โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทิศทางเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจเอเชีย ปี 2569 ผจญความเสี่ยงขาลง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย แนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2569 ทั้งเศรษฐกิจของประเทศของชาติมหาอำนาจของเอเชีย และอาเซียน พบว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมไปถึงปัญหาภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้เศรษฐกิจในปี 2569 อาจชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะเผาจริง

ที่ผ่านมา สศช. ได้ประเมินแนวนิมเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 หลังจากได้รับผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น

อีกทั้ง เศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์

รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมแร่หายากของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย ดังนี้

เศรษฐกิจญี่ปุ่น

เศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าจะขยายตัว 0.7% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 1% ในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการส่งออก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนตุลาคมที่ลดลงมาอยู่ที่ 48.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือน

นอกจากนี้ แม้ว่าค่าจ้างจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการต่อรองค่าจ้างประจำฤดูใบไม้ผลิ (Shunto) ประจำปี 2569 และการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กว่า 6.3% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงยังคงมีแนวโน้มลดลงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของค่าจ้าง

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากงบประมาณประจำปี 256926 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวจากยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรคงค้างที่ยังคงสูงอยู่ในช่วงปลายปี 2568 และการลงทุนในเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ประกอบกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาล สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ 2%

เศรษฐกิจจีน

เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 โดยเป็นผลมาจากแรงส่งของภาคการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของฐานการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นสูงในช่วงปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวสอดคล้องกับยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ปรับลดลง

ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์

รวมถึงการสิ้นสุดแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อไป

เศรษฐกิจอินเดีย

เศรษฐกิจอินเดีย คาดว่าจะขยายตัว 6.5% ชะลอลงจาก 7% โดยเป็นผลมาจาการชะลอลงของการส่งออกและการผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรมจากการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีการค้าตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่ออินเดียที่ 50% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ และจะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของอินเดียในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศภายใต้การดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีเพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและบรรเทาภาระภาษีของประชาชนระหว่างปีงบประมาณ 2568 - 256929 ประกอบกับแรงกดเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่

เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs) ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 ตามการลดลงของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมสินแร่สำคัญของจีนที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่จะมีแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐบาลในดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงิน มีแนวโน้มผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศ โดยในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไต้หวัน เศรษฐกิจฮ่องกง และเศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 2.4% 2% และ 1.8% ชะลอลงจาก 5% 2.6% และ 3.5% ในปีก่อนหน้า ตามลำดับ

ขณะที่ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% เร่งขึ้นจาก 1.1% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

เศรษฐกิจอาเซียน

เศรษฐกิจอาเซียน ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี การอุปโภคบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐ31 ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ประกอบกับนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายภายใต้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามจะขยายตัว 4.7% 4.2% และ 5.9% ชะลอลงจาก 4.8% 4.4% และ 7.5% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์คาดว่าจะขยายตัว 5.6% ปรับตัวดีขึ้นจาก 5.3% เนื่องจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...