โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่าแรงขั้นต่ำเริ่มปี 2568 เพิ่มเฉลี่ย 2.9% เกาะสมุยและฉะเชิงเทรา เพิ่มสูงสุด 14-15%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อัพเดต 27 ธ.ค. 2567 เวลา 13.49 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 13.49 น.
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 มาอยู่ที่เฉลี่ย 355 บาท/วัน จะทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2%
  • ธุรกิจกลุ่มที่มีการใช้แรงงานทักษะน้อยในสัดส่วนสูงน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะภาคเกษตร ก่อสร้าง โรงแรมและร้านอาหาร ค้าปลีก-ค้าส่ง และการผลิต ขณะที่ ในเชิงพื้นที่ ผลกระทบอาจแตกต่างกันออกไป
  • ไปข้างหน้า ค่าแรงขั้นต่ำยังมีแนวโน้มจะถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก การเร่งยกระดับผลิตภาพแรงงาน รวมถึงปรับโครงสร้างการผลิตสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจต้องดำเนินการ

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2567 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อสรุปของคณะกรรมการประชุมค่าจ้างชุดใหญ่ (ไตรภาคี) ให้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศไม่เท่ากัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 345 บาท/วัน (ปรับทั่วประเทศครั้งหลังสุด 1 ม.ค. 2567) เป็น 355 บาท/วัน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.9% โดยมีรายละเอียด ดังนี้ (รูปที่ 1)

  • ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน เพียง 4 จังหวัด 1 อำเภอ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ภูเก็ต และอำเภอเกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี)
  • ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 380 บาท/วัน ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง (เชียงใหม่) และ อำเภอหาดใหญ่ (สงขลา)
  • ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 372 บาท/วัน หรือคิดเป็นการปรับเพิ่ม 2.5% จากอัตราเดิมสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 6 จังหวัด
  • ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีก 2% จากอัตราเดิม สำหรับ 67 จังหวัดที่เหลือ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในรอบนี้ น่าจะทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจปรับเพิ่มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2% (กำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่) และอาจกระทบมาร์จิ้นธุรกิจให้ลดลง ท่ามกลางปัจจัยด้านเศรษฐกจิที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งเรื่องกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบต่อภาคธุรกิจอาจแตกต่างกันไป ดังนี้
1) การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คาดว่าจะกระทบภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานทักษะน้อยในสัดส่วนสูงเนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มักจะจ่ายค่าจ้างอิงตามค่าจ้างขั้นต่ำ (น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน) โดยเฉพาะธุรกิจเกษตร (76% ของการจ้างงานทั้งหมด) โรงแรมและร้านอาหาร (46%) ก่อสร้าง (46%) การผลิต (36%) และค้าปลีก-ค้าส่ง (35%) (รูปที่ 2)
อย่างไรก็ดี ผลสุทธิของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นอกเหนือจากการมีสัดส่วนการใช้แรงงานที่อิงกับค่าจ้างขั้นต่ำสูงแล้ว คงขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสร้างรายได้และบริหารจัดการต้นทุน การปรับราคาขายสินค้าและบริการ รวมถึงความสามารถในการปรับตัว เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ประกอบการ SMEs จากการกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุนสามารถทำได้ดีกว่า รวมถึงธุรกิจการผลิตอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสามารถปรับไปใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานได้คล่องตัวกว่าภาคบริการหรือภาคเกษตร เป็นต้น
2) ในมิติด้านพื้นที่ การปรับเพิ่มค่าจ้างรอบนี้ตั้งแต่ 7-55 บาท ส่งผลให้ต้นทุนแรงงานของแต่ละจังหวัดจะเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน ซึ่งกิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำขยับขึ้นมากอาจมีต้นทุนแรงงานเพิ่มสูงกว่ากิจการประเภทเดียวกันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอำเภอเกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ที่ค่าจ้างขั้นต่ำขยับขึ้นมากที่สุดถึง 15% รวมถึงอำเภอเมือง (เชียงใหม่) และอำเภอหาดใหญ่ (สงขลา) ที่ปรับเพิ่ม 9-10% จากอัตราเดิม
ส่วนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง แม้จะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 8-14% จากอัตราเดิม แต่คาดว่าผลกระทบอาจจำกัดในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ EEC เนื่องจากปัจจุบันกิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว มักจะเป็นธุรกิจผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งส่วนใหญ่มีการจ้างงานแรงงานวิชาชีพที่มีระดับค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ สะท้อนจากค่าจ้างสำหรับแรงงานระดับ ปวส. และอนุปริญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 20,368 บาท/เดือน รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีทุ่นแรงอย่างระบบ Automation/ Robotics ทำให้ธุรกิจผลิตในพื้นที่ดังกล่าวอาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ปัจจุบันต้นทุนแรงงานของไทยสูงกว่าบางประเทศที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม (รูปที่ 3) ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) เร็วกว่าหลายประเทศในอาเซียน อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้สูงกว่า ทำให้ในระยะข้างหน้า การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของไทย จำเป็นต้องอาศัยทักษะแรงงานมีฝีมือและปัจจัยพื้นฐานด้านอื่นๆ เป็นหลัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...