โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

แม่ร้องเป็นหนึ่ง หลังลูกสาววัย 11 ขวบถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมาร์ทำร้ายร่างกาย กังวลเรื่องความปลอดภัยหลังถูกคุกคามซ้ำ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 11.52 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
จากกรณีมีหญิงสาวรายหนึ่งได้ร้องทุกข์มายังนางสาวชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ภายหลังลูกสาววัย 11 ขวบซึ่งเป็นเด็กพิเศษถูกกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ

จากกรณีมีหญิงสาวรายหนึ่งได้ร้องทุกข์มายังนางสาวชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ภายหลังลูกสาววัย 11 ขวบซึ่งเป็นเด็กพิเศษถูกกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 15-16 ปีจำนวน 4-5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกของแรงงานต่างด้าวชาวพม่ารุมทำร้ายร่างกายที่บริเวณท้ายซอยบ้านพัก ย่าน ซอยพัฒนาการ 20 จนเป็นเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บนั้น

ล่าสุด วันที่ 10 พ.ย.68 ที่ สน.คลองตัน ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง , เจ้าหน้าที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้มาพูดคุยกับเจ้าที่ตำรวจสน.คลองตันเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนา สุนิสา (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้เป็นแม่เปิดเผยว่า ลูกสาวของตนอายุ 11 ปี น้องเป็นเด็กพิเศษ ถูกกลุ่มวัยรุ่นอายุประ 15-16 ปี จำนวน 4-5 ตน รุมทำร้ายร่างกายบริเวณท้ายซอยบ้าน

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่28 ตุลาคม 2568 ลูกสาวของตนเองออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้านตามปกติ เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียน น้องถูกทำร้ายร่างกายเป็นวันแรก แต่ตนเองไม่รู้เนื่องจากน้องไม่กล้าบอก

ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน ตนเห็นว่าลูกสาวของตนเองถูกเพื่อนหิ้วปีกมาส่งที่บ้าน ตนจึงถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลูกไม่กล้าเล่าให้ฟัง ตนจึงพยายามสอบถามลูก บอกให้ลูกเล่าให้ฟัง แม่พร้อมจะปกป้อง ลูกสาวจึงยอมเล่าให้ตนเองฟังว่า ตอนที่เพื่อนหิ้วปีกมาส่งที่บ้าน เพื่อนกระซิบข้างหูว่า "มึงอย่าบอกแม่มึงนะ ถ้ามึงบอกจะถูกทำร้ายหนักกว่านี้" ทำให้ตนเองตกใจเป็นอย่างมาก แรกๆตัวเองคิดว่าจะไม่เอาเรื่อง เพราะอยากให้ลูกสาวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในซอยเดียวกัน

แต่มีอยู่วันหนึ่งลูกสาวกลับมาบ้าน หลังจากออกไปเล่นกับเพื่อนกลุ่มนี้ ลูกสาวบอกว่ามีอาการปวดหู ตนจึงให้กินยาแก้ปวด เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้น้องปวดหูมาถึง 3 วัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจึงตัดสินใจเดินไปที่ท้ายซอย ด้วยความโมโหจึงถามเด็กๆไปว่าใครเป็นคนทำร้ายลูกของตนเอง ซึ่งเพื่อนของลูกที่เป็นคู่กรณี บอกกับตนเองว่า กรูไม่ได้ทำ และพูดว่าให้ไปลากลูกของตนเองมาถามและจะตบให้ดูต่อหน้าตนเอง ทำให้ตนเองตกใจว่าทำไมเด็กถึงมีความคิดที่รุนแรงขนาดนี้

ตนจึงตัดสินใจคุยกับผู้ปกครองของเด็ก (ซึ่งเป็นชาวเมียนมาร์) แต่ผู้ปกครองของเด็กกลับปฏิเสธอย่างเลือดเย็น ว่าหากไม่มีหลักฐานก็อย่ามากล่าวหากัน แม้แต่คำขอโทษหรือจะเรียกลูกของตัวเองไปอบรมสั่งสอนก็ไม่มี ซ้ำยังมีพฤติกรรมข่มขู่ มีการมาคุกคามที่หน้าห้องโดยการถ่ายรูป และถามเพื่อนข้างห้องว่ามีใครอยู่ห้องหรือไม่ พอตกกลางคืนเวลา 4 ถึง 5 ทุ่ม จะได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังห้อง ทั้งๆที่ตนเองอยู่กับลูกสาวเพียงสองคน

ล่าสุดตนเองได้ขอกล้องวงจรปิดจากเจ้าของหอพัก หลังจากเปิดดูพบว่ามีเด็กในกลุ่มนั้นเป็นลูกของชายชาวพม่าที่ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วย ใช้ความรุนแรงอุ้มคนไปทำร้ายร่างกายเมื่อไม่พอใจ ทำให้ตนเองรู้สึกกลัวและรู้สึกว่าครอบครัวไม่ปลอดภัย อยู่จังหวัดระแวง กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะออกจากบ้าน

ตนเองสงสารลูกสาววัย 11 ปี ต้องมาเผชิญกับเรื่องรุนแรงแบบนี้ หัวอกของคนเป็นแม่เกินจะรับได้ จนถึงร้องขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ร้านดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้กระทำความรุนแรงต่อลูกสาว เนื่องจากน้องเป็นเด็กพิเศษ ไม่ทันคนและ ถูกรังแกตลอด

ในขณะที่ด้านนางสาวชลิดา เผยว่า ภายหลังจากที่ตนเห็นคลิปเหตุการณ์ที่เด็กหญิงวัย 11 ปีทุกกลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมาร์รุมทำร้ายร่างกายนั้น ก็รู้สึกตกใจไม่คาดคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายที่คุ้มครองคนไทย แต่กลับถูกชาวต่างชาติไม่สนใจกฎหมาย และได้มีการทำร้ายคนไทย ซึ่งตนมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

โดยจากการสอบถามแม่เด็กให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ไม่ทราบว่าลูกสาวถูกทำร้ายร่างกาย จนได้เห็นบาดแผล จึงเกิดความสงสัยให้ดำเนินการติดตามกล้องวงจรปิด จนรู้ว่าลูกสาวของตนเองนั้นถูก กลุ่มรุ่นพี่ชาวเมียนมาร์ทำร้ายร่างกาย และยังมาทราบภายหลังว่า พ่อของกลุ่มคู่กรณีนั้นเป็นโจ๋ชาวพม่าเคยอุ้มคนไปทำร้ายร่างกาย จึงทำให้ทางครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัย

เบื้องต้น ตนได้มีการประสานงานไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัว , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม รวมถึงเจ้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าที่ตำรวจสน. คลองตัน โดยหน่วยงานทั้งหมดได้มีการบูรณาการร่วมกันว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเบื้องต้นวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการตรวจสอบใบอนุญาตว่าคู่กรณีนั้นได้มีใบตรวจคนเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ในขณะที่ทาง “เจ้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” เผยข้อมูลสั้น ๆ ว่า หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็จะต้องมีการตรวจสอบวีซ่า และการอยู่ต่อ ในราชอาณาจักรของแต่ละคนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าหากไม่ถูกต้องตามกฏหมายก็จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...