โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนุ่มสเต็ปเต้นเท้าไฟ แห่งวงการ T-Pop ‘เลโก้ LYKN’ ไอดอลที่ไม่ยึดติดกับลุค จะมองว่าเท่ หล่อ สวย เซ็กซี่ ได้หมดตามสบาย

Mirror Thailand

อัพเดต 20 พ.ย. 2567 เวลา 05.47 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 05.47 น.
ภาพไฮไลต์

เพราะ‘เลโก้ LYKN’ คือ งานศิลปะ!

สำหรับหนุ่มหน้าหวาน ยิ้มสวย ผู้เป็นขวัญใจแม่ยกคนนี้ คำว่า ‘ไอดอล’ คือผู้สร้างงานศิลปะให้ผู้ชมดู หรือถ้าพูดให้เคลียร์กว่านั้น ก็หมายถึง บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มองเข้ามารู้สึกว่าได้รับอะไรกลับไป ซึ่งสิ่งที่เลโก้อยากให้คนที่มองเข้ามารู้สึกมากที่สุด ณ เวลานี้ คือ “ผมอยากให้คนที่มองผมรู้สึกว่า อยากเป็นอะไรก็เป็นครับ”

และนี่คือเรื่องราวเบื้องหลังงานศิลปะของศิลปินในขวบปีที่ 18 ย่าง 19 อย่าง ‘เลโก้-รพีพงศ์ ศุภธินีกิตติ์เดชา’ เมนแดนซ์จาก ‘LYKN’ บอยกรุ๊ปน่าจับตาจาก RISER MUSIC ไอดอลตัวลูกที่มีมัมหมีมากที่สุดคนหนึ่ง และมีเสน่ห์จากความมั่นใจที่จะเป็นตัวเอง ทั้งยังได้รับฉายา เสาหลักสะโพกแห่งวงการ T-Pop ฝั่งไอดอลชาย เพราะสเต็ปเต้นเท้าไฟของเขา มันแซ่บ มันจึ้ง มันล็อกท่าปัก ปัก ปัก! ระดับมืออาชีพ ยิ่งถ้าย้อนดูการเดินตามฝันของเขา ก็ต้องบอกว่าเทพสุดๆ ไปเลย

เลโก้เริ่มเต้นตอน 4 ขวบ พอมัธยมต้นก็ฟอร์มวงโคฟเวอร์เต้นเกิร์ลกรุ๊ปกับเพื่อน เคยมุ่งออดิชั่นเป็นไอดอลหลายค่ายเพลงใหญ่ในเกาหลีใต้อย่างไม่ลดละ เคยคิดจะสอบหมอเพราะคิดว่าเส้นทางนี้มั่นคงที่สุด แต่เปลี่ยนใจมาฟังเสียงของตัวเอง เปลี่ยนลานย่าโมที่โคราชบ้านเกิด ให้กลายเป็นลานซ้อมเต้นฮิปฮอปเพื่อมุ่งตามฝัน เข้าเมืองกรุงฯ มาเรียนเต้นจริงจัง และตอนอายุ 16 ปี ก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเวทีฮิปฮอประดับโลกที่สหรัฐอเมริกา โดยในปีนั้น ถือเป็นทีมไทยทีมเดียวที่ได้เข้ารอบลึกถึงไฟนอล ก่อนเขาจะมาเข้าร่วมรายการเซอร์ไววัลเฟ้นหาไอดอล ‘Project Alpha’ จาก GMMTV และได้เป็น ‘เลโก้ LYKN’ ที่มีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ซึ่งเขาก็ขอ “เป็นแฟนคลับตัวเอง” ที่ภูมิใจในตัวเองด้วยอีกคนเช่นกัน เพราะวันนี้ เลโก้ไม่เคยทำให้ตัวเองผิดหวังกับความพยายามทั้งหมดที่ทำมาตลอด

