในแบบที่ตัวผมเองเป็นเลยครับ สิ่งที่น่ากลัวในการทำพอดแคสต์ก็คือการเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผมผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว ซึ่งมีคนใช้เรื่องห่-เหวพวกนี้มาโจมตีผม เพราะผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่ตัวผมเองกลัวโคตร ๆ แต่ผมก็พยายามจะเผชิญหน้ากับมัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมจะต้องเผชิญเพื่อที่ผมจะได้เติบโตต่อไป”

นอกจากนี้ เขายังเผยถึงความพยายามกลับมาในฐานะนักแสดงด้วย เขาเผยว่า ตอนนี้เขาถ่ายทำหนังแนวคาวบอยเรื่อง ‘Frontier Crucible’ ร่วมกับนักแสดง วิลเลียม เอช. เมซี (William H. Macy) และกำกับโดย ทราวิส มิลส์ (Travis Mills) เสร็จเรีบร้อยแล้ว รวมทั้งเขายังมีโปรเจกต์หนังอีก 5 เรื่องที่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียด เรื่องหนึ่งมีกำหนดถ่ายทำที่โครเอเชียในช่วงเดือนนี้ และเดินทางไปถ่ายทำหนังอีกเรื่องที่ฟิลิปปินส์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และรายการโทรทัศน์ที่กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา

หลังจากถูกตัวแทนยกเลิกสัญญา เขายังไม่มีตัวแทนจัดการนักแสดงในฮอลลีวูด แต่มอบหมายให้ทนายความของเขาเป็นคนเจรจาสัญญาแทน และเขาเองก็รับรู้แก่ใจดีว่า การกลับสู่ฮอลลีวูดของเขานั้นคงต้องใช้เวลาพอสมควร “มันเป็นอะไรที่ช้าแน่นอนครับ และโดยปกติเมื่อผมถูกพูดถึงในวงการ พวกเขาก็จะพูดกันว่า ‘ให้ตาย ไอ้นั่นมันโดนมาซะยับเลย’ และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีมาก เป็นกำลังใจที่ดีจริง ๆ “

นอกจากนี้ แฮมเมอร์ยังเผยว่า ตอนนี้งานของเขายุ่งมาก “ตารางงานของผมเริ่มจะเต็มแล้วครับ การได้ปฏิเสธงานครั้งแรกหลังจากผ่านเรื่องระยำตำบอนมา 4 ปีนี่ มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยมีมาเลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...