ทิศทางเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจเอเชีย ปี 2569 ผจญความเสี่ยงขาลง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย แนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2569 ทั้งเศรษฐกิจของประเทศของชาติมหาอำนาจของเอเชีย และอาเซียน พบว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมไปถึงปัญหาภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้เศรษฐกิจในปี 2569 อาจชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะเผาจริง
ที่ผ่านมา สศช. ได้ประเมินแนวนิมเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 หลังจากได้รับผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น
อีกทั้ง เศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์
รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมแร่หายากของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย ดังนี้
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
เศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าจะขยายตัว 0.7% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 1% ในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการส่งออก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนตุลาคมที่ลดลงมาอยู่ที่ 48.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือน
นอกจากนี้ แม้ว่าค่าจ้างจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการต่อรองค่าจ้างประจำฤดูใบไม้ผลิ (Shunto) ประจำปี 2569 และการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กว่า 6.3% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงยังคงมีแนวโน้มลดลงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของค่าจ้าง
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากงบประมาณประจำปี 256926 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวจากยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรคงค้างที่ยังคงสูงอยู่ในช่วงปลายปี 2568 และการลงทุนในเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ประกอบกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาล สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ 2%
เศรษฐกิจจีน
เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 โดยเป็นผลมาจากแรงส่งของภาคการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของฐานการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นสูงในช่วงปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวสอดคล้องกับยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ปรับลดลง
ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงการสิ้นสุดแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อไป
เศรษฐกิจอินเดีย
เศรษฐกิจอินเดีย คาดว่าจะขยายตัว 6.5% ชะลอลงจาก 7% โดยเป็นผลมาจาการชะลอลงของการส่งออกและการผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรมจากการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีการค้าตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่ออินเดียที่ 50% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ และจะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของอินเดียในระยะต่อไป
อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศภายใต้การดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีเพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและบรรเทาภาระภาษีของประชาชนระหว่างปีงบประมาณ 2568 - 256929 ประกอบกับแรงกดเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้อย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่
เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs) ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 ตามการลดลงของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมสินแร่สำคัญของจีนที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่จะมีแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐบาลในดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงิน มีแนวโน้มผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศ โดยในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไต้หวัน เศรษฐกิจฮ่องกง และเศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 2.4% 2% และ 1.8% ชะลอลงจาก 5% 2.6% และ 3.5% ในปีก่อนหน้า ตามลำดับ
ขณะที่ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% เร่งขึ้นจาก 1.1% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
เศรษฐกิจอาเซียน
เศรษฐกิจอาเซียน ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี การอุปโภคบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐ31 ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ประกอบกับนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายภายใต้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามจะขยายตัว 4.7% 4.2% และ 5.9% ชะลอลงจาก 4.8% 4.4% และ 7.5% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์คาดว่าจะขยายตัว 5.6% ปรับตัวดีขึ้นจาก 5.3% เนื่องจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568