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างยอดเยิด?…มวลรวมผมว่ากำลังเป็นไปในทางที่ดี ผมสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ” หนุ่มหน้าหวานอารมณ์ดี ยิ้มหวานพูดกับเรา ทั้งยังอธิบายว่า ลุควันนี้ของเขา ชื่อลุคว่า “แอบแซ่บ (หัวเราะ) ประเทศไทยมันร้อน ต้องหาบางส่วนไว้ระบายอากาศเนอะ”

จริตตัวลูกที่บางวันแฟนๆ ก็ชมว่าหล่อ ชมว่าสวย ชมว่าน่ารัก ชมว่าเซ็กซี่ ชมว่าเท่ ฯลฯ แต่เขาก็รักทุกคำชม เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวตนของ ‘เลโก้’ ที่อยากให้ทุกคนรู้ว่า การไม่ยึดติดอยู่กับลุค ภาพลักษณ์ หรือกับอะไรเลย คือหลักธรรมสอนใจที่เขาใช้นำทางในทุกก้าวของการเป็นไอดอล

ตัวต่อเลโก้รูปที่ 1: เกิร์ลกรุ๊ป

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่เลโก้ถูกถามมาตลอดชีวิตคือ “เลโก้ชอบต่อเลโก้มั้ย?” ซึ่งสารภาพตามตรงว่าเราเองก็ถามคำถามนี้กับเขาตามธรรมเนียมด้วยเหมือนกัน

“คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมเจอมาทั้งชีวิต หรือบางคนก็ถามว่าแม่ชอบเล่นเลโก้เหรอ ความจริงแล้วที่เลโก้ชื่อเลโก้ เพราะเลโก้มีพี่สาวชื่อ เลม่อน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับของเล่นเลโก้เลยครับ แต่พอคนถามเราเยอะๆ ผมเลยตัดสินใจลองเล่นเลโก้ดูก็ได้ สรุป อ้าว สนุกเฉย ตอนแรกก็คิดว่ามันจะเมื่อยมือ ปวดมือ ใช้ความอดทนสูง เพราะหนึ่งกล่องมีตั้งหลายชิ้น แต่พอมองมันลึกๆ มันเหมือนเป็นตัวช่วยฝึกสมาธิ ตอนที่เราค่อยๆ ต่อเลโก้ มันเหมือนเราได้เห็นการเดินทางของมัน จากจุดเริ่มต้น ไปสู่จุดที่เป็นรูปเป็นร่าง”

“ล่าสุดผมเพิ่งต่อเลโก้รูป The Starry Night ของ Vincent van Gogh ไป ตอนที่ต่อไปได้ 7 ชั่วโมง มันได้นิดเดียวเอง แต่เป็น 7 ชั่วโมงที่รู้สึกว่าผ่านไปไว แต่ก็ต่อมันจนเสร็จ แล้วพอเราได้เห็นผลลัพธ์ เราก็แบบ เออ ก็ทำได้นี่หว่า ซึ่งผมว่าการต่อเลโก้มันก็เหมือนการเดินทางของชีวิตคนเรานะ ที่ชีวิตผมมาถึงทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะชื่อเลโก้ก็ได้ เพราะระหว่างทางมันเหมือนการต่อเลโก้ที่แม้จะมีช่วงที่เราแวะไปเต้น ไปเล่น ไปเรียน ไปเข้าห้องน้ำ เจ็บมือ หิวข้าว แต่ท้ายที่สุด ผมก็กลับมาทำในเส้นทางที่ผมอยากเป็นจริงๆ”

สิ่งที่เลโก้อยากเป็นตอนแรกคือ ‘นักเต้น’ ไปๆ มาๆ เริ่มคิดอยากจะเป็น ‘หมอ’ แต่ตอนนี้เขาก็ได้เป็น ‘ศิลปินไอดอล’ ซึ่งคืออาชีพที่เขาอยากเป็นมากที่สุดในตอนนี้

“เลโก้เริ่มโยกย้ายส่ายสะโพกตอน 4 ขวบครับ เพลงแรกที่เต้นคือ Nobody ของ Wonder Girls ที่งานแต่งงานของคุณน้า ซึ่งพ่อของเลโก้เขาจะมีแอปฯ เพลงอยู่ในมือถือ แล้วมันก็มีเพลงเกาหลีอยู่ในนั้น จำได้ว่าเราดูเอ็มวีนี้ซ้ำๆ จนจำรายละเอียดในเอ็มวีได้ แล้วแสดงออกมา ผมเต้นตามทุกอย่างในเอ็มวี ลิปซิงค์ แสดงเป็นฉากๆ ตามเอ็มวีทุกนาที แม้แต่ซีนที่นั่งปลดทุกข์ หาทิชชู่ไม่เจอ เลโก้ก็ทำ (หัวเราะ) กลายเป็นว่าผู้ใหญ่ปรบมือ และชมเราเยอะ บอกว่าเด็กนี่มันเอวพริ้วว่ะ พอเราได้รับแรงและกำลังใจ ก็รู้สึกอยากทำให้มันดีขึ้น”

“ก็เลยหันมาให้ความสนใจกับการเต้นเยอะมาก แล้วเริ่มคิดต่อว่า สิ่งที่เราทำได้ดี อยากทำให้มันเป็นอาชีพได้จัง พออยู่มอต้น ก็ลองไปแข่งโคฟเวอร์จริงจัง ฟอร์มทีมกับเพื่อน เพลงที่ใช้คือ Hot Pink ของ EXID เลโก้คิดว่าที่เลโก้ชอบเต้นเกิร์ลกรุ๊ป เพราะเทสต์เพลงมันถูกจริตเรามาก บวกกับเราสนใจความเก่งของเขา ที่เวลาเขาเต้น ไอดอลเขาเต้นยังไงให้ยังท่าเป๊ะ แต่ก็ยังสวยอยู่ เพราะเราจะได้ยินมาตลอดว่าเต้นไม่ต้องห่วงสวยนะ”

ตัวต่อเลโก้รูปที่ 2: นักเต้นฮิปฮอป

จากการแข่งเต้นโดยใช้เพลงเกิร์ลกรุ๊ปครั้งนั้น ก็มีแมวมองเข้าตา มาทาบทามให้เข้าร่วมการฟอร์มทีมฮิปฮอป หนุ่มโคราชคนนี้ที่รู้ตัวดีว่ารักในการเต้นสุดๆ เลยอยากลองเต้นฮิปฮอปดูบ้าง ถือเป็นการเรียนพิเศษไปในตัว เลยตัดสินใจ เริ่มเลย!

“เลโก้เข้าไปแบบไม่มีพื้นฐานเลย ไปเจอแต่คนที่เขาฟอร์มทีมกันมาก่อนแล้ว คลิปเต้นแรกๆ คือเก้ๆ กังๆ มากๆ เราเลยเข้าอกเข้าใจคนที่เพิ่งเริ่มเต้นมากๆ เลย ที่มันจะเหมือนคนที่ไม่สนิทกับร่างกายตัวเอง แต่เราก็คิดว่า เราต้องทำให้ได้ และต้องทำให้ดีด้วย” หนุ่มโคราชคนนี้เล่าไปยิ้มไปว่า “ตอนนั้นเป็นโมเมนต์ที่มีความสุขมาก เราเทรนอยู่ที่ลานย่าโมกลางแจ้ง เลิกเรียนก็มาซ้อม จนได้ลองไปแข่ง พอแข่งปุ๊บ การเต้นก็กลายเป็นชีวิตประจำวันที่ถ้าขาดไปคงรู้สึกแปลกๆ เราอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่น่ารักกันมากๆ มีตั้งแต่เด็ก 9 ขวบ ถึง 15 ปี เป็นการรวมตัวของผู้คนที่รักเสียงเพลงเหมือนกัน”

“แต่อย่างที่บอกว่าเราก็ยังอิน K-Pop ก็เลยลองไปออดิชันตามค่ายเพลงต่างๆ ของเกาหลี ปรากฏว่ามันก็เป็นไปในทิศทางที่ดี เข้ารอบลึกๆ จนเกือบจะได้ไปเกาหลีแล้ว แต่ก็ตุ้บรอบสุดท้าย ซึ่งมันก็เป็นแรงที่ทำให้เราอยากทำมันต่อ”

“ตอนออดิชันที่ค่ายเพลงเกาหลี เลโก้ผิดหวังมาเยอะ แล้วอายุ 13-14 ปี มันคือวัยที่เด็กหลายคนโฟกัสการเรียน พ่อกับแม่ก็จะถามเสมอว่า จะทำจริงมั้ย อยากทำจริงๆ หรือเปล่า ถ้าไม่อยากทำต้องรีบบอก จะได้กลับไปโฟกัสการเรียน มันยังไม่สายไป เลโก้เลยแพลนไว้ว่า ถ้าเป็นศิลปินไม่ได้ จะตั้งใจเรียน แล้วสอบหมอ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงและดูแลคนได้ด้วย แต่ท้ายที่สุด ตอนที่เลโก้ได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี เรากลับเห็นและจินตนาการว่า ถ้าเราอยู่ตรงนั้น และทำแบบเขาได้ อันนั้นน่าจะเป็นความสุขของเราจริงๆ”

ถึงอย่างนั้น เลโก้ก็ยังคงเต้นต่อไป เพราะนั่นคือความสุขของเขาจริงๆ เขาเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนเต้นกับเพื่อนที่เคยอยู่ทีมเต้นด้วยกันตอนเด็กๆ โดยในการเรียนครั้งนั้นดันเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับช่วงที่มีแข่งฮิปฮอปพอดี ความสามารถของเขาก็ดันเข้าตาแมวมองอีกจนได้ ทำให้เขาได้เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมเต้นฮิปฮอปในวัย 16 ปี

“เราอินกับการเต้นสุดๆ ไปเลย เรียกได้ว่าผมเป็นเนิร์ดเต้นมากๆ เลยก็ได้ เข้าถึงฮิปฮอปแบบจริงจัง จ๋าๆ เลย เดินกลับบ้าน ผมยังเดิน bounce ไปด้วยเลย กลัวมันหาย ฝึก popping ฝึกกระตุกกล้ามเนื้อ วันละพันครั้ง อยู่เฉยๆ ก็ทำ จนแม่ถามว่าเป็นอะไรลูก (หัวเราะ) จนถึงวันแข่ง เลโก้ก็ได้ที่สองของประเทศไทย กลายเป็นว่าเราต้องไปแข่งที่อเมริกาต่อ” ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เด็กหนุ่มต้องไปเปิดหมวกที่เยาวราชเพื่อหาทุนไปแข่งขัน และได้ครูสอนเต้นช่วยระดมทุนเพื่อซัพพอร์ตการแข่งขันครั้งนี้ของเขาอย่างเต็มที่

“พอไปแล้วโคตรเปิดโลก ประเทศเขาใหญ่มาก และเป็นการซ้อมที่จริงจังมาก เพราะมี 40 ประเทศรวมกัน ผมซ้อมจนอ้วก จนร่างกายไม่ไหว มันกดดัน และเครียด แต่ท้ายที่สุดพอทำออกมาก็ภูมิใจ เพราะเราได้เข้ารอบไฟนอล ซึ่งเป็นทีมเดียวในไทยที่ได้เข้า แล้วผมก็เอาโชว์ที่แข่งฮิปฮอปอันนี้ เอาไปออดิชัน รายการ Project Alpha อีกที”

ตัวต่อเลโก้รูปที่ 3: ไอดอล T-Pop

แม้จะมีช่วงที่เลโก้มุ่งมั่นในการเต้น คิดอยากจะเป็นนักเต้นจริงจัง และล้มเลิกการออดิชันตามค่ายเพลงต่างๆ ไปแล้ว แม้ความฝันลึกๆ ของเขา ก็ยังมีคำว่า ‘ไอดอล’ อยู่เหมือนเดิม คนที่บ้านที่รับรู้มาตลอดว่าเลโก้อยากเป็นอะไร จึงคอยเช็กความมุ่งมั่นของเลโก้อยู่ตลอด เพราะพวกเขาอยากซัพพอร์ตลูกชายคนนี้อย่างเต็มที่ กระทั่งมีรายการเซอร์ไววัล ‘Project Alpha’ ของ GMMTV คุณแม่ที่ทราบข่าวจากการชักชวนของครูสอนเต้นของเลโก้สมัยเรียน ก็เลยตั้งใจที่จะชวนให้เลโก้ลองทำตามฝันอีกสักครั้งดู

“ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงตอบตกลง อาจจะเป็นเพราะดวงก็ได้ ชีวิตเลโก้ที่เดินมาทุกวันนี้ก็เป็นเพราะดวงด้วยส่วนหนึ่ง แม่เขาจะคอยเช็กดวงให้ตลอด ผมก็ติดออดิชัน กลายเป็นเด็กฝึก ระหว่างทางก็คิดนะว่าจะได้เหรอ แต่ก็ถือว่าได้เรียนร้อง เรียนเต้นฟรีละกัน จะได้มีสกิลติดตัวไว้ สรุปก็ได้เข้ารายการไปแข่ง ไปๆ มาก็นั่งอยู่ตรงนี้ มานั่งสัมภาษณ์ตรงนี้ในฐานะ เลโก้ LYKN ที่ตอนนี้ก็มี 7 ซิงเกิลเป็นของตัวเองแล้ว”

จากนักเต้นเท้าไฟสู่การลงสนามเป็นไอดอล ที่ไม่ใช่แค่เต้นได้อย่างเดียว แต่ต้องร้องได้ด้วย เลโก้จึงต้องให้ความสำคัญกับทุกๆ ด้าน และฝึกร้องอย่างจริงจัง

“เรียนร้องเพลงหนักเลยครับ คนเรามักจะไม่ค่อยชอบ process ตอนพัฒนาไปสู่อะไร แต่เรามักจะชอบผลลัพธ์ที่มันสำเร็จแล้ว การเรียนร้องเพลง ระหว่างทางมันยากมาก จนเราไม่สนุก ร้องไม่เพราะสักที ทำไมบางคนอ้าปากก็เพราะแล้ว เราก็นั่งนอยด์ แต่ท้ายที่สุด มันก็ต้องใช้เวลา และการทำความเข้าใจ ก็คงเหมือนเลโก้ที่เข้าใจร่างกายตัวเองตอนเต้น การร้องเพลงก็เหมือนกัน ที่ต้องเข้าใจการบังคับปอด และหลอดลม”

“พี่ๆ ในวง บางคนก็ไม่ได้ผ่านการเต้นมา เป็นคนละขั้วกับเลโก้ เลโก้เต้นมาไม่เคยร้อง เขาร้องมาไม่เคยเต้น ก็ทำให้เราได้กลายเป็นครูของกันและกัน เราก็พยายามสอนเขา เขาก็พยายามสอนเรา และเราก็จะพยายามให้คำชมเขา เพราะเราก็ขับเคลื่อนด้วยคำชมเหมือนกัน อาจเพราะได้ยินมาตลอดว่า เราอยากให้คนอื่นทำยังไงกับเรา ก็ต้องทำอย่างนั้นกับเขาก่อนด้วย”

คำว่า ‘ไอดอล’ ในแบบฉบับของน้องเล็กแห่งวง LYKN หมายถึง “ไอดอลคือคนที่เป็นทั้งนักร้องและเต้นและแสดงอยู่บนเวที เหมือนกับศิลปิน K-Pop ที่เลโก้เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ไอดอลคือต้นแบบ เป็นโมเดลให้คนคนนึงที่มองเข้ามารู้สึกว่าได้อะไรกลับไป เพราะทุกๆ อย่างที่เลโก้มาถึงทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะเลโก้ดูไอดอลคนอื่นมาตลอด ถ้าถามว่าเลโก้อยากเป็นไอดอลที่คนมองเข้ามาแล้วรู้สึกยังไง เลโก้คิดว่า แม้คนจะมองว่าผมมีความสดใส ร่าเริง แต่จริงๆ ตัวตนของผมก็มีความลึกซึ้งอยู่ในนั้นด้วยนะ มันมีความหลากหลาย มันมีหลายคาแรกเตอร์ มันมีหลากหลายทาง มันมองได้หลายแบบ เอาง่ายๆ เลยคือ ผมอยากให้คนที่มองผมรู้สึกว่า อยากเป็นอะไรก็เป็นครับ”

“วันไหนอยากน่ารัก ก็จะแต่งตัวน่ารัก วันไหนอยากหล่อ ก็จะแต่งตัวหล่อ วันไหนอยากเท่ ก็จะแต่งตัวเท่ มันขึ้นอยู่กับแต่ละวัน ส่วนวันนี้ที่เลือกลุคแอบแซ่บ ก็เพราะว่า อยากเปรี้ยว แต่ก็ยังอยากให้คนพอเข้าถึงได้”

ตัวต่อเลโก้รูปที่ 4: ลุคไม่ซ้ำ ขวัญใจมัมหมี

“คนส่วนใหญ่จะมองเราเป็นน้องเลโก้ มองเป็นน้องโก๋ว อาจจะเพราะเราตัวเล็ก และมีความสดใสที่พลุ่งพล่าน คนก็เอ็นดูเรา ชอบที่จะได้เห็นเรายิ้ม ซึ่งไปคนละทางกับพี่ในวงที่เขาจะมาแบบหล่อใจละลาย หล่อสะดุ้ง น่ารักมีเสน่ห์ หล่อเงียบขรึม ซึ่งจากประโยคฮิต ‘ทุกคนมีแม่คนเดียวโกโก้’ เลโก้พูดเลยว่า ไม่จริง! เพราะนอกจากแม่แท้ๆ ผมยังมีแม่ (มัมหมี) อีกเยอะมากๆ ที่มอบความรักให้ผม ลงแรง ลงใจ เสียเวลา เสียเงิน มาติดตามเรา แม้เราจะไม่ใช่ญาติของเขาจริงๆ เลโก้เลยตั้งใจกับตัวเองว่า คนที่มาดูคอนเสิร์ต LYKN จะต้องรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มานั่งดูเราที่สุด” ไอดอลที่มีแม่ aka มัมหมี มากที่สุดคนหนึ่งในจักรวาล T-Pop บอกเรา

บางครั้งเลโก้ก็ถูกชมว่าสวย บางครั้งก็ถูกชมว่าหล่อ บางครั้งก็ถูกชมว่าเท่มาก บางครั้งก็ถูกชมว่าแซ่บพริก 10 เม็ด ฯลฯ ซึ่งเลโก้ยืนยันว่า เขามีความสุขกับทุก ‘คำชม’ ที่เหล่าแฟนๆ มอบให้เขา และคิดว่า การที่ไม่ยึดติดกับ ‘ลุค’ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจที่สุด

“การไม่ยึดติดกับอะไรเลย มันคือหลักทางธรรม เพราะมันจะทำให้เราสบายใจ พอผมไม่อยากให้คนมายึดติดกับภาพลักษณ์ผม ผมเลยพยายามทำหลายๆ อย่างให้เขาเห็นเท่าที่ทำได้ ผมนิยามให้ LYKN เป็นวงที่ยืดหยุ่น และแปรผันไปตามอะไรก็ได้ เลโก้ก็พยายามที่จะทำให้ตัวเอง stand out ออกมาด้วยคำว่า ‘สามารถเป็นได้ทุกอย่าง’ วันนึงเลโก้อยากหล่อ อยากสวย อยากเท่ อยากน่ารัก อยากเด็ก อยากแก่ เรามีหลากหลายรูปแบบในการดำรงชีวิต ทุกวันนี้เลยมีคำที่แฟนคลับเรียกเราเยอะมาก ทั้งพี่รพี น้องโก๋ว โกโก้ เลเล ฯลฯ ทุกคนเรียกตามโพที่เขามองว่าวันนี้เป็นน้องน้อยตาแป๋ว หรือพี่สุดหล่อ ซึ่งผมโอเคหมดเลย”

