‘ณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์’ ผอ.ธปท.ภาคเหนือ ชี้ศก.มีศักยภาพโตอย่างยั่งยืน ชู ‘wellness tourism-future food’
นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ กล่าวบรรยายในหัวข้อ “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยช่วงครึ่งแรกของปีมีการขยายตัวที่ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากการเร่งส่งออกก่อนที่มาตรการด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาจะมีผล ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ค่อนข้างต่อเนื่อง
นายณัฏฐ์กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าปรับลดลงทั้งหมดจากไตรมาส 2 โดยร้อยละ 25 ของ GDP ภาคเหนืออยู่ในภาคเกษตร ประชากรภาคส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร ดังนั้นช่วงไตรมาส 2 และ 3 ราคาพืชผลเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ลำไย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะลำไย ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง
ในส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมก็ปรับลดลงเช่นกัน จากปัจจัยชั่วคราวในหมวดอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีการปิดปรับปรุงโรงงาน ซึ่งส่งผลต่อภาคบริการที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน แต่ในหมวดอาหารแปรรูปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้ดี
ด้านการท่องเที่ยวไตรมาส 3 ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ อย่างไรก็ดีปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ส่วนการบริโภคลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ประกอบกับหนี้ภาคครัวเรือน ดังนั้นประชาชนโดยรวมยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็ลดลงเช่นกันจากด้านสินค้าขนส่ง เช่น รถกระบะ หรือเครื่องจักรที่เกี่ยวกับการเกษตร รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวลงจากฐานสูงในปีก่อน แต่ยังเป็นแรงส่งที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือ ทั้งนี้ เศรษฐกิจภาคเหนือปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.4-2.4% ส่วนปี 2569 จะขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง 0.4-1.4%
นายณัฏฐ์ฉายภาพว่า เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.7% ต่อปี น้อยกว่าการเติบโตของประเทศซึ่งอยู่ที่ 3.5% ต่อปี โดยปี 2527 มีการจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดลำพูน จนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันสามารถรักษาฐานการผลิตเดิมไว้ได้อย่างมั่นคง ต่อมาในปี 2555 มีภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand เข้ามาฉายในประเทศไทย ทำให้เกิดปรากฎการณ์นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยจำนวนมากเพื่อตามรอยภาพยนตร์ เกิดการบูมด้านการท่องเที่ยว
สำหรับในปี 2567-2568 เศรษฐกิจภาคเหนือโตเฉลี่ยที่ 0.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และห่างการเติบโตของประเทศมากขึ้น สิ่งที่เป็น negative contribution เกิดจากความเปราะบางของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะปัญหาจากหนี้ครัวเรือน
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือ (GRP) อยู่ที่ 7.7% ของ GDP ประเทศ มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของภาคเหนือ รองลงมาคือจังหวัดนครสวรรค์ โดยสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) เชียงใหม่สูงกว่า GPP นครสวรรค์เกือบ 2 เท่า และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนถึง 16 เท่า
4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง
โครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือหลักๆ มาจากภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 25% รองลงมาคือภาคการผลิต 20% และอื่นๆ เช่นภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร 46% และภาคบริการ 40% อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคเหนือมี 4 ปัญหาหลัก ได้แก่
1.เทคโนโลยีการผลิตยังเป็นรูปแบบเดิม-มูลค่าเพิ่มไม่สูงมาก สินค้าที่ทำกระจุกตัวอยู่ในบางสินค้าหรือบางตลาด เนื่องจากภาคเหนือเป็นภาคแห่งการเกษตร แรงงานครึ่งหนึ่งเป็นเกษตรกร ผลผลิตการแปรรูปส่วนใหญ่ไม่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี เช่น การอบแห้ง การแช่แข็งเพื่อการส่งออก รูปแบบการผลิตหรือส่งออกส่วนใหญ่เป็นลักษณะรับจ้างผลิต ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มน้อย
2.แหล่งท่องเที่ยวกระจุกตัวไม่กี่จังหวัด ภาคบริการหรือการท่องเที่ยวเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือ คิดเป็น 55% ของ GRP ด้วยซ้ำไป แต่จริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวค่อนข้างกระจุกตัว กว่า 30% กระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ รองลงมาคือเชียงราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวไม่ถึง 10% เม็ดเงินที่ได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวประมาณ 50% กระจุกอยู่ที่เชียงใหม่เช่นกัน
3.เผชิญกับสังคมสูงวัยและทักษะการเงินน้อย ภาคเหนือมีสัดส่วนแรงงานสูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศซึ่งอยู่ที่ 12.6% สะท้อนถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าภาคอื่น โดย 3 จังหวัดแรกที่มีแรงงานสูงวัยคือ เชียงใหม่ เชียงราย และพิษณุโลก ขณะที่ทักษะทางการเงินก็ยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการเข้าถึงสินเชื่อ
4.ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีรายจิ๋ว คือเป็นธุรกิจ micro มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 4 แสนบาท เจ้าของลงแรงทำกิจการเอง ไม่มีระบบบริหารหรือระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน และยังไม่สามารถปล่อยให้ลูกจ้างบริหารจัดการแทนได้ จึงไม่มีเวลาในการพัฒนาหรือยกระดับสินค้ามากนัก ทำให้มีปัญหาและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขาดความรู้ทางการเงิน หนี้ครัวเรือนสูงและโตเร็ว ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาอยู่
โอกาสและความท้าทายเศรษฐกิจยุคใหม่
นายณัฏฐ์กล่าวว่า ความท้าทายในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ภาคเหนือต้องเผชิญ ประกอบด้วย
1.กระแสความยั่งยืน หรือ BCG (Bioeconomy, Circular Economy, Green Economy) ที่มีมากขึ้น ซึ่งคู่ค้าหลายประเทศอาจจะนำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ในอนาคต ซึ่งเกิดขึ้นบ้างแล้วเช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
2.กระแสดิจิทัล โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โควิด-19 การค้าขายต่างๆ เข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น online marketing หรือ E-payment ซึ่งภาคเหนือต้องปรับตัวในเรื่องนี้เช่นกัน หลายคนมองว่ากระแสดิจิทัลเป็นต้นทุน แต่จริงๆ แล้วนี่คือทางรอดของธุรกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ ภาคเหนือยังมีโอกาสใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งหลัก 4 ประเด็น ได้แก่
1.ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนมีศิลปะล้านนา ทั้งด้านงานฝีมือ งานคราฟท์ อาหารพื้นบ้าน รวมทั้งความหลากหลายของชาติพันธุ์ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนแรงงานสร้างสรรค์มากที่สุดถึง 30% ของแรงงานภาคเหนือทั้งหมด
ขณะที่ภาคเหนือตอนล่างมีความโดดเด่นเรื่องมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและกำแพงเพชร, สถานที่ท่องเที่ยวอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี, หรือเมืองโบราณศรีเทพที่เพชรบูรณ์ เป็นต้น ที่สำคัญตอนนี้คือ เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของโลกเป็นลักษณะของการท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่า “creative tourism” หรือ “wellness tourism” ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ภาคเหนือควรจะต้องจับให้ได้
2.เมืองน่าอยู่กับกลุ่ม digital nomad โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีธรรมชาติป่าเขาและพื้นที่สีเขียวมาก มีอากาศเย็นสบาย มีโรงพยาบาลและสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่สำคัญคือค่าครองชีพไม่สูงเท่ากับภาคกลาง
แต่ความท้าทายทุกปีที่สำคัญมากคือ ปัญหาเรื่องฝุ่นควันและมลพิษ ขณะที่การคมนาคมในหลายพื้นที่ยังไม่สะดวก รถสาธารณะยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาที่มีมากถึง 70-80% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นและปัญหาสำคัญด้านโลจิสติกส์เช่นกัน
3.เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ มีทรัพยากรธรรมชาติที่พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง แต่ต้องฉกฉวยโอกาสให้เป็น โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีมากถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ และมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมด้านอาหารและเกษตร รวมถึงเทรนด์ใหม่ของโลกเรื่อง future food และผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เหล่านี้เป็นโอกาสทั้งหมดที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้
ความท้าทายคือ โครสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตรและยังคงเป็นสินค้าระดับกลางที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งขาดความรู้ทางด้านการตลาด โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปยังตลาดโลก ทั้งยังมีสัดส่วนแรงงานสูงวัยมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นการจะเดินไปข้างหน้าได้จะต้องปรับโครงสร้างในจุดนี้เช่นกัน
4.โอกาสด้านโลจิสติกส์ ภาคเหนือมีการค้าชายแดนและการพัฒนาโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ ดังนั้นโอกาสและจุดแข็งคือ gateway สู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A และ R3B เชื่อมโยงไทย-ลาว-จีน ซึ่งจะทำให้เราสามารถส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้สะดวก เข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้ที่มีความต้องการสูง
ส่วนอุปสรรคคือการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน สองคือกฎระเบียบและวิธีการผ่านแดนที่ยังไม่มีความคล่องตัวและมีต้นทุนที่สูง ยังแข่งขันไม่ได้ รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรทั้งด้านตลาดและภาษาในการทำธุรกิจข้ามชาติ ที่สำคัญคือเรื่องโลจิสติกส์ที่ 70-80% ของพื้นที่เป็นภูเขา ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างต่างประเทศที่เป็นพื้นที่สูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีพื้นที่ภูเขาจำนวนมากเหมือนกับภาคเหนือของไทย แต่สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาสได้โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดหรือการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม พยายามใช้สิ่งที่มีอยู่ในการยกระดับตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จังหวัดในภาคเหนือทั้งหมดสามารถใช้เป็นตัวอย่างในการยกระดับตัวเองได้เช่นกัน
ศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน ชู “wellness tourism”
นายณัฏฐ์ยกตัวอย่างว่า ขณะนี้เทรนด์ที่มาแรงคือ “wellness tourism” โดยจากการสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวลักษณะที่เป็น wellness สูงกว่าการเที่ยวทั่วไปประมาณ 60% เพราะฉะนั้นถ้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวภาคเหนือให้เน้นไปในทาง wellness tourism และเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจ BCG ได้ ก็จะช่วยให้สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เพราะฉะนั้นต้องคิดใหม่ ทำใหม่
ทั้งนี้ ในเรื่อง wellness tourism ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของกลุ่มเอเชียแปซิฟิก โดยขณะนี้ไทยติดอันดับประเทศที่เติบโตด้าน wellness เร็วที่สุด ขณะที่ภาคเหนือมีที่พักและบริการเรื่อง wellness ในรูปแบบที่หลากหลายและราคาที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภูโคลน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสปาจากโคลนและน้ำแร่ในพื้นที่ ผสมผสานกับสมุนไพรในท้องถิ่น พยายามผลิตออกมาให้เป็น wellness center
รวมถึงการปรับรูปแบบธุรกิจให้เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ นำไปเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย หรือนำจุดเด่นในท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย สร้างสตอรี่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ชุดอาหารเมืองเพื่อสุขภาพที่ไร้ไขมันหรือลดปริมาณเครื่องปรุงรสลง ซึ่งภาครัฐสามารถเข้ามาช่วยยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้สูงขึ้นได้
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง “future food” ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ functional food อาหารที่เติมสารอาหารเพื่อเพิ่มประโยชน์ ซึ่งพื้นฐานของภาคเหนือเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็น functional food ได้ นอกเหนือจากการอบแห้ง แช่แข็ง อีกแบบที่มาแรงคือ “plant-based food” อาหารสำหรับผู้ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้เช่นกันในอนาคต
ดังนั้นทั้ง functional food และ plant-based food ถือเป็นเทรนด์ที่ภาคเหนือสามารถต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เกษตรของตัวเอง นอกเหนือจากการทำผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเพื่อเพิ่มมูลค่า
ปัจจุบันภาคเหนือมีสินค้าที่เป็น future food แล้ว อาทิเช่น น้ำลำไยสกัดที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ, ไส้อั่วไร้ไขมัน, เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช เป็นต้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะช่วยให้เพิ่มมูลค่าได้ในระยะต่อไป เพราะฉะนั้นภาคเหนือยังเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ และกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน
หมายเหตุ : หัวข้อบรรยายนี้จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ในโอกาสจัดประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” สำหรับผู้สื่อข่าวประจำในภูมิภาคและสื่อจากส่วนกลางของประเทศ ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดเชียงใหม่