โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์’ ผอ.ธปท.ภาคเหนือ ชี้ศก.มีศักยภาพโตอย่างยั่งยืน ชู ‘wellness tourism-future food’

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 16.27 น.
นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ กล่าวบรรยายในหัวข้อ “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยช่วงครึ่งแรกของปีมีการขยายตัวที่ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากการเร่งส่งออกก่อนที่มาตรการด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาจะมีผล ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ค่อนข้างต่อเนื่อง

นายณัฏฐ์กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าปรับลดลงทั้งหมดจากไตรมาส 2 โดยร้อยละ 25 ของ GDP ภาคเหนืออยู่ในภาคเกษตร ประชากรภาคส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร ดังนั้นช่วงไตรมาส 2 และ 3 ราคาพืชผลเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ลำไย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะลำไย ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง

ในส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมก็ปรับลดลงเช่นกัน จากปัจจัยชั่วคราวในหมวดอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีการปิดปรับปรุงโรงงาน ซึ่งส่งผลต่อภาคบริการที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน แต่ในหมวดอาหารแปรรูปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้ดี

ด้านการท่องเที่ยวไตรมาส 3 ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ อย่างไรก็ดีปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ส่วนการบริโภคลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ประกอบกับหนี้ภาคครัวเรือน ดังนั้นประชาชนโดยรวมยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย

ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็ลดลงเช่นกันจากด้านสินค้าขนส่ง เช่น รถกระบะ หรือเครื่องจักรที่เกี่ยวกับการเกษตร รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวลงจากฐานสูงในปีก่อน แต่ยังเป็นแรงส่งที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือ ทั้งนี้ เศรษฐกิจภาคเหนือปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.4-2.4% ส่วนปี 2569 จะขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง 0.4-1.4%

นายณัฏฐ์ฉายภาพว่า เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.7% ต่อปี น้อยกว่าการเติบโตของประเทศซึ่งอยู่ที่ 3.5% ต่อปี โดยปี 2527 มีการจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดลำพูน จนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันสามารถรักษาฐานการผลิตเดิมไว้ได้อย่างมั่นคง ต่อมาในปี 2555 มีภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand เข้ามาฉายในประเทศไทย ทำให้เกิดปรากฎการณ์นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยจำนวนมากเพื่อตามรอยภาพยนตร์ เกิดการบูมด้านการท่องเที่ยว

สำหรับในปี 2567-2568 เศรษฐกิจภาคเหนือโตเฉลี่ยที่ 0.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และห่างการเติบโตของประเทศมากขึ้น สิ่งที่เป็น negative contribution เกิดจากความเปราะบางของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะปัญหาจากหนี้ครัวเรือน

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือ (GRP) อยู่ที่ 7.7% ของ GDP ประเทศ มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของภาคเหนือ รองลงมาคือจังหวัดนครสวรรค์ โดยสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) เชียงใหม่สูงกว่า GPP นครสวรรค์เกือบ 2 เท่า และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนถึง 16 เท่า

4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง

โครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือหลักๆ มาจากภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 25% รองลงมาคือภาคการผลิต 20% และอื่นๆ เช่นภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร 46% และภาคบริการ 40% อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคเหนือมี 4 ปัญหาหลัก ได้แก่

1.เทคโนโลยีการผลิตยังเป็นรูปแบบเดิม-มูลค่าเพิ่มไม่สูงมาก สินค้าที่ทำกระจุกตัวอยู่ในบางสินค้าหรือบางตลาด เนื่องจากภาคเหนือเป็นภาคแห่งการเกษตร แรงงานครึ่งหนึ่งเป็นเกษตรกร ผลผลิตการแปรรูปส่วนใหญ่ไม่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี เช่น การอบแห้ง การแช่แข็งเพื่อการส่งออก รูปแบบการผลิตหรือส่งออกส่วนใหญ่เป็นลักษณะรับจ้างผลิต ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มน้อย

2.แหล่งท่องเที่ยวกระจุกตัวไม่กี่จังหวัด ภาคบริการหรือการท่องเที่ยวเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือ คิดเป็น 55% ของ GRP ด้วยซ้ำไป แต่จริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวค่อนข้างกระจุกตัว กว่า 30% กระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ รองลงมาคือเชียงราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวไม่ถึง 10% เม็ดเงินที่ได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวประมาณ 50% กระจุกอยู่ที่เชียงใหม่เช่นกัน

3.เผชิญกับสังคมสูงวัยและทักษะการเงินน้อย ภาคเหนือมีสัดส่วนแรงงานสูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศซึ่งอยู่ที่ 12.6% สะท้อนถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าภาคอื่น โดย 3 จังหวัดแรกที่มีแรงงานสูงวัยคือ เชียงใหม่ เชียงราย และพิษณุโลก ขณะที่ทักษะทางการเงินก็ยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการเข้าถึงสินเชื่อ

4.ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีรายจิ๋ว คือเป็นธุรกิจ micro มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 4 แสนบาท เจ้าของลงแรงทำกิจการเอง ไม่มีระบบบริหารหรือระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน และยังไม่สามารถปล่อยให้ลูกจ้างบริหารจัดการแทนได้ จึงไม่มีเวลาในการพัฒนาหรือยกระดับสินค้ามากนัก ทำให้มีปัญหาและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขาดความรู้ทางการเงิน หนี้ครัวเรือนสูงและโตเร็ว ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาอยู่

โอกาสและความท้าทายเศรษฐกิจยุคใหม่

นายณัฏฐ์กล่าวว่า ความท้าทายในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ภาคเหนือต้องเผชิญ ประกอบด้วย

1.กระแสความยั่งยืน หรือ BCG (Bioeconomy, Circular Economy, Green Economy) ที่มีมากขึ้น ซึ่งคู่ค้าหลายประเทศอาจจะนำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ในอนาคต ซึ่งเกิดขึ้นบ้างแล้วเช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

2.กระแสดิจิทัล โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โควิด-19 การค้าขายต่างๆ เข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น online marketing หรือ E-payment ซึ่งภาคเหนือต้องปรับตัวในเรื่องนี้เช่นกัน หลายคนมองว่ากระแสดิจิทัลเป็นต้นทุน แต่จริงๆ แล้วนี่คือทางรอดของธุรกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ภาคเหนือยังมีโอกาสใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งหลัก 4 ประเด็น ได้แก่

1.ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนมีศิลปะล้านนา ทั้งด้านงานฝีมือ งานคราฟท์ อาหารพื้นบ้าน รวมทั้งความหลากหลายของชาติพันธุ์ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนแรงงานสร้างสรรค์มากที่สุดถึง 30% ของแรงงานภาคเหนือทั้งหมด

ขณะที่ภาคเหนือตอนล่างมีความโดดเด่นเรื่องมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและกำแพงเพชร, สถานที่ท่องเที่ยวอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี, หรือเมืองโบราณศรีเทพที่เพชรบูรณ์ เป็นต้น ที่สำคัญตอนนี้คือ เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของโลกเป็นลักษณะของการท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่า “creative tourism” หรือ “wellness tourism” ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ภาคเหนือควรจะต้องจับให้ได้

2.เมืองน่าอยู่กับกลุ่ม digital nomad โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีธรรมชาติป่าเขาและพื้นที่สีเขียวมาก มีอากาศเย็นสบาย มีโรงพยาบาลและสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่สำคัญคือค่าครองชีพไม่สูงเท่ากับภาคกลาง

แต่ความท้าทายทุกปีที่สำคัญมากคือ ปัญหาเรื่องฝุ่นควันและมลพิษ ขณะที่การคมนาคมในหลายพื้นที่ยังไม่สะดวก รถสาธารณะยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาที่มีมากถึง 70-80% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นและปัญหาสำคัญด้านโลจิสติกส์เช่นกัน

3.เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ มีทรัพยากรธรรมชาติที่พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง แต่ต้องฉกฉวยโอกาสให้เป็น โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีมากถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ และมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมด้านอาหารและเกษตร รวมถึงเทรนด์ใหม่ของโลกเรื่อง future food และผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เหล่านี้เป็นโอกาสทั้งหมดที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้

ความท้าทายคือ โครสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตรและยังคงเป็นสินค้าระดับกลางที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งขาดความรู้ทางด้านการตลาด โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปยังตลาดโลก ทั้งยังมีสัดส่วนแรงงานสูงวัยมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นการจะเดินไปข้างหน้าได้จะต้องปรับโครงสร้างในจุดนี้เช่นกัน

4.โอกาสด้านโลจิสติกส์ ภาคเหนือมีการค้าชายแดนและการพัฒนาโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ ดังนั้นโอกาสและจุดแข็งคือ gateway สู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A และ R3B เชื่อมโยงไทย-ลาว-จีน ซึ่งจะทำให้เราสามารถส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้สะดวก เข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้ที่มีความต้องการสูง

ส่วนอุปสรรคคือการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน สองคือกฎระเบียบและวิธีการผ่านแดนที่ยังไม่มีความคล่องตัวและมีต้นทุนที่สูง ยังแข่งขันไม่ได้ รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรทั้งด้านตลาดและภาษาในการทำธุรกิจข้ามชาติ ที่สำคัญคือเรื่องโลจิสติกส์ที่ 70-80% ของพื้นที่เป็นภูเขา ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างต่างประเทศที่เป็นพื้นที่สูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีพื้นที่ภูเขาจำนวนมากเหมือนกับภาคเหนือของไทย แต่สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาสได้โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดหรือการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม พยายามใช้สิ่งที่มีอยู่ในการยกระดับตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จังหวัดในภาคเหนือทั้งหมดสามารถใช้เป็นตัวอย่างในการยกระดับตัวเองได้เช่นกัน

นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

ศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน ชู “wellness tourism”

นายณัฏฐ์ยกตัวอย่างว่า ขณะนี้เทรนด์ที่มาแรงคือ “wellness tourism” โดยจากการสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวลักษณะที่เป็น wellness สูงกว่าการเที่ยวทั่วไปประมาณ 60% เพราะฉะนั้นถ้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวภาคเหนือให้เน้นไปในทาง wellness tourism และเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจ BCG ได้ ก็จะช่วยให้สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เพราะฉะนั้นต้องคิดใหม่ ทำใหม่

ทั้งนี้ ในเรื่อง wellness tourism ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของกลุ่มเอเชียแปซิฟิก โดยขณะนี้ไทยติดอันดับประเทศที่เติบโตด้าน wellness เร็วที่สุด ขณะที่ภาคเหนือมีที่พักและบริการเรื่อง wellness ในรูปแบบที่หลากหลายและราคาที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภูโคลน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสปาจากโคลนและน้ำแร่ในพื้นที่ ผสมผสานกับสมุนไพรในท้องถิ่น พยายามผลิตออกมาให้เป็น wellness center

รวมถึงการปรับรูปแบบธุรกิจให้เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ นำไปเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย หรือนำจุดเด่นในท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย สร้างสตอรี่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ชุดอาหารเมืองเพื่อสุขภาพที่ไร้ไขมันหรือลดปริมาณเครื่องปรุงรสลง ซึ่งภาครัฐสามารถเข้ามาช่วยยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้สูงขึ้นได้

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง “future food” ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ functional food อาหารที่เติมสารอาหารเพื่อเพิ่มประโยชน์ ซึ่งพื้นฐานของภาคเหนือเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็น functional food ได้ นอกเหนือจากการอบแห้ง แช่แข็ง อีกแบบที่มาแรงคือ “plant-based food” อาหารสำหรับผู้ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้เช่นกันในอนาคต

ดังนั้นทั้ง functional food และ plant-based food ถือเป็นเทรนด์ที่ภาคเหนือสามารถต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เกษตรของตัวเอง นอกเหนือจากการทำผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเพื่อเพิ่มมูลค่า

ปัจจุบันภาคเหนือมีสินค้าที่เป็น future food แล้ว อาทิเช่น น้ำลำไยสกัดที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ, ไส้อั่วไร้ไขมัน, เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช เป็นต้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะช่วยให้เพิ่มมูลค่าได้ในระยะต่อไป เพราะฉะนั้นภาคเหนือยังเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ และกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ : หัวข้อบรรยายนี้จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ในโอกาสจัดประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” สำหรับผู้สื่อข่าวประจำในภูมิภาคและสื่อจากส่วนกลางของประเทศ ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดเชียงใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...