ล่าสุดที่หลายคนชื่นชอบในการใส่ชุดเซ็กซี่ โชว์เพลง ดูม ดูม (Dhoom Dhoom) ของตัวแม่อย่าง ทาทา ยัง บนเวทีคอนเสิร์ต ก่อนหน้านี้เลโก้ก็เคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง เขาเล่าให้ฟังว่า “ทัศนคติการมองโลกของเลโก้เปลี่ยนไป หลังจากที่ได้ไปอเมริกา เลโก้เห็นคนยุโรปกลุ่มนึงเป็นชายร่างใหญ่ แต่เต้นบนส้นสูง จริตเหมือนโชว์ Drag แต่เขามีภรรยา มีลูก แรกๆ ก็ช็อก แต่มันก็ทำให้เลโก้รู้ว่า การเต้นไม่มีเพศ เสื้อผ้าเองก็ไม่มีเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนพยายามพูดเรื่องนี้กันอยู่ในยุคหลังๆ และทำให้เรากล้าแต่งตัวมากขึ้น อยากแต่งอะไรก็แต่งมากขึ้น อยากเป็นอะไรก็เป็น”

“แต่ครั้งแรกที่ได้ลองแต่ง ก็มีความกลัว ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่ท้ายที่สุด เราก็ทำมันออกไปอยู่ดี และก็มีคนที่ชื่นชอบในความเป็นเราอยู่ เพราะการที่เราเป็นเรามันไม่มีอะไรเสียหาย อยากเป็นหนึ่งคนเล็กๆ ที่มีความคิดว่า หลายๆ อย่างบนโลกนี้ มันไม่ยึดติดกับเพศ” มงลงแล้ว!

เลโก้เล่าว่า ข้อดีของการใส่ชุดเซ็กซี่ มันทำให้เขารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นสัดส่วนตอนเต้นได้ชัดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันดีต่อการเต้นของเขาสุดๆ อย่างที่หลายคนได้เห็นผ่านหลายคลิปไวรัลของเขา ทุกวันนี้ ชุดไหนที่ส่งเสริมความมั่นใจ เลโก้ก็จะจดมันไว้ ไม่ต่างกับการไปกินร้านอาหารไหน แล้วอร่อย ก็ต้องเก็บมันไว้ในลิสต์!

ตัวต่อเลโก้รูปที่ 5: เป็นแฟนคลับตัวเอง

‘เป็นแฟนคลับตัวเอง’ คือชื่อแอคเคานต์ TikTok ของเลโก้ แต่เขาก็ยังไม่เคยบอกที่ไหนว่าทำไมเขาถึงตั้งชื่อนี้ และวันนี้แฟนๆ ก็จะได้รู้ความหมายของมันเสียที

“ผมเป็น ‘แฟนคลับตัวเอง’ เพราะตัวเองรู้จักตัวเองดีที่สุด เราเห็นว่าตัวเราผ่านอะไรมาบ้าง เราเลยยิ่งให้กำลังใจมันอยู่ลึกๆ สู้ๆ นะเว้ย มันจะมีอารมณ์แบบนี้อยู่ตลอด เป็นโมเมนต์การกอดตัวเองอย่างหนึ่งของเลโก้ แล้วผมก็เอาชื่อนี้ไปเป็นชื่อแอคเคานต์ TikTok คนจะได้เอ๊ะว่า ทำไมคนนี้ถึงเป็นแฟนคลับตัวเองวะ เป็นแฟนคลับตัวเองก็แสดงว่าคนนี้ต้องมีผลงาน เป็นศิลปิน เขาจะได้ลองกดเข้ามาติดตามเราดู หรือจำเราได้ครับ”

นอกจากตัวเองที่พาตัวเองมาไกลถึงฝันได้แล้ว เลโก้ยังคิดว่า “การซัพพอร์ตภายในบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็น มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ให้เลือก แต่มันควรเป็นสิ่งที่คนในครอบครัวน่าจะทำกัน เพื่อสร้างความแข็งแรงซึ่งกันและกัน พูดตรงๆ ว่าการเลือกมาเป็นศิลปิน ระหว่างทางมันสุ่มเสี่ยง เพราะเขาต้องกล้าลงทุนกับเด็กที่ไม่รู้ว่าจะได้เป็นศิลปินจริงๆ หรือเปล่า แต่ป๊าและแม่ก็เชื่อในตัวผม มีโมเมนต์นึงในรายการ ที่เลโก้โดนคอมเมนต์เรื่องร้องเพลงหนักมาก ก็คิดแล้วว่าตัวเองจะผ่านเข้ารอบมั้ย แต่ป๊าผมก็ส่งให้ทุกคนในเครือญาติ ให้มาตามเชียร์ ตามโหวต ผมไม่รู้เรื่องเลยจนแม่มาเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นผมร้องไห้หนักมาก ไม่กล้าดูจนจบ ผ่านไปสองวัน ถึงเดินมาถามแม่ว่าเลโก้เป็นยังไงบ้าง โอเคขึ้นหรือยัง เห็นว่าตกบัลลังก์ น่าจะเสียใจ แม่ก็บอกว่า ไม่ได้ตกนะ ดูจากไหน ยังอยู่ (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ได้คุยกันเยอะขึ้น”

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เลโก้ คือ งานศิลปะ ดังนั้น สิ่งที่เลโก้อยากทำต่อในอนาคตคือ “สร้างศิลปะไปเรื่อยๆ ครับ เรามัน flexible อยู่แล้ว คนชอบถามว่าแนวเพลงของ LYKN เป็นยังไง ผมก็ตอบไม่ได้ เพราะความเป็น LYKN คือความไม่แน่นอนครับ และผมชื่นชอบตรงนี้ที่เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย มันทำให้เรามีโอกาสจะทำสิ่งต่างๆ เพราะเราไม่มีกำแพงหรือกรอบมากั้น หรือต้องจับเราลงกล่องไหน”

สำหรับเลโก้แล้ว วงการ T-Pop หรือกระทั่งสังคมไทย กำลังเบ่งบานไปด้วยความหลากหลายทางความคิด “ตอนนี้คนมีความหลากหลายทางความคิด มีความคิดเป็นของตัวเอง และกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องฟังเสียงส่วนมากหรือคำพูดอ้างอิงจากใครๆ หลายคนมั่นใจได้ด้วยตัวเอง ผมว่า มันเหมือนสังคมกำลังหล่อหลอมให้เรารู้จัก Self-Love พอคนให้เกียรติตัวเองและความคิดตัวเอง ใครจะมาดูถูก ก็ต้องพูดให้ถูก เพราะมันไม่มีใครอยากฟัง ดูเป็นความคิดนางงามนะ แต่สังคมควรจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ”

ในย่อหน้าสุดท้ายนี้ เลโก้บอกกับเราและอยากฝากไปถึงแฟนๆ ทุกคนที่อ่านมาจนจบว่า ฝากติดตามการต่อเลโก้ของชีวิตเลโก้ต่อไปด้วยว่า ท้ายที่สุดจะออกมาเป็นรูปแบบไหนบ้าง ตามช่วงวัย ตามความฝัน และตามความรักที่เขามีให้กับตัวเองและแฟนๆ